Nokia 3310 กลับมาแล้ว! หมากเกมนี้จะทำให้ความรักและศรัทธาของแบรนด์กลับมาได้ไหม หรือแค่หมดเวลาของวิวัฒนาการโทรศัพท์มือถือแล้ว?

สร้างความฮือฮาเต็มฟีดเฟซบุ๊กวันนี้เลยทีเดียว กับสีสันสดใส พร้อมกับหน้าตาที่เราคุ้นเคยของ Nokia 3310 ที่กลับมา พร้อมกับ เกมเจ้างูน้อย ที่คนยุค ’90 ทุกคนติดใจ ด้วยความอึดของเครื่อง และแป้นกดที่พอหวนคิดแล้วช่างแตกต่างจากมือถือหน้าจอสัมผัสที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันซะเหลือเกิน แต่คำถามก็คือ หมากเกมนี้ของ Nokia จะทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เคยมีคนรักทั่วโลกกลับมาอยู่ในใจของผู้บริโภคได้หรือไม่ หรือมันก็เป็นเพราะว่าผู้พัฒนามือถือ “หมดมุข” ที่จะปฏิวัติวงการไปซะแล้ว ทำได้เพียงแค่ทำให้กล้องดีขึ้น 

ข่าวการกลับมาของ Nokia นี้มาในช่วงเวลาที่วงการสมาร์ทโฟนโลกเหมือนใกล้จะหมดมุขและทำอะไรตามๆ กัน แม้แต่ Apple เองก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำสิ่งที่คิดว่ามันแตกต่างจากไอโฟนรุ่นเก่าซะเหลือเกินทั้งๆ ที่มันเป็นแค่การอัพเกรดไอโฟนรุ่นหนึ่งให้ต่างจากรุ่นเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ Nokia 3310 คือโทรศัพท์มือถือที่เป็นขั้วตรงข้ามของสิ่งที่เรียกว่ามาร์ทโฟน มันหน้าตาธรรมดา แต่แบตทนจนน่าขำ มาพร้อมเกมฮิตอย่างเกมงู และความแข็งแกร่งดุจหินผาที่ทำเอา iPhone แพ้อย่างราบคาบในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามวันเวลาดีๆ ที่ Nokia เป็นเจ้าตลาดก็ล่วงเลยมานานแล้ว และการขึ้นลงย่อมเป็นธรรมดาของทุกสรรพสิ่ง แต่การลงของ Nokia เป็นบทเรียนให้หลายแบรนด์ได้ดูเป็นตัวอย่างในเรื่องของการพัฒนาตามโลกไม่ทันก็ดับไปตามกาล

ในที่สุดเมื่อคืนนี้ Nokia ก็ประกาศอย่างเป็นทางการ ในงาน MWC 2017 แล้วว่าจะเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นนี้ออกสู่ตลาด ด้วยคุณสมบัติที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นความทนของแบตเตอรี่ สามารถคุยได้ 22 ชั่วโมง และถ้าเปิดสแตนบายอย่างเดียวได้เป็นเดือน รวมทั้งมีเกมเจ้างูน้อย คุณสมบัติเครื่องอื่นๆ ก็คือ หน้าจอ2.4 นิ้ว มีกล้องหลัง 2 ล้านพิกเซล รองรับ 2 ซิม หน่วยความจำภายในขนาด16 GBและรองรับ microSD Card สูงสุด 32 GB อย่างไรก็ตาม ไม่รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi, GPS หรือแอปอื่นๆ โทรศัพท์รุ่นนี้ผลิตและวางจำหน่ายโดยบริษัท HMD Global เจ้าของแบรนด์โนเกียปัจจุบัน

เกมนี้ของ Nokia จะยิ่งใหญ่พอที่จะดึงแบรนด์ขึ้นมาให้อยู่ยาวๆ หลังการคืนชีพได้หรือไม่ ในช่วงเวลาที่เหล่าฮิปสเตอร์ ผู้หลงใหลคืนวันเก่าๆ สะสมของย้อนยุคกันในลักษณะเหน็บแนมเทคโนโลยี ส่วนคนธรรมดาทั่วไปก็คุ้นชินกับการแตะ การเลื่อน การถูไถหน้าจอจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน การจะกลับไปกดปุ่มแข็งๆ บนตัว 3310 จะกลายมาเป็นเทรนด์อีกครั้งได้จริงหรือ?

อีกประเด็นหนึ่งคือในแง่ของธุรกิจ หาก Nokia นำสินค้าขายดีจากทศวรรษที่แล้วขึ้นมาขายอีกครั้งจริงๆ มันดีต่อแบรนด์และบริษัทจริงหรือ เพราะแท้จริงแล้วนี่เหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังจากการตื่นมาอีกครั้งของอดีตยักษ์ใหญ่แห่งวงการ เซนส์ของการเอาเรื่องวันวานยังหวานอยู่หรือของเก่ามาเล่าใหม่เล่นใหม่อีกครั้งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะกับวงการมือถือ วงการที่คนชนะจะต้องคิดสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเสมอ (นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ iPhone7 ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่เพราะไม่ต่างจาก iPhone6 ขนาดนั้น) ยิ่งไปกว่านั้นทุกวันนี้ชีวิตในโลกแห่งความจริงไม่พอให้หายใจอีกต่อไป เรามีโลกเสมือนอีกโลกที่สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อมันเข้ากับชีวิตประจำวันของพวกเรา สิ่งที่ 3310 ทำไม่ได้ เช่น การกดไลค์กดแชร์รูปบิกินี่ตัวใหม่ของเพื่อนบนเฟซบุ๊ก จัดการจดจำพาสเวิร์ดและยูสเซอร์เนมมากมายก่ายกอง รับส่งอีเมลอย่างเต็มรูปแบบ ถ่ายภาพด้วยความละเอียด HD สลับหน้าจอไปมาระหว่างฟังเพลงกับดูรูป นี่ยังไม่รวมถึงแอปพลิเคชั่นต่างๆ สารพัดที่ทำให้สมาร์ทโฟนเป็นโทรศัพท์ที่มีความสามารถแทบจะไม่รู้จบ แต่สมมติว่า 3310 ลุกขึ้นสู้ด้วยการกลับมาอีกครั้งและติดอาวุธให้ตัวเองอย่าง บลูธูท ไวไฟ กล้อง และเปลี่ยนหน้าจอขาวดำ 84×84 pixel ให้กลายเป็นจอสีความละเอียดสูง นั่นก็ไม่แตกต่างจากสิ่งที่ตลาดมีแล้วตอนนี้อยู่ดี

Nokia เองรู้ดีอยู่แก่ใจถึงสถานะของ 3310 ว่าเป็นโทรศัพท์มือถือในตำนาน ที่ควรจะเก็บมันให้ถูกจดจำไว้แบบนี้ตลอดไป สิ่งที่เอามาใช้ได้ คือความคิดถึงและชื่อเสียงที่ทำให้คนหันมาสนใจ Nokia อีกครั้งก็เท่านั้นเอง และก็ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์จริงๆ ก็ไม่เลวเลยทีเดียว เพราะแค่คืนเดียว 3310 ก้เต็มพื้นที่สื่อ และโซเชี่ยลมีเดียไปหมด แต่พวกเราก็ได้แต่หวังว่าจะได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่จาก Nokia ที่มากกว่าแค่การเอา 3310 พื่อพิสูจน์ว่าแบรนด์ที่ตื่นจากการหลับใหลยังมีพลังมากมายที่เปลี่ยนโลกได้ไม่แพ้แบรนด์อื่นๆ

Source

แปลและเรียบเรียงโดย Prim NM