ไอเดียการประยุกต์ใช้แนวคิดแบบ Uber ในวงการแฟชั่น จนกลายเป็น Model Uber

0

Model-Uber

เทรนด์ Uber for… ที่มีแนวคิดมาจากแอพเรียกรถอันโด่งดังอย่าง Uber ในการเป็นตัวกลางลดความยุ่งยากและใช้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้รับความนิยมและปรับไปใช้กับธุรกิจหลายประเภท ล่าสุดแม้กระทั่งวงการแฟชั่นก็เริ่มมองหาวิธีการแบบนี้มาประยุกต์ใช้เช่นกันด้วยเหตุผลต่างๆ ดังต่อไปนี้

ขนาดของตลาดและโอกาส

จากรายงานของ IBISWorld เกี่ยวกับ Model Agency ในสหรัฐ เฉพาะประเทศเดียวก็มีโมเดลเอเยนซี่กว่า 6,500 แห่ง และมีรายได้ต่อปีประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสำหรับทั้งโลกธุรกิจนี้มีรายได้ต่อปีประมาณ 4 – 5 พันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งนี่แค่เฉพาะรายได้ของเอเยนซี่เท่านั้น หากรวมรายได้ทั้งหมดที่ต้องจ่ายให้นางแบบแล้วน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งหากรวมในส่วนของอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงการนี้ เช่น ตากล้อง ช่างแต่งหน้า เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าวงการนี้มีรายได้หมุนเวียนเฉลี่ยถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเลยทีเดียวและจะเติบโตอย่างต่อเนื่องอีก 3 ปีไปจนถึงปี 2019

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ Social Media

การเติบโตอย่างรวดเร็วของโซเชียลมีเดียทำให้นางแบบมีโอกาสมากขึ้นในการโปรโมทตัวเอง รวมทั้งแมวมองอิสระต่างๆ ก็มีโอกาสหาเด็กในสังกัดได้เพิ่มขึ้น เมื่อการรวมกันของเทคโนโลยีและการแข่งขันอันสูงลิ่วจึงเป็นแรงผลักดันให้เอเยนซี่เริ่มมองหาช่องทางในการทำรายได้แบบใหม่ๆ เช่น แคมเปญโปรโมททางออนไลน์ การเติบโตของการใช้โซเชียลมีเดียยิ่งทำให้วงการนี้ขยายตัวและเพิ่มแรงกดดันให้กับเอเยนซี่ที่มีกำไรน้อยอยู่แล้ว

นางแบบจำนวนมากใช้โซเชียลมีเดียในการโปรโมทและรับงานเอง นั่นทำให้เพิ่มความยากเข้าไปใหญ่สำหรับเอเยนซี่ในการจับนางแบบหน้าใหม่ความสามารถเยอะๆ มาเซ็นสัญญา ในสหรัฐนางแบบต่างชาติเพิ่มจำนวนขึ้นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาและความต้องการในธุรกิจนี้จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในและต่างประเทศ

เอเยนซี่เล็กๆ ยังคงหาทางที่จะต่อสู้ในวงการกับเอเยนซี่ใหญ่ ทำให้ความต้องการแรงงานโดยเฉพาะสายดิจิทัลเพิ่มขึ้นตามเช่นกัน ในอนาคตโซเชียลมีเดียจะเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจของวงการนี้โดยการขยายขอบเขตของช่องทางในการทำการตลาดและเปลี่ยนวิธีเดิมๆ ของอุตสาหกรรมนี้เลยทีเดียว

นางแบบแถวหน้าค้นพบวิธีทำรายได้แบบใหม่ ในขณะที่ Digital Generation กำลังก้าวเข้ามา

ซูเปอร์โมเดลตัวแม่รุ่นล่าสุดพยายามออกแบรนด์เนมของตัวเอง เช่น Natalia Vodianova ออก Elbi (e-wallet for charity), Jessica Alba เตรียม Honest Company for IPO, Jessica Hart กับ LUMA Cosmetics, Lily Cole เตรียมปล่อย Impossible (“a social network for sharing economy”)

ในขณะที่แบรนด์อย่าง Burberry, Calvin Klein, Diane von Furstenberg และอีกหลายเจ้าคิดหาวิธีการทำ Fashion Show ที่หลุดจากแบบเดิมๆ เช่น ใช้ VR-technologies, ออกแบบแฟชั่นโชว์เป็นพิเศษ สำหรับ Instagram หรือ Periscope, ใช้เทคนิค 3D-painted and holograms กับชุด, ให้นางแบบใส่ Google Glass, ปรับรูปแบบของโชว์และทำให้สามารถกดสั่งซื้อแบบออนไลน์ได้ทันทีหลังโชว์จบ

และตอนนี้ยังเป็นเวลาแจ้งเกิดของนางแบบหน้าใหม่มากมายที่เติบโตมาจาก Instagram และ Youtube เช่น Kendall Jenner, Cara Delevigne และ Gigi Hadid มีรายได้อยู่ระหว่าง 125,000 และ 300,000 เหรียญสหรัฐต่อการโพสต์ภาพ 1 ภาพลงในโซเชียลมีเดียของพวกเธอ Karlie Kloss และ Miranda Kerr อยู่ที่ 25,000 ถึง 50,000 เหรียญต่อการโพสต์ลง Facebook, Twitter และ Instagram

เทคโนโลยีใหม่สำหรับวงการแฟชั่นแบบเดิมๆ

เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการทำธุรกิจ ธุรกิจแฟชั่นก็เช่นกัน ช่วยให้ทั้งเอเยนซี่และนางแบบเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาและตอบโจทย์การทำงาน เช่น การมีเว็บไซต์ ระบบการบริการการจัดการ การส่งภาพแบบดิจิทัล การคิดเงิน ระบบบัญชี และอื่นๆ ที่รวมอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว

Swipecast แพลตฟอร์มหนึ่งที่ก่อตั้งขึ้นในนิวยอร์ค ในปี 2014 ถูกพัฒนาขึ้นโดยเจ้าของกิจการรุ่นใหม่และผู้ก่อตั้งโมเดลเอเยนซี่อย่าง Peter Fitzpratrick เพื่อหวังเอาชนะจุดบอดบางอย่างที่ยังมีอยู่ในวงการนางแบบ แต่ก็ยังมีความแตกต่างระหว่างเอเยนซี่ที่เป็น Mobile site กับการทำการตลาดจริง อีกเจ้าหนึ่งคือ Moko การตลาดแฟชั่นออนไลน์ของจีนที่รวบรวมความเป็นสังคมแฟชั่นเข้าไว้ด้วยกันและเน้นไปที่การทำโปรโมชั่นกับนางแบบในสังกัด

“Uber for models” มาตรวัดของการคอร์รัปชันและสิทธิมนุษยชน

Paul Graham โปรแกรมเมอร์ชื่อดังกล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าอูเบอร์เป็นสิ่งที่ดีที่คุณจะสามารถประเมินได้ว่าเมืองนั้นๆ มีการคอร์รัปชันมากน้อยขนาดไหน จากการสังเกตความพยายามในการปราบปรามอูเบอร์” เนื่องจากในหลายๆ เมืองแท็กซี่ไม่เป็นมิตรกับผู้โดยสาร โก่งราคาและมีการบริการที่แย่แต่รัฐยังคงให้การสนับสนุน

กลับมาที่วงการแฟชั่น เรามักนึกถึงภาพของความฟรุ้งฟริ้งแวววาวและหรูหราสวยงาม แต่ในความเป็นจริงชีวิตของนางแบบในธุรกิจนี้กลับไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกดค่าจ้างจนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน การกดขี่เหยียดหยาม ความอดอยาก การใช้แรงงานเด็ก การทารุนทางเพศ เหยียดชาติพันธุ์ และความทรหดอีกมากมายที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ เลย รวมไปทั้งสัญญาทาสที่ไม่มีใครควรได้รับก็มีให้เห็นเต็มรันเวย์ และยังมีปัญหาด้านการทำงานข้ามแดนแบบผิดกฎหมายของนางแบบจำนวนมาก

47% ของนางแบบที่ได้เดินบนเวทีใหญ่ท็อป 4 ของโลกได้มีโอกาสเดินเพียงครั้งเดียว 20% ของนางแบบติดหนี้ 30% ถูกรายงานว่าพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อการทำงาน 28% ถูกกดดันให้มีเพศสัมพันธ์กับบางคนในการทำงาน สองในสามของนางแบบที่เลือกจะรายงานการกระทำทางเพศต่อเอเยนซี่ของพวกเขา แต่กลับพบว่าเอาเยนซี่เหล่านั้นจะทำเป็นมองไม่เห็นปัญหานี้

บางทีการมีระบบแบบ Uber เพื่อวงการนางแบบอาจช่วยกำจัดตัวกลางที่ไม่จำเป็นออกไปได้ ตัวกลางที่ทำหน้าที่เพียงแค่ดีลงานระหว่างนางแบบและแบรนด์ โดยไม่สนใจเกี่ยวกับวีซ่าการทำงาน ประกันต่างๆ หรือปัญหาใดๆ ทั้งสิ้นก็สมควรถูกกำจัดออกไป หากมีระบบนี้ขึ้นมาจะช่วยให้ลูกค้าจ่ายน้อยลง ในขณะที่นางแบบได้ค่าตัวเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าเอเยนซี่ที่ดูแลนางแบบในสังกัดเป็นอย่างดี ให้การศึกษา สนับสนุนความสามารถของพวกเขาอย่างเต็มที่จะไม่ได้รับผลกระทบจากระบบนี้ และรัฐบาลจะเห็นช่องทางในการเก็บภาษีอย่างเป็นระบบมากขึ้น ลดปัญหาการทำงานแบบผิดกฎหมาย ปัญหาการค้าประเวณี และสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ระบบอาจยังช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างที่ง่ายขึ้นในโลกดิจิทัล เช่น การจ่ายเงินค่าจ้างออนไลน์ทันที การอัพเดตโปรไฟล์ของนางแบบ และการเผยแพร่ผลงานลงโซเชียลมีเดีย

คำถามสุดท้ายคือใครจะเริ่มระบบนี้ล่ะ? ไม่มีใครรู้ บางทีอาจเป็นนางแบบแถวหน้ารุ่นล่าสุดซักคนก็เป็นได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “จะมีชีวิตอยู่ได้ เราต้องทำลายตัวเองให้เป็น”

Source

แปลและเรียบเรียงโดย Prim Meow Meow

Credit Photo: NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand