จัดการข้อมูลให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับการทำธุรกิจในประเทศไทย [PR]

aCommerce ผู้นำในธุรกิจการให้บริการ ecommerce ชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ผ่านการคัดเลือกเป็นพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการของ  Google Data Studio เป็นรายแรกของประเทศไทย โดยถือว่าเป็นการตัดสินที่ให้เฉพาะบริษัทที่ผ่านการฝึกครบถ้วนตามหลักสูตร และผ่านการทดสอบ นอกเหนือจากที่ก่อนหน้านี้บริษัทเคยผ่านการรับรองต่างๆ ทางมาร์เก็ตติ้งมาแล้ว ได้แก่ Google Analytics 360, Google AdWords Premier Partner และ Google Tag Manager

ในขณะที่ผู้ใช้อินเทอร์เนตในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 50 % ของจำนวนประชากรในปี พ.ศ. 2559 และยอดซื้อของออนไลน์ซึ่งคาดการณ์ว่าจะคิดเป็น 15 % ของยอดค้าปลีกโดยรวมในประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2567 บริษัทเก่าแก่จึงหันมาใช้กลยุทธ์การตลาดแบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มยอดขายกันมากขึ้น

ความท้าทายที่บริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญก็คือ การจัดเก็บและแปลงข้อมูลของลูกค้าอันมีค่าให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถปรับแต่งได้ทุกส่วนตามต้องการ เพื่อทำให้ช่องทางการทำธุรกิจออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจะทราบถึงข้อมูลสำคัญหลักๆ เช่น ช่องทางที่ดีที่สุดที่เหมาะกับการลงทุนด้านการตลาดคือช่องทางใด กลุ่มเป้าหมายใดมีแนวโน้มจะซื้อสินค้าชนิดใด หรืออะไรคือเครื่องชี้วัดทางธุรกิจที่สำคัญที่สุด

Google Data Studio เป็นซอฟแวร์ตัวใหม่ที่ทีมการตลาดของ aCommerce นำมาใช้กับลูกค้าอย่าง การบินไทยและ AIS เพื่อรวบรวมและนำเสนอข้อมูลที่ได้จากช่องทางต่างๆ เช่น Facebook, Google และการวิเคราะห์ข้อมูลจากเว็บไซต์ ให้ออกมาเป็นรูปภาพที่สวยงามและเข้าใจง่าย

ลูกค้ารายอื่นๆ เช่น Maybelline ก็กำลังใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อกระตุ้นธุรกิจบนเว็บไซต์ผ่านตลาดออนไลน์อย่าง Lazada

“เราเชื่อมันว่าเราจะสามารถให้ความโปร่งใสและข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากดิจิทัลแคมเปญต่างๆ แก่ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเติบโตต่อไป”  คุณเท็น จันทรมังกร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดออนไลน์แห่ง aCommerce กล่าว

“จำนวนข้อมูลของดิจิทัลแคมเปญที่มีอาจมากมายเกินกว่าที่บริษัทที่เข้าสู่ระบบตลาดออนไลน์เป็นครั้งแรกจะรับมือไหว ทีมงานของเราจึงใช้ Google Data Studio และ เครื่องมือ G suite อื่นๆ เช่น เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อแสดงให้ลูกค้าเห็นว่า อะไรที่สำคัญจริงๆ สำหรับพวกเขาในการตัดสินใจทางธุรกิจ”

Google Data Studio ทำงานอย่างไร

เครื่องมือมีหน้าที่หลักๆ สี่อย่าง ได้แก่

– การรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว: บริษัทสามารถดูข้อมูลจาก Facebook หรือข้อมูลที่ได้จาก Google Analytics เช่น ความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อโฆษณา จำนวนผู้ที่เข้าเว็บไซต์ ตัวเลขแสดงการเข้าชมเว็บไซต์ Bounce Rate การตอบสนองที่เจ้าของแคมเปญต้องการจากผู้เยี่ยมชมหน้าเว็บ ฯลฯ ซึ่งเป็นการดูรีพอร์ทจากหลายๆ แหล่งได้จากที่เดียว แม้กระทั่งฐานข้อมูลออฟไลน์ก็สามารถเชื่อมต่อให้เข้าถึงได้เช่นกัน ดังที่ aCommerce ได้ใช้ฟังก์ชั่นนี้กับธุรกิจ B2B อย่าง Thai Otsuka

– ระบบอัตโนมัติ: มีการทำให้ข้อมูลสดใหม่อยู่เสมอโดยรันอัตโนมัติทุกๆ ชั่วโมง ลูกค้าจึงสามารถเข้าถึงข้อมูล ณ เวลานั้นได้ทันที แทนที่จะนำชุดข้อมูลออกและร่างข้อมูลเหล่านั้นขึ้นเองด้วยมือ จึงมั่นใจได้ว่า แคมเปญต่างๆ จะมีความเหมาะสม และประหยัดค่าใช้จ่าย

– การทำงานร่วมกัน: Dashboards ที่ดีไซน์ขึ้นเองจะช่วยจัดการข้อมูลด้วยฟิลเตอร์ไว้กรองข้อมูล กลุ่มลูกค้า และไทม์ไลน์ ลูกค้าจึงสามารถเลือกได้ว่าจะดูชุดข้อมูลใด ขึ้นอยู่กับช่วงโปรโมชัน

– การแชร์ข้อมูล: ข้อมูลบน Dashboard สามารถแชร์ให้ลูกค้าและกลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นอกจาก การทำข้อมูลให้ออกมาเป็นรูปภาพที่เข้าใจง่ายดังกล่าวแล้ว aCommerce ยังให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติแก่ลูกค้าอย่างครบวงจรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ Analytics Tags ต่างๆบนหน้าเว็บ การปฏิบัติการทางการตลาด การฝึกอบรม และการรายงานผล เพื่อเพิ่มกำลังผลิตโดยรวมในธุรกิจ ecommerce

เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา aCommerce ได้จัดงานเลี้ยงอาหารเช้าเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญ ที่ออฟฟิศ Google ประเทศไทย แบรนด์และธุรกิจต่างๆ จากหลากหลายอุตสาหกรรมได้รับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติที่จัดขึ้นโดยทีมดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งของ  aCommerce  การฝึกอบรมครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมที่ออฟฟิศ aCommerce ธุรกิจใดที่สนใจเข้าร่วมการฝึกอบรมครั้งนี้ สามารถอีเมลมาที่ watasit@acommerce.asia