เปิด 5 พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีน “กลุ่มมิลเลนเนียล” คลื่นลูกใหม่มาแรง จ่ายหนัก !

0

Resize shutterstock_255601534

สาธารณรัฐประชาชนจีนยังคงเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก และมีแนวโน้มที่จะเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันจีนมีประชากรจำนวนมหาศาลถึงเกือบ 1.4 พันล้านคน แต่มีเพียง 5% เท่านั้นที่ทำพาสปอร์ตแล้ว ดังนั้นการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนจึงยังมีช่องว่างให้ขยายตัวได้อีกมาก

ข้อมูลจาก กรมการท่องเที่ยวแห่งชาติจีน (China National Tourism Administration – CNTA) เผยตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศในปี 2558 มีจำนวน 120 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 117 ล้านคนในปี 2557 ซึ่งเป็นปีแรกที่จำนวนชาวจีนที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศทะลุ 100 ล้านคน

Hotels.com เผยผลสำรวจข้อมูล “การเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีน” หรือ “Chinese International Travel Monitor (CITM)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จัดทำโดยอิปซอสส์ (Ipsos) บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำของโลก ได้สำรวจนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 3,000 คน ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้สำรวจความคิดเห็นของโรงแรมและที่พักซึ่งเป็นพันธมิตรของ Hotels.com จำนวน 5,800 แห่งทั่วโลก พบว่า
– ชาวจีนจำนวนถึง 2 ใน 3 มองการท่องเที่ยวเป็นส่วนสำคัญของชีวิต และเตรียมที่จะใช้จ่าย 1 ใน 4 ของรายได้เพื่อท่องเที่ยว จึงเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวอย่างมาก

– 92% ของนักท่องเที่ยวชาวจีนมีแผนที่จะใช้จ่ายเงินในปริมาณเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น และ 1 ใน 3 ระบุว่าจะยังคงใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวมากขึ้นแม้เศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัว

5 รูปแบบการท่องเที่ยวของชาวจีน

เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้เข้าใจวิธีบริหารจัดการกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีความเป็นตัวของตัวเองและหลากหลายมากขึ้น ผลสำรวจ Chinese International Travel Monitor ในปี 2559 จึงได้แบ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่

1. ท่องเที่ยวแบบเจาะลึก (สัดส่วน 25%) เป็นคนที่เกิดในยุค 60s – 70s เป็นกลุ่มที่มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบเรียนรู้และสำรวจสิ่งใหม่ๆ และมักวางแผนการท่องเที่ยวอย่างละเอียด

2. ท่องเที่ยวเป็นครอบครัว (สัดส่วน 25%) เป็นคนที่เกิดในยุค 60s – 70s และมักไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ คนกลุ่มนี้มักมีหน้าที่ในการหาเลี้ยงครอบครัว และมองว่าการท่องเที่ยวเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว โดยจะเลือกที่พักที่ปลอดภัยและเหมาะสำหรับครอบครัวเป็นหลัก

3. ท่องเที่ยวเพื่อเปิดประสบการณ์ (สัดส่วน 17%) เป็นคนที่เกิดในยุค 80s – 90s และอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ชอบที่พักที่มีสไตล์ และมักฟังคำแนะนำจากมืออาชีพเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในพื้นที่ เป็นกลุ่มที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงและมุ่งมั่น มองการท่องเที่ยวเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับชีวิต

4. ท่องเที่ยวเพื่อความสุข (สัดส่วน 12%) เกิดในยุค 80s ท่องเที่ยวเพื่อหาความสุขและเป็นการแสดงออกถึงสถานะของตนเอง ชอบที่พักระดับ 4-5 ดาว และไม่พลาดการท่องเที่ยวแบบผจญภัยในพื้นที่

5. ท่องเที่ยวแบบเรียบง่าย (สัดส่วน 21%) เกิดในยุค 90s หรือยุคมิลเลนเนียล มีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ เพราะมักเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย มีอารมณ์สุนทรีย์ และมีความสุขกับการท่องเที่ยวโดยไม่ยึดติดกับวัตถุ มักเลือกที่พักที่มีราคาคุ้มค่า

นักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน คือ “กลุ่มที่ชอบท่องเที่ยวแบบเจาะลึก” และ “กลุ่มที่ท่องเที่ยวเป็นครอบครัว” แต่ผู้ประกอบการโรงแรมและท่องเที่ยวก็ไม่ควรมองข้ามกลุ่มใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้น โดยจากผลการสำรวจคาดว่ากลุ่มที่มีแนวโน้มจะเติบโตมากที่สุดในอนาคต คือ “กลุ่มที่ท่องเที่ยวเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่” เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็น “คนยุคมิลเลนเนียล” ซึ่งหลายคนใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวต่อวันสูงถึง 474 เหรียญสหรัฐ หรือราว 16,000 บาท

ผลการสำรวจยังระบุว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เป็นกลุ่มมิลเลนเนียล (คนที่อายุต่ำกว่า 35 ปีลงมา) ใช้จ่ายเงิน 27% ของรายได้ต่อปีไปกับการท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับชาวจีนกลุ่มอื่นๆ โดยจากการสำรวจผู้ประกอบการโรงแรมแสดงให้เห็นด้วยว่าผู้เข้าพักชาวจีนในกลุ่มมิลเลนเนียลมีจำนวนเพิ่มขึ้น 12% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้เข้าพักชาวจีนโดยรวมที่เพิ่มขึ้น 11%

จุดหมายปลายทางยอดนิยม
“ไทย” ติดอันดับ 2 “กรุงเทพฯ – เชียงใหม่” Top 10 เมืองยอดฮิต

จากสถิติการจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ Hotels.com ในสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่า
– ประเทศหรือภูมิภาคที่ชาวจีนนิยมเดินทางไปมากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาคือ สหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยไทย

– ส่วนเมืองที่ชาวจีนจองห้องพักมากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาใน 2 อันดับแรกคือ ฮ่องกง และ กรุงเทพฯ ขณะที่โตเกียวไต่จากอันดับ 9 มาอยู่ที่อันดับ 4 และ เชียงใหม่ติดเข้ามาในเมืองยอดนิยม 10 อันดับเป็นครั้งแรก

– เมื่อสอบถามนักท่องเที่ยวชาวจีนว่าประเทศใดมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากที่สุด ออสเตรเลียนำมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย ญี่ปุ่น และ ฮ่องกง ส่วน ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 6

– เมื่อถามว่าประเทศใดให้การต้อนรับแบบเป็นมิตรมากที่สุด นักท่องเที่ยวชาวจีนตอบว่า ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และไทย ตามลำดับ

10 อันดับแรกของประเทศหรือภูมิภาคที่ชาวจีนนิยมเดินทางไปมากที่สุดในปี 2557 ได้แก่
1. สหรัฐอเมริกา
2. ไทย
3. ฮ่องกง
4. ญี่ปุ่น
5. ไต้หวัน
6. เกาหลีใต้
7. ฝรั่งเศส
8. ออสเตรเลีย
9. อิตาลี
10. สหราชอาณาจักร

10 อันดับแรกของประเทศหรือภูมิภาคที่ชาวจีนนิยมเดินทางไปมากที่สุดในปี 2558 ได้แก่
1. สหรัฐอเมริกา
2. ไทย
3. ญี่ปุ่น
4. ฮ่องกง
5. ไต้หวัน
6. ออสเตรเลีย
7. เกาหลีใต้
8. ฝรั่งเศส
9. อิตาลี
10. สหราชอาณาจักร

10 อันดับประเทศที่นักท่องเที่ยวชาวจีนอยากเดินทางไปมากที่สุดในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
1. ออสเตรเลีย
2. ญี่ปุ่น
3. ฮ่องกง
4. เกาหลีใต้
5. มัลดีฟส์
6. ไทย
7. สิงคโปร์
8. มาเก๊า
9. ฝรั่งเศส
10. ไต้หวัน

จากผลการสำรวจพบว่าพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับเมื่อเริ่มจัดทำ Chinese International Travel Monitor ครั้งแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยผู้ประกอบการโรงแรมที่ตอบแบบสำรวจในครั้งนี้ระบุว่าพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือมีทักษะภาษาอังกฤษดีขึ้น และคำนึงถึงเรื่องความคุ้มค่ามากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีความคาดหวังต่อบริการที่สูงขึ้น มีความต้องการที่จุกจิกมากขึ้น และต้องการราคาที่ถูกลง

คุณอภิราม ชาวดรีย์ รองประธานและกรรมการผู้จัดการของ Hotels.com ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ผู้ประกอบการโรงแรมควรทำความเข้าใจว่านักท่องเที่ยวชาวจีนไม่ได้เหมือนกันไปหมด และควรนำเสนอบริการที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม จึงจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนได้มากขึ้น

“ความเข้าใจแบบเดิมว่านักท่องเที่ยวชาวจีนต้องการอาหารเช้าแบบจีน และต้องการล่ามภาษาจีน เป็นสิ่งที่ล้าสมัย ผลการสำรวจของ Hotels.com แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจำเป็นต้องก้าวไปอย่างมีทิศทางเพื่อพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์การตลาดที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งมีความต้องการซับซ้อนขึ้นในปัจจุบัน”

ถึงเวลาผู้ประกอบการโรงแรมไทยต้องปรับตัว

ในส่วนความคิดเห็นของผู้ประกอบการโรงแรมในไทย 72% ระบุว่าผู้เข้าพักชาวจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 30% และส่วนใหญ่ยังตอบว่าชาวจีน 78% เป็นกลุ่มที่เดินทางมาท่องเที่ยวด้วยตนเอง ทั้งยังพบว่าผู้เข้าพักชาวจีนที่มีอายุไม่เกิน 35 ปีมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 73%

ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่กำลังเติบโตเป็นกลุ่มคนที่มีอายุน้อย และไม่ได้มาแบบกรุ๊ปทัวร์ รวมทั้งกลุ่มมิลเลนเนียล จึงถึงเวลาที่แล้วเราต้องปรับเปลี่ยนความเข้าใจที่มีต่อนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่นักท่องเที่ยวชาวจีนใช้เลือกโรงแรมที่พัก พบว่าความปลอดภัย ความสะดวกสบาย จำนวนดาว สิ่งอำนวยความสะดวก และราคา ยังคงมาเป็นอันดับต้นๆ แม้ว่าจะมีสัดส่วนลดลง 5% ในทุกหัวข้อเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้มีหลายหัวข้อที่นักท่องเที่ยวชาวจีนอยากได้รับจากโรงแรมในไทย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญและควรได้รับการปรับปรุงเพื่อให้ตรงใจ ได้แก่ รองรับการจ่ายด้วยบัตรยูเนียนเพย์ (UnionPay) มีร้านอาหารจีนให้บริการในโรงแรม มีพนักงานที่สื่อสารภาษาจีนได้ และให้บริการลูกค้าผ่านแอพพลิเคชั่น

5 อันดับของสิ่งที่นักท่องเที่ยวชาวจีนต้องการจากที่พัก เทียบกับจำนวนโรงแรมในไทยที่ให้บริการดังกล่าวแล้ว

1. มี wifi ให้ใช้ฟรี (71%)
– 45% โรงแรมในไทยมี wifi ให้ใช้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย / 46% มีแผนที่จะเพิ่มบริการนี้

2. กาต้มน้ำไฟฟ้า (29%)
– 8% โรงแรมในไทยมีกาต้มน้ำไฟฟ้าให้ในห้องพัก / 34% มีแผนที่จะเพิ่มบริการนี้

3. อาหารเช้าแบบจีน (20%)
– 5% โรงแรมในไทยมีอาหารเช้าแบบจีน / 14% มีแผนที่จะเพิ่มบริการนี้

4. รองเท้าแตะ (19%)
– 2% โรงแรมในไทยมีรองเท้าแตะให้ในห้องพัก / 25% มีแผนที่จะเพิ่มบริการนี้

5. คู่มือท่องเที่ยวภาษาจีน(17%)
– 15% โรงแรมในไทยมีคู่มือท่องเที่ยวภาษาจีน / 16% มีแผนที่จะเพิ่มบริการนี้

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่านักท่องเที่ยวจีนมีการเชื่อมต่อและคุ้นเคยกับเทคโนโลยี โดยพบว่า
– 99% มีอุปกรณ์ดิจิทัลติดตัวมาด้วยในระหว่างท่องเที่ยว เช่น โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป และแท็บเล็ต
– ช่องทางที่นิยมใช้จองห้องพัก 74% จองผ่านผู้ให้บริการจองห้องพักออนไลน์ และอุปกรณ์ที่ใช้จองมากที่สุด คือ โทรศัพท์มือถือมากถึง 62% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10%

 

Credit Photo: NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand