Innovate or Die มาลี กรุ๊ป หนีวังวนธุรกิจน้ำผลไม้ ตั้งบริษัท FoodTech ปั้นนวัตกรรม ลุยตลาดโลก

0

ดูเหมือนว่าตลาดน้ำผลไม้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน  ยังไม่กลับมาเติบโตเป็นปกติ  แต่ภาพรวมตลาดยังคงติดลบในอัตรา 11%  หรือมีมูลค่าประมาณ​ 12,000 ล้านบาท  ผลกระทบหลักยังคงเป็นเรื่องของกำลังซื้อที่ยังชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ  ส่งผลให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยกับสินค้าที่จำเป็นก่อน  ผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำผลไม้จึงต้องปรับตัวเพื่อรักษาการเติบโต  ซึ่งกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ถูกเลือกมาใช้เสมอๆ คือ การออกสินค้าใหม่  เพื่อสร้างความต้องการใหม่ในฐานลูกค้าเดิม  รวมถึงอาจจะได้ฐานลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่มด้วย  แต่การออกสินค้าใหม่  หากเป็นสินค้าที่ไม่ได้แตกต่างจากสินค้าคู่แข่ง  หรือเป็นสินค้าเดิมๆ ที่มีขายทั่วไปในตลาด  ความสำเร็จจากกลยุทธ์ดังกล่าวก็อาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

Innovate or Die ปั้นนวัตกรรมหนีตาย

แบรนด์น้ำผลไม้ “มาลี” (MALEE)  ที่ใช้กลยุทธ์การออกสินค้าใหม่  เพื่อใช้สร้างการเติบโตให้กับบริษัทเช่นกัน  แต่หลังจากช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา  กำไรกลับลดลง  เพราะผลกระทบจากภาวะกำลังซื้อชะลอตัว ทำให้ภาพรวมธุรกิจในปีนี้อาจจะมีรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แบรนด์มาลีต้องมองหาทางออกใหม่ให้ธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่สินค้าใหม่ธรรมดา  แต่ต้องเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม และวางอนาคตให้กับธุรกิจ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่ “อาหาร” จะเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ในโลก รวมทั้งเทรนด์ความใส่ใจเรื่องสุขภาพของผู้คนที่มาแรงและผู้บริโภคให้คุณความสำคัญกับเรื่องนี้

คุณรุ่งฉัตร บุญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า เป้าหมายของมาลี กรุ๊ป คือการเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพระดับโลก  และการจะไปสู่เป้าหมายได้สินค้าจำเป็นจะต้องมีนวัตกรรม  ไม่เช่นนั้นการผลิตสินค้าใหม่จะวนอยู่ในรูปแบบเดิมๆ  คือ การออกสินค้าความเข้มข้น 100% ความเข้มข้น 40% หรือ 0% แคลลอรี่ หรือไม่ก็เป็นการผสมน้ำผลไม้หลายๆ รสชาติ ซึ่งสร้างความแตกต่างได้ยาก

ดังนั้นบริษัทจึงได้ลงทุน 30 ล้านบาทจัดตั้งบริษัทย่อย คือ บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ MAS ขึ้นมาทำหน้าที่สำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้านวัตรรมต่างๆ  เพื่อแตกไลน์ หรือ Diversify ไปสู่สินค้าใหม่อื่นๆ และเพิ่มมูลค่าสินค้าสินค้าให้มากขึ้น

“MAS  จะพัฒนาสินค้านวัตกรรม  เป็นการต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร (High Value Added Products: HVA) สร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตร รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้ซัพพลายเชนในด้านการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มศักยภาพการรับมือกับการแข่งขันและช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้มาลีก้าวสู่เป้าหมายการเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพระดับโลก”

นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ครีเอท CSR รูปแบบใหม่ที่เป็น CSR In Process  เป็นการทำให้เกษตรกรได้รับมูลค่าสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น  เป็นการต่อยอดจากแนวคิด “คิดถึงคนอื่นก่อน” จึง “โตไปด้วยกัน” ที่มาลียึดถือและใช้ในการดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอด 40 ปี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน (Growing Well Together) ไปพร้อมๆ กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริโภค ครอบครัวมาลี สิ่งแวดล้อม และเกษตรกร

MAS ทำอะไรบ้าง?
MAS จะพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใน 4 กลุ่มหลัก ที่จะเป็นหัวใจสำคัญให้มาลี กรุ๊ปเติบโต  คือ

1.Cluster H (Health & Life-Science Products) เพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์จากความก้าวหน้าด้านชีววิทยาศาสตร์ เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  สินค้าวัตถุดิบที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง

2.Cluster E (Environment & Energy) เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่มีของเหลือทิ้ง (0% waste) เสริมความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

3.Cluster V (Visionary Sciences & Advanced Materials) คิดค้นพัฒนาวัสดุอัจฉริยะหรือวัสดุที่มีน้ำหนักเบาจากวัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อเป็นวัสดุทางเลือก   โดยเฉพาะการพัฒนา Smart Materials  ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจ หรือวัสดุที่ใช้ในด้านทางการแพทย์  ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรให้มากขึ้นหลายเท่าตัว

4.Cluster I (Internet of Thing & Service หรือ IoT) เพื่อสื่อสารและเชื่อมโยงอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ในชีวิตประจำวันจากทั่วโลก ให้สามารถควบคุมและนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ด้านการวิจัยได้อย่างอัจฉริยะ โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้  จะเริ่มพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูล  เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญทางด้านการตลาด  เพื่อการพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค  รวมถึงระบบการบริหารงานขายต่างๆ

Vintico นำ้ส้มสายชูหมักจากน้ำมะพร้าว

ด้าน ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง กรรมการผู้จัดการ  MAS  กล่าวว่า  ได้เปิดตัวสินค้าแรกที่ MAS ได้พัฒนาและวางจำหน่าย คือ   น้ำส้มสายชูหมักจากน้ำมะพร้าวแท้ 100% แบรนด์ วินติโค (Vintico)  ที่พัฒนาขึ้นมาช่วยแก้ปัญหาการจัดการวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น น้ำมะพร้าวส่วนเกินจากการผลิตน้ำมะพร้าวพร้อมดื่ม ที่มีปัญหาเรื่องของความหวานไม่เป็นไปตามกำหนด  ซึ่งอาจจะเกิดจากปัญหาต่างๆ  ที่อาจส่งผลต่อรสชาติจึงได้นำวัตถุดิบดังกล่าวมาผ่านกระบวนการวิจัยขั้นสูง  และพัฒนาออกมาเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดังกล่าว  ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากงาน World Food Innovation Awards 2018  ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษและ รางวัล SIAL Innovation จากงาน SIAL Expo 2018  ประชาชนจีน ในฐานะผลิตภัณฑ์ที่มีความยอดเยี่ยมด้านคุณภาพและการคิดค้นนวัตกรรมที่โดดเด่น

แนวทางการทำตลาดของของแบรนด์วินติโค จะมุ่งเน้นตลาดต่างประเทศเป็นหลักในสัดส่วน 80% เนื่องจากผู้บริโภคมีความรู้และเข้าใจในผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี  ซึ่งจะทำตลาดหลักในกลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกา ส่วนตลาดในประเทศไทยจะวางจำหน่ายในกูร์เม่ต์ มาร์เก็ต 3 สาขา และในช่องทางออนไลน์  โดยมีราคาพิเศษช่วงเปิดตัวขวดละ 1,590 บาท  ซึ่งเป้าหมายในปีแรกคาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้ครอบคลุมกับเม็ดที่ลงทุนไปในปีแรก

“เดิมวัตถุดิบทางการเกษตรที่เกี่ยวกับการผลิตสินค้า  ชาวบ้านหรือเกษตรกรอาจจะนำไปแปรรูปหรือขายโดยที่มีราคาไม่สูง  เช่น  กะลามะพร้าว  อาจจะนำเอาไปเผาถ่านซึ่งมีราคากิโลกรัมละ 80 บาท  แต่หากเอามาพัฒนาและต่อยอดให้เป็นสินค้าใหม่  โดยเฉพาะวัสดุทางด้านการแพทย์  อาทิ Fiber Medical จะทำให้สินค้าดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 400-500 เท่า  ซึ่ง MAS จะนำเอาวัตถุดิบมะพร้าวมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าต่างๆ ก่อนในกลุ่ม Health and Medicine นอกจากมะพร้าวแล้ว  ยังมีผลไม้ประเภทสับปะรดและส้ม  ที่สามารถนำมาต่อยอดและพัฒนาได้ทุกส่วนเหมือนกัน”