จาก “แสงสว่าง” สู่ “Smart Life” เทรนด์ชีวิตอัจฉริยะ ล้ำอนาคต [PR]

ไฟฟ้าในโลกที่ถนนทุกสาย มุ่งสู่ LED จากสำนวนฝรั่งเก่าแก่สำนวนคุ้นชินที่ได้กล่าวว่า “ถนนทุกสายม่งสู่กรุงโรม” หมายความว่า กรุงโรมมีความสำคัญมากเป็นจุดหมายที่ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปถึง

เช่นเดียวกันสำหรับโลกของไฟฟ้าแสงสว่างในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคที่ทุกคนต่างมุ่งหาโซลูชั่นเอนกประสงค์ที่ตอบสนองความต้องการได้ครบครัน ไม่ว่าจะให้ความสว่าง มีอายุการใช้งานยืนนาน และในขณะเดียวกันก็ประหยัดพลังงาน ด้วยการสรรหานวัตกรรม LED (Light Emitting Diode) จนอาจกล่าวได้ว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่ LED” เพราะนี่คือคือเทรนด์ของไฟฟ้าแสงสว่างในปัจจุบัน

และเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปัจจุบันเราได้ก้าวข้ามสู่ยุคสมัยแห่ง LED โดยสมบูรณ์

พาขวัญ เจียมจิโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดิ เอ็กซ์ซิบิส ผู้จัดงาน “Thailand Lighting Fair 2016 Smart Lights. Smart Life.” ได้อธิบายว่า “เหตุผลที่ไฟฟ้าแสงสว่างประเภท LED นั้นกลายเป็นเทรนด์ไฟฟ้าแสงสว่างที่น่าจับตา เนื่องด้วยนวัตกรรม LED คือ นวัตกรรมที่ปฏิวัติวงการไฟฟ้าแสงสว่างทั่วโลก หากการค้นพบหลอดไฟฟ้าไส้คาร์บอนในปี ค.ศ.1879 ของโทมัส อัลวา เอดิสัน คือการปฏิวัติวงการไฟฟ้าแสงสว่างครั้งแรก การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง LED ก็คือการปฏิวัติวงการไฟฟ้าแสงสว่างครั้งที่ 2 ที่ยิ่งใหญ่แพ้กัน ด้วยคุณสมบัติของหลอด LED ที่เหนือกว่าหลอดไฟแบบเดิมที่เคยมีมา ทั้งในเรื่องความเข้มแสง อายุการใช้งาน ประสิทธิภาพการใช้งาน ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีการปล่อยรังสียูวีที่เป็นอันตรายกับมนุษย์ และประหยัดไฟ”

“ที่น่าสนใจก็คือ แนวโน้มของมูลค่าทางการตลาดของการใช้ LED เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยในปี ค.ศ.2016 มีการคาดการณ์ว่าตลาดของ LED จะสูงถึง 2.93 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 102,000 ล้านบาท) และอีก 4 ปีข้างหน้า ในปี ค.ศ.2020 ตลาด LED ทั่วโลกจะมีมูลค่าพุ่งสูงถึง 5.20 พันล้านเหรียญฯสหรัฐฯ (ประมาณ 18,000 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว” พาขวัญกล่าว

โลกกำลังจะเปลี่ยนไป ผู้คนทั้งโลกกำลังจะหันมาใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง LED นอกจากถนนทุกสายจะมุ่งสู่ LED แล้ว ถนนทุกสายในเมืองต่างๆ ทั่วโลกกำลังจะเปลี่ยนไปใช้ไฟริมถนน LED อีกด้วย

จากถนน LED สู่ สมาร์ทซิตี้

สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ไฟฟ้าแสงสว่าง LED คือเทรนด์สำหรับยุคนี้ นั่นคือการที่โคมไฟริมถนนในเมืองต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก กำลังเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED

ทางฝั่งยุโรป ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีการประกาศโครงการจะปรับเปลี่ยนถนนในเมืองให้ทันสมัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วยการแทนที่ไฟฟ้าแสงสว่างธรรมดาด้วยไฟ LED จำนวน 350,000 จุดในถนนทั่วลอนดอน (จากทั้งหมด 520,000 จุด)

หรือแม้แต่ฝั่งเอเชียเอง เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในปี ค.ศ.2014 ทางไต้หวันเองประกาศโครงการ “Mercury Streetlight sunset plan” เป็นโครงการยกเลิกการใช้โคมไฟริมถนน จากหลอดไฟแสงจันทร์ มาเป็นหลอด LED ทั่วประเทศ โดยทุ่มงบไปทั้งหมด 5,800 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนโคมไฟริมถนนทั้งไต้หวันจำนวน 692,000 ดวงเป็นหลอด LED ให้เสร็จสิ้นภายในปี ค.ศ.2016 ซึ่งจะทำให้ไต้หวันเป็นเขตเศรษฐกิจแรกของโลกที่เลิกใช้หลอดแสงจันทร์ คาดการณ์กันว่าโครงการนี้จะทำให้ทั้งเขตเศรษฐกิจไต้หวันประหยัดค่าไฟจากเดิมได้มากถึงปีละ 1,200 ล้านบาท

แนวคิดเรื่องการใช้แสงสว่างจากหลอดไฟ LED เริ่มขยายขอบเขตไปในวงกว้าง และขยายตัวอย่างรวดเร็วไปทั่วทุกภูมิภาคทั่วโลก ในรูปแบบ “สมาร์ทซิตี้”(Smart City) ซึ่งเมืองใหญ่ทั่วทั้งโลกขานรับเทรนด์นี้กับการพัฒนาเมืองให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เมืองที่ขานรับนโยบายนี้ก็อย่างเช่น ซานฟรานซิสโก อัมสเตอร์ดัม โตเกียว สต็อกโฮล์ม มาจนถึงประเทศไทยที่ ขอนแก่น ในการนำร่องสู่การเป็น “เมืองพิเศษ” หรือ “สมาร์ทซิตี้” จัดโครงการพัฒนาทางเท้าเพื่อการใช้งานของคนทุกกลุ่ม โครงการเดินสายไฟฟ้าระบบใต้ดิน และ โครงการติดตั้งสตรีตเฟอร์นิเจอร์ในพื้นที่สาธารณะ การเลือกใช้หลอด LED มาทดแทนหลอดแบบเดิม เป็นต้น

ด้วยคุณสมบัติของ LED ทำให้ไฟฟ้าแสงสว่างชนิดนี้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับ “สมาร์ทซิตี้” ตัวอย่างที่ดีนั่นคือ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ห่างจากตัวเมืองไปเพียงนิด มีหมู่บ้านประหยัดพลังงานที่มี ทั้งหมู่บ้านใช้พลังงานทดแทน และใช้เครื่องใช้ที่ประหยัดไฟฟ้าอย่างสูงสุด อย่างเช่นการเลือกใช้พลังงานจากโซล่าร์เซลล์หรือการเลือกใช้หลอดไฟ LED ซึ่งประหยัดไฟมากกว่าหลอดธรรมดาถึง 6 เท่า ทำให้เมืองสามารถให้แสงสว่างได้มากขึ้น ในขณะที่ใช้พลังงานน้อยลง

ส่องสว่าง เทคโนโลยีอัจฉริยะจากเมือง เข้าสู่บ้านด้วย Smart Home

แนวคิดของ “สมาร์ทโฮม” คือหลักของการสร้างบ้านที่เชื่อมโยงกับโลกยุค Internet of Things (IoTs) ยุคที่อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้สารพัดชนิดในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เตาไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า ไปจนถึง ไฟฟ้าแสงสว่างภายในบ้าน สามารถเชื่อมโยงและสื่อสารถึงกันได้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และสามารถควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้ เพียงสั่งการด้วยปลายนิ้วมือผ่านอุปกรณ์อัจฉิรยะ (Smart Devices) ซึ่งง่ายดายและสะดวกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

พาขวัญ เจียมจิโรจน์ กล่าวถึง “สมาร์ทโฮม” ว่าช่วยให้แต่ละครัวเรือนประหยัดไฟอย่างมหาศาลจากการออกแบบบ้านให้ใช้พลังงานทางเลือกผ่านระบบโซล่าร์เซลล์ซึ่งรับแสงจากดวงอาทิตย์แล้วจ่ายเป็นพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน และโครงสร้างพื้นฐานของบ้านที่สามารถพัฒนาไปได้ไกลที่สุดตามหลักการของ “สมาร์ทโฮม” ในตอนนี้คือ ระบบไฟฟ้าแสงสว่างในบ้านประเภท LED ที่เรียกว่า “ระบบแสงอัจฉริยะ” หรือ Smart Lighting

ระบบ “แสงอัจฉริยะ” ภายในบ้านทำงานโดยส่งการผ่านแอพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ (ซึ่งแอพลิเคชั่นนี้อาจจะเป็นระบบสั่งการระบบย่อยอื่น ๆ ใน “สมาร์ทโฮม” ด้วย อย่างเช่น ระบบเครื่องปรับอากาศ หรือโทรทัศน์) ใช้การสั่งการแบบเชื่อมต่อด้วยระบบอินเตอร์เน็ตซึ่งตอบสนองผู้ใช้งานได้ในแบบเรียลไทม์(Real Time) ทั้งการควบคุมการเปิด/ปิดไฟฟ้าแสงสว่างอัตโนมัติทั้งในระยะใกล้และใกล้ การปรับระดับแสงไฟให้สอดคล้องกับระดับแสงสว่างภายนอก ไปจนถึงระบบเซ็นเซอร์อัตโนมัติในการเปิดปิดไฟโดยจับความร้อนและการเคลื่อนไหวของผู้คนที่เดินผ่านหลอดไฟ

ตัวอย่างการใช้งานระบบไฟฟ้าแสงสว่างในบ้านที่ใช้ระบบ “สมาร์ทไลท์” เช่น หากเราอ่านหนังสือบนเตียงก่อนนอนแล้วไม่อยากลุกขึ้นมาปิดไฟ เราเพียงสั่งการผ่านแอพลิเคชันควบคุมโดยไม่ต้องลุกไปปิดไฟ เช่นกันกับแม่ลูกอ่อนที่ไม่ต้องลำบากลุกขึ้นมาปิดไฟหลังจากให้นมลูกในยามค่ำคืน คนรักหนังสามารถปรับแสงไฟในโฮมเธียร์เตอร์ให้เหมาะกับการชมภาพยนตร์เรื่องโปรด หากคุณคือปาร์ตี้เลิฟเวอร์ก็สามารถจัดแสงไฟหลากหลายรูปแบบเพื่อให้งานเลี้ยงที่บ้านเป็นไปอย่างสนุกสนาน และสำหรับคนที่ไม่อยู่บ้าน อาจจะใช้รีโมทสั่งการระยะไกลเพื่อเปิดไฟฟ้าแสงสว่างในบ้านให้เห็นว่ามีคนอยู่บ้านเพื่อป้องกันเหล่ามิจฉาชีพ

ด้วย “ระบบแสงอัจฉริยะ” นี้เอง ช่วยให้การใช้ไฟฟ้าแสงสว่างเป็นไปอย่างสะดวกสบาย ควบคู่ไปกับการลดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตที่พัฒนาไปอย่างไร้ขีดจำกัด หรือแม้แต่ในอนาตตซึ่งในอนาคตอันใกล้อาจมีการนำไฟฟ้าแสงสว่างมาในใช้การเชื่อต่ออินเตอร์เน็ต หรือ Li-Fi แทนระบบ Wi-Fi ในปัจจุบัน ซึ่งมีประสิทธิภาพในด้านความปลอดภัยในการส่งผ่านข้อมูลมากกว่าการส่งผ่าน Wi-Fi จาก “แสงสว่าง” กำลังกลายเป็นเทรนด์ไลฟ์สไตล์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง และมีความเป็นไปได้ที่ในไม่ช้าไม่นาน “ระบบแสงอัจฉริยะ” จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคน

สำหรับผู้ที่สนใจชมนวัตกรรมไฟฟ้าแสงสว่างอัจฉริยะ สามารถเข้าชม ทดลอง เพื่อสัมผัสเทรนด์ชีวิตอัจฉริยะเรียนรู้วิถี Smart Life ประสบการณ์จริงได้ก่อนใครในงาน “Thailand Lighting Fair 2016 Smart Lights. Smart Life. นวัตกรรมไฟฟ้าแสงสว่างอัจฉริยะ นวัตกรรมเพื่อชีวิตระหว่างวันที่ 1 –3 กันยายน 2559 ณ ฮอลล์ 101 –102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์อนาคตกันได้ในงานนี้เท่านั้น…โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมงานแต่อย่างใด