ผ่าแผนกลยุทธ์ช้าง – เฟเดอร์บรอย ปี 2018 แบรนด์ Top Of Mind อันดับหนึ่งของผู้บริโภค

ภายใต้แผน “Vision 2020” ของไทยเบฟ กำหนดเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดเบียร์ในประเทศไทย ภายในปี 2563 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดไม่ต่ำกว่า 45% เวลานี้ได้เดินมาครึ่งทางแล้ว และเป้าหมายที่วางไว้นั้น ใกล้เป็นความจริงขึ้นทุกขณะ เป็นผลมาจากการดำเนินธุรกิจของทั้ง “แบรนด์ช้าง” และ “เฟเดอร์บรอย” ที่เดินหน้ารุกตลาดอย่างต่อเนื่อง

ชนะใจ “ผู้บริโภค” พร้อมคว้า “รางวัลนานาชาติ” การันตีคุณภาพ

แม่ทัพใหญ่กลุ่มธุรกิจเบียร์ของไทยเบฟ เผยเรื่องราวความสำเร็จของ “เบียร์ช้าง” เพิ่มเติมว่า จากผลสำรวจของ IPSOS บริษัทวิจัยชั้นนำระดับโลก ได้ทำวิจัยคุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) ปรากฏว่า “เบียร์ช้าง” สามารถครองความเป็นอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค (Top of Mind Brand) ติดต่อกันถึงสองปีซ้อน และจากไตรมาสที่ผ่านมา แบรนด์ช้างสามารถรักษา Momentum ของการเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อเป็นประจำ (BUMO : Brand Use Most Often) แสดงให้เห็นถึง Brand Loyalty ของแบรนด์ช้างที่แข็งแกร่ง และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ “ช้าง” ยังคว้ารางวัลชนะเลิศของประเทศไทย จากเวที World Beer Award 2017 ในการแข่งขันประเภทเบียร์ลาเกอร์ (Lager Beer) ภายใต้สไตล์การผลิตเบียร์แบบ Helles / Muncher

ขณะเดียวกันหลังการกลับมาบุกตลาดของ “เฟเดอร์บรอย” ด้วยรูปโฉมและรสชาติใหม่ ทำให้มียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 388% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 ในขณะเดียวกัน “เฟเดอร์บรอย” คว้ารางวัลชนะเลิศ  ประเภทเบียร์ลาเกอร์ (Lager Beer) สไตล์ German Style Pale Ale จากเวที World Beer Award 2017 และยังได้รางวัลออกแบบบรรจุภัณฑ์จาก The International Beer Challenger ประจำปี 2017 อีกด้วย

จากการตอบรับที่ดีของผู้บริโภค ทำให้ในภาพรวมธุรกิจเบียร์ของไทยเบฟ เติบโตทั้งด้านยอดขาย และส่วนแบ่งการตลาดเบียร์โดยรวมของไทยเบฟ ที่เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 40%

ส่วนรายละเอียดเบื้องหลังความสำเร็จของ “ช้าง” และ “เฟเดอร์บรอย” ในรอบปี 2560 และทิศทางในปีหน้า จะมีหมัดเด็ดอะไรปล่อยออกมานั้น ?!  “คุณเอ็ดมอนด์ เนียว คิมซูน กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเบียร์ จะมาเผยให้เราฟังอย่างหมดเปลือก !!

“ช้าง” – “เฟเดอร์บรอย” ปลุกตลาดเบียร์ไทย 1.8 แสนล้าน กลับมาคึกคัก

เพราะนับตั้งแต่ปี 2558 ที่ไทยเบฟ ตัดสินใจกระชากลุค “แบรนด์ช้าง” ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี โดยปรับโฉมทั้งรูปลักษณ์ภายนอก พร้อมทั้งปรับ “รสชาติ” ลดเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ลง เพื่อให้ดื่มง่ายขึ้น

การตัดสินใจ Revamp ครั้งนั้น นอกจากทำให้ภาพลักษณ์โดยรวมของ “เบียร์ช้าง” ทันสมัยขึ้น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อยอดขาย และส่วนแบ่งการตลาดของ “เบียร์ช้าง” เติบโตขึ้น ทั้งยังทำให้ “คู่แข่ง” ต้องปรับกลยุทธ์ของตนเองให้แอคทีฟมากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมตลาดเบียร์ในไทย กลับมาคึกคัก และผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น

ขณะที่ในปี 2560 ถือเป็นก้าวสำคัญของ “เบียร์ช้าง” เนื่องจากเป็นปีที่จัดเต็มทั้งการสร้างสรรค์ “นวัตกรรมสินค้า” และ “แคมเปญสื่อสารการตลาด” ภายใต้กิจกรรมการตลาดรูปแบบต่างๆ ที่สร้าง Brand Experience ให้กับผู้บริโภค

คุณเอ็ดมอนด์ เนียว คิมซูน ฉายภาพว่า ปี 2560 เป็นปีที่ดีสำหรับแบรนด์ช้าง โดยเฉพาะการสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับตลาด และผู้บริโภค ซึ่งในปีที่ผ่านมา เรามี Kick Start ที่ดีที่มีการนำเสนอสินค้า Limited Edition ในช่วงปลายปี ได้แก่

1. “ขวดแก้วชริ้งค์แร็พ” (Shrink Wrap), 2. “ไอซ์ แพ็ค” (Ice Pack) นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบแพ็ค 6 กระป๋อง ที่สามารถเติมน้ำแข็งเพื่อแช่เย็นได้ทันที ซึ่งลวดลายพิเศษทั้งสองแพ็คเกจจิ้งของปี 2560 เป็นผลงานของ “มร.สตีเวน วิลสัน” นักวาดภาพประกอบ (Illustrator) ชื่อดังจากอังกฤษ มาถ่ายทอดผลงานศิลปะลงบนบรรจุภัณฑ์ชุดนี้ ภายใต้แรงบันดาลใจ “Golden Moment” เพื่อต้อนรับเทศกาลปลายปี และ 3. ขวดแชมเปญ เบียร์ช้างในบรรจุภัณฑ์ขนาด 1.5 ลิตร สำหรับช่วงเวลาพิเศษสังสรรค์กับเพื่อน

ไม่เพียงแต่การนำเสนอนวัตกรรมใหม่เท่านั้น “ช้าง” ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ และความผูกพันระหว่างแบรนด์ กับผู้บริโภค เพื่อตอกย้ำด้วยการสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดที่โดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญ “Chang Music Connection” เทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่ ที่รวบรวมศิลปินชั้นนำมาไว้ในที่เดียว โดยจะเลือกจัดตามสถานที่สำคัญๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ขณะเดียวกันเราจัด “Chang Carnival” ที่จะพาผู้บริโภคไปสนุกแบบไร้ขีดจำกัด ทุกแนวดนตรี พร้อมด้วยกิจกรรม มากมาย มาสร้างประสบการณ์ความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภค รวมทั้งการสร้างพื้นที่แห่งความสุขส่งท้ายปีกับ “Chang Sensory Trails” ที่จัดขึ้นทั่วประเทศ โดยเนรมิตสถานที่ต่างๆ ให้กลายเป็นพื้นที่นั่งชิลล์ รับลมหนาวเย็นๆ พร้อมดื่มด่ำไปกับเบียร์ และเมนูอาหารสุดพิเศษ”

ขณะที่ “เฟเดอร์บรอย” (Federbräu) แบรนด์เบียร์สไตล์เยอรมัน เป็นอาวุธสำคัญในการเจาะตลาดเซ็กเมนต์พรีเมียม ในปี 2560 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะได้ลอนช์ใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์โฉมใหม่ และฉลากผลิตภัณฑ์ ทั้งแบบขวด และเปิดตัวกระป๋อง Sleek Can ที่ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัย

ผสานเข้ากับความโดดเด่นด้านรสชาติเบียร์ ที่ใช้ “เยอรมัน ซิงเกิ้ล มอลต์” (German Single Malt) เป็นส่วนประกอบสำคัญ ถือเป็นเบียร์พรีเมียมรายแรกและรายเดียวในไทยที่ใช้วัตถุดิบดังกล่าว เพื่อให้ได้รสชาติ และกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ พร้อมทั้งใช้ความแข็งแกร่งด้านระบบจัดจำหน่ายของกลุ่มไทยเบฟ ทำให้ “เฟเดอร์บรอย” กระจายเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆ ได้ทั่วประเทศตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และนอกจากตลาดในประเทศไทย ยังได้ขยายไปยังตลาดต่างประเทศ เน้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก

แน่นอนว่าในการทำตลาดเบียร์ “Brand Experience” เป็นกลยุทธ์สำคัญไม่น้อยไปกว่าผลิตภัณฑ์ เพราะเป็นหัวใจในการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ และทำให้ผู้บริโภคได้เข้ามาสัมผัสแบรนด์อย่างใกล้ชิด ดังนั้น “เฟเดอร์บรอย” ได้สร้างสรรค์ Lifestyle Event อย่าง “Federbräu Red Feather Club” เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษในสไตล์เยอรมัน และไลฟ์สไตล์คนเมือง โดยเนรมิตพื้นที่บริเวณอาคารสาทร สแควร์ และเซ็นทรัล เวิล์ด ให้เป็นเยอรมัน คอมมูนิตี้ ที่เสิร์ฟความสนุก ทั้งด้านบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี เมนูอาหารเยอรมัน

ผ่าแผนกลยุทธ์ปี 2018 สร้างการเติบโตที่มาพร้อม Brand Top of Mind ของแบรนด์ช้าง

“ช้าง” ยังคงเดินหน้ารุกตลาด และสร้าง Engagement กับผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อเข้าใกล้เป้าหมาย “Vision 2020” ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดเบียร์ในไทย และอาเซียนภายในปี 2020 พร้อมทั้งสร้างให้เป็น Top of mind brand และทำให้ผู้บริโภครักในแบรนด์ ด้วยการนำเสนอสินค้าคุณภาพ รวมถึงความต่อเนื่องในการสร้างประสบการณ์กับแบรนด์

คุณเอ็ดมอนด์ เนียว คิมซูน ขยายความเพิ่มเติมถึงการทำให้แบรนด์เป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภค ต้องทำ 3 สิ่ง คือ

1. สร้างประสบการณ์ที่ดีกับแบรนด์ โดยในปี 2561 เราจะต่อยอดแคมเปญและกิจกรรมการตลาดที่เราทำมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Chang Music Connection, Chang Carnival, Chang Sensory Trials เพราะนี่คือประสบการณ์ที่คนจะได้สัมผัสกับเราได้จริง ไม่ใช่แค่ดูโฆษณา

2. ทำให้ผู้บริโภค Enjoy กับผลิตภัณฑ์ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ เช่น ออกสินค้า Limited Edition ที่เป็นดีไซน์พิเศษ เพื่อเข้ากับโอกาสช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองมากขึ้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า รวมถึงการพัฒนาเบียร์ให้มีรสชาตินุ่มลื่น ดื่มง่ายขึ้น เพื่อในที่สุดแล้วเราต้องการให้ “เบียร์ช้าง” เข้าไปอยู่ในทุกโอกาสการดื่มของผู้บริโภค

3. เดินหน้าเบียร์ช้างตอกย้ำเรื่อง “มิตรภาพ” ภายใต้ Tagline “ช้างเติมเต็มคำว่าเพื่อน” เพราะฉะนั้นทุกโมเมนต์เกี่ยวกับเพื่อน ช้างต้องเข้าไปอยู่ในโมเมนต์เหล่านั้น ดังนั้นจะสังเกตว่าเรามี Pack Size ขวดใหญ่อย่างขวดแชมเปญ หรือบรรจุภัณฑ์ Ice Pack ไม่ใช่สำหรับการดื่มคนเดียว แต่เป็นการแบ่งปัน เพื่อเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างเพื่อนให้แข็งแกร่งขึ้น

“ความท้าทายสำคัญของแบรนด์ช้างในปี 2561 คือ ต่อยอดกลไกที่กำลังเติบโตให้หมุนต่อไปได้ ทั้งการจัดกิจกรรมหรือแคมเปญการตลาดที่เราต้องต่อยอด และการมีนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ มานำเสนอให้กับผู้บริโภค ขณะที่แบรนด์เฟเดอร์บรอย ยังอยู่ในสเต็ปของการสร้างการรับรู้ และสร้างประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ผ่านกิจกรรมและช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆ เพราะเมื่อผู้บริโภคได้รู้จักกับผลิตภัณฑ์ของเรา เขาก็จะรู้สึกชื่นชอบผลิตภัณฑ์ของเราอย่างแน่นอน”

ไม่เพียงแต่เป้าหมายเป็นอันดับ 1 ตลาดเบียร์ในประเทศเท่านั้น… “กลุ่มธุรกิจเบียร์ของไทยเบฟ” ยังได้เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในตลาดอาเซียนด้วยเช่นกัน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตเบียร์อันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ในเชิงของ Volume) ซึ่งเวลานี้ “ไทยเบฟ” เร่งต่อจิ๊กซอว์เพื่อไปสู่เป้าหมายใหญ่ดังกล่าว เมื่อชนะการประมูลซื้อหุ้น 54% ของ “บริษัท ไซง่อน เบียร์ แอลกอฮอล์ เบฟเวอเรจ คอร์ปอเรชั่น จำกัด” (Saigon Beer Alcohol Beverage Corp) หรือ “ซาเบโก” (Sabeco) ของรัฐบาลเวียดนาม “ซาเบโก” เป็นผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม เพราะฉะนั้นการที่ “ไทยเบฟ” เข้ามาถือหุ้นใหญ่ใน “ซาเบโก” จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการต่อภาพการก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดเบียร์แห่งอาเซียนภายในระยะเวลาอันใกล้นี้

ถ้า “เบียร์ช้าง” และ “เฟเดอร์บรอย” ยังคงรักษาการเติบโตเช่นนี้ต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ในปี 2563 ตำแหน่งผู้นำตลาดเบียร์ในประเทศไทย อาจเปลี่ยนมือมาอยู่กับ “ไทยเบฟ”

 

[ADVERTORIAL]