ส่องโอกาสธุรกิจใหม่จาก 7 เทรนด์ผู้บริโภคในอีก 10 ปีข้างหน้า

สำหรับผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ และนักการตลาด การเข้าใจผู้บริโภคทั้งพฤติกรรมและทัศนคติ นับว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจ ซึ่งนำไปสู่การเอาชนะใจผู้บริโภคในที่สุด  ลองมาดูกันถึง 7 เทรนด์และความเป็นไปของผู้บริโภคในอีก 10 ปีข้างหน้า ที่ Unpacking Opportunities เขาเลือกมาส่องและเปิดมุมมองทางธุรกิจใหม่ให้กับธุรกิจคุณ

1. เรื่องง่าย ๆ ต้องมาก่อน(EASY LIVING)

แน่นอนว่าสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดในยุคนี้ไม่ใช่แค่อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย แต่คือ “เวลา” เพราะเวลาเป็นส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตและทุกอย่างก็ต้องใช้เวลา ยิ่งในยุคที่ผู้บริโภคเริ่มใช้เวลามากขึ้นในการทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ จนทำให้เวลาว่างนั้นน้อยลง

ในยุคที่มีความตึงเครียดกับการใช้เวลาเช่นนี้ ผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่นเวลาของผู้บริโภคได้มากที่สุดจึงเป็นคำตอบสำหรับทุกอย่าง เพราะ 49% ของผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น 39% พร้อมที่จะจ่ายเพื่อซื้อเวลากับความสะดวกสบาย 33% ของผู้บริโภคเลือกอาหารแบบพร้อมทานเพราะไม่มีเวลามากพอสำหรับการทำอาหาร และมากถึง 73% เลือกที่จะทานของว่างเพิ่มหรือทดแทนมื้ออาหาร เพราะต้องการความรวดเร็ว จุดนี้จะทำให้เราเห็นว่าสินค้าที่มีขนาดกำลังพอดีพกพาสะดวกจะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากที่สุด

2. สุขภาพสร้างสมดุล (HEALTHY BALANCE)

Work life balance คือคำที่เราได้ยินบ่อยจนคุ้นหู เพราะถึงแม้ว่าผู้บริโภคจะต้องทำงานหนักหรือใช้ชีวิตอย่างสนุกสุดเหวี่ยงแต่เรื่องสุขภาพก็ไม่เคยมองข้าม ไม่ใช่แค่เรื่องของผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยตอบโจทย์นี้ แต่ต้องเป็นองค์ประกอบของทุกอย่างที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความสมดุลทั้งทางด้านการใช้ชีวิต Lifestyle และด้านสุขภาพนั่นเอง

โดย 88% ของผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่ออาหารที่ดีต่อสุขภาพ 31% ของผู้บริโภคอยากที่จะทานอาหารที่มีการรับรองด้านสุขภาพโดยองค์กรต่าง ๆ เพราะต้องการความมั่นใจ และ 35% ของผู้บริโภค อ่านข้อมูลและส่วนประกอบต่าง ๆ ที่เขียนไว้ที่สินค้าก่อนการตัดสินใจซื้อ ไม่แปลกที่สินค้าเพื่อสุขภาพจะเป็นที่สนใจและนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะผู้บริโภคนั้นต้องการความง่าย สะดวก และดีต่อสุขภาพควบคู่กันไป

3. โลก Safe เรา Safe  (ME, US & OUR PLANET)

ผู้บริโภคยังคงมองว่าการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ไกลตัว และเป็นหน้าที่ของผู้ผลิตที่จะต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องนี้มากกว่า แต่แน่นอนว่า ผู้บริโภคเองก็พร้อมที่จะสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่บอกว่าดีต่อโลกและมีส่วนในการทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นด้วย เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมีความอ่อนไหวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะมีความคิดว่า ถ้าโลกไม่มีมลภาวะ เท่ากับว่าเราจะมีสุขภาพและชีวิตในการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้เกิดความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

66% ของผู้บริโภคยอมที่จะจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้นเพื่อสินค้าที่มีการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน 58% เชื่อมั่นในสินค้าที่บอกว่าสามารถนำไปรีไซเคิลได้ หลักการในการตัดสินใจซื้อสินค้านั้นจะคำนึงถึงส่วนประกอบจนถึงบรรจุภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น อาหารหนึ่งมื้อ วัตถุดิบที่ใช้ต้องผลิตมาจากธรรมชาติ ไม่มีสารปรุงแต่ง บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ลดการใช้เคมี หรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถทดแทนและนำไปรีไซเคิลได้ เป็นต้น

4. พร้อมเปย์ถ้าถูกใจ(TRADE UP TRADE DOWN)

ผู้บริโภคเริ่มปรับพฤติกรรมในการจับจ่ายสินค้าเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของตนเอง เมื่อพบกับสินค้าที่โดนใจ ก็พร้อมที่จะจ่ายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นผู้บริโภคยังสามารถตัดความจำเป็นในการใช้สินค้าบางอย่างเพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้สินค้าอีกชนิดหนึ่งได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น การท่องเที่ยว ผู้บริโภคเริ่มมีการจัดระบบในการใช้เงิน ด้วยการจองที่พักที่เป็น Share house เพื่อลดค่าใช้จ่ายแล้วเอาเงินส่วนนี้ไปซื้อสินค้าหรือบริการอื่น ๆ แทน รวมถึงในปัจจุบันเริ่มมีบริการประเภทหารค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น โดย 51% ของผู้บริโภคในช่วงอายุ 16-34 ปี และ 45% ของผู้บริโภคในช่วงอายุ 35-54 ปี บอกว่าพวกเขายินดีที่จะแชร์สินค้าบางประเภทร่วมกันมากกว่าซื้อสินค้าเพื่อเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว

5. ประสบการณ์มีค่ามากกว่าตัวสินค้า (EXPERIENCE HUNTING)

ความตื่นเต้น แปลกใหม่ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคเริ่มที่จะค้นหาประสบการณ์ทั้งทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก และการใช้งานมากกว่ามองแค่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว การได้มีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ จึงทำให้ผู้บริโภคสนใจ เปิดรับ  และจดจำแบรนด์ได้ดีกว่า โดย 27% ของผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อเพิ่มประสบการณ์ของตัวเองกับสินค้ามากกว่าการได้รับสินค้านั้นมาเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น บรรจุภัณฑ์ที่มีดีไซน์หรือลูกเล่นในตัว หรือสินค้าประเภทจำนวนจำกัดจะสามารถดึงดูดใจให้ผู้บริโภคซื้อได้มากกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่มีความพิเศษนั่นเอง

6. ความจริงใจนั้นยั่งยืนกว่า ​(HONESTLY SPEAKING)​​​

ความไว้วางใจจากผู้บริโภคนั้นเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องการ ปัจจัยหลักที่ทำให้เราได้ความรู้สึกนี้มาก็คือความจริงใจและซื่อสัตย์ ตามที่กล่าวไปข้างต้นว่า ผู้บริโภคเริ่มมีการอ่านรายละเอียดต่าง ๆ ที่เขียนไว้บนตัวสินค้าเพิ่มมากขึ้น ในจุดนี้เองที่จะทำให้เราสามารถแสดงความจริงใจของแบรนด์ถึงผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนข้อมูลอย่างเป็นจริง การออกแบบตัวอักษรให้เหมือนกับลายมือทำให้รู้สึกถึงความจริงใจ การส่งข้อความที่ให้ความรู้สึกเฉพาะเจาะจงที่ผู้บริโภคสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ​โดย 59% ของผู้บริโภคบอกว่าจะแนะนำสินค้าและบริการของแบรนด์ที่รู้สึกไว้ใจได้ให้กับเพื่อนและคนในครอบครัวอีกด้วย

7. สูงวัยครองเมือง (WHY ARE SENIORS SO IMPORTANT?)

รู้หรือไม่ว่า 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรบนโลกนี้กำลังจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ดังนั้น กลุ่มผู้บริโภคที่กำลังจะมีอิทธิพลต่อตลาดในอนาคตอันใกล้นี้คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากกลุ่มผู้สูงอายุนั่นเอง สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากผู้บริโภควัยนี้ คือพวกเขาเพียงแค่มีอายุมากขึ้น มีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น ผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่ต้องการมีอายุที่ยืนยาวและใช้ชีวิตที่สงบสุข, มีความรักและคิดถึงครอบครัวอยู่เสมอ, ชอบการท่องเที่ยว,ช่างเลือก และที่สำคัญพวกเขาไม่ต้องการให้สังคมมองว่าตนเองคือคนแก่ แบรนด์ต่าง ๆ จึงควรปรับตัวเพื่อเข้าถึงคนกลุ่มนี้ให้มากขึ้นเพราะเป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีกำลังในการซื้อค่อนข้างสูง

80% ของผู้สูงอายุยังกล่าวว่า เมื่อพวกเขาถูกใจแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งแล้ว พวกเขาไม่คิดที่จะเปลี่ยนหรือลองสินค้าของแบรนด์อื่นอีกเลย 54% ของผู้บริโภคที่มีอายุ 65 ปีหรือมากกว่า เลือกอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น 88% เชื่อว่าคุณค่าของสินค้าอยู่ที่คุณภาพ สำหรับปัญหาของผู้สูงอายุที่พบมาก กับสินค้าในท้องตลาดก็คือ มากกว่า 50% ของผู้บริโภคกลุ่มนี้บอกว่าตนเอง มีปัญหาเรื่องการใช้แรง ในการถือของ เปิดฝาและอื่น ๆ มีความต้องการตัวหนังสือขนาดใหญ่ สีสันที่ชัดเจนและอ่านง่าย ไม่ซับซ้อน โดยแบรนด์สินค้าสามารถนำข้อมูลนี้มาปรับปรุงสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ไม่ยาก

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ จะเป็นประโยชน์และโอกาสแก่นักการตลาด ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้าและแบรนด์ต่างๆ ในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับตัว พร้อมทั้งพัฒนาแบรนด์และสินค้าให้ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ และความต้องการของผู้บริโภคทั้งในวันนี้ และในอนาคต

ที่มา

https://www.tetrapak.com/th/about/cases-articles/think-outside-the-box-drink-inside-the-box