ฮาบิแทท แบรนด์ดังระดับโลก ปักหมุดประเทศไทย เปิดอาณาจักร “ฮาบิแทท ไทยแลนด์” [PR]

ฮาบิแทท ไทยแลนด์

ฮาบิแทท แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง และของใช้ภายในบ้านชื่อดังจากยุโรป เอาใจคนรักการแต่งบ้านอย่างมีสไตล์ ไม่ต้องบินไกลถึงต่างประเทศ ปักหมุดรุกตลาดประเทศไทย ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท เนรมิตอาณาจักร “ฮาบิแทท ไทยแลนด์” ภายใต้คอนเซ็ปต์Full Living” แบรนด์ของคนรักการแต่งบ้าน ที่พร้อมช่วยคุณสร้างสรรค์ทุกมุมโปรดให้สวยอย่างมีสไตล์ เพื่อการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข แบรนด์ ฮาบิแทท ที่โดดเด่นด้วยความสวยเรียบง่ายอย่างมีสไตล์ กับดีไซน์ที่ไม่ธรรมดา ประเดิมเปิดให้บริการ 2 สาขา ได้แก่ สาขาคริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (ซีดีซี) และสาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ มั่นใจกำลังซื้อตอบรับดี คาดสิ้นปีรายได้ 30 ล้านบาท 

สุทธิ์ธิดา วิจิตรกุลวงศา กรรมการบริหาร  ฮาบิแทท ประเทศไทย (Habitat Thailand) เปิดเผยว่า ปัจจุบันไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่นิยมแต่งบ้านที่สะท้อนความเป็นตัวตน โดยเฉพาะการเลือกเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง และ          ของใช้ภายในบ้านที่มีดีไซน์ เช่นเดียวกับ ฮาบิแทท (Habitat) แบรนด์สำหรับคนรักบ้านลำดับต้นๆ ที่มีความแข็งแกร่ง สามารถครองใจคนทั่วโลกมายาวนานกว่า 50 ปี ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าคนไทยที่ชื่นชอบการแต่งบ้านสไตล์มินิมอล และยังตอบสนองเรื่องฟังก์ชั่นการใช้งานได้ดี อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่คนไทยหลายคนชื่นชอบ และเป็นแฟนพันธุ์แท้มาอย่างยาวนาน ดังนั้นเราจึงได้นำแบรนด์ฮาบิแทท กลับเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยอย่างจริงจัง พร้อมทุ่มงบลงทุนกว่า                 100 ล้านบาท เปิดให้บริการ ฮาบิแทท ไทยแลนด์ แล้ว 2 สาขา ได้แก่ สาขาคริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (ซีดีซี) บนพื้นที่ 1,400 ตร.ม. และ สาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ บนพื้นที่ 750 ตร.ม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Full Living” แบรนด์ของคนรักการแต่งบ้าน ที่พร้อมช่วยคุณสร้างสรรค์ทุกมุมโปรดให้สวยอย่างมีสไตล์ เพื่อการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข “เราตั้งใจเนรมิตพื้นที่ภายในร้าน ฮาบิแทท ให้เป็นศูนย์รวมสินค้าสำหรับคนรักบ้านที่มอบประสบการณ์ความสนุกและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในการแต่งบ้าน ด้วยสินค้าจาก ฮาบิแทท ซึ่งมีให้เลือกสรรแบบครบทุกหมวดความต้องการใช้งานในบ้าน ทั้งกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง และของใช้ต่างๆ สำหรับห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, ห้องทำงาน, ห้องครัว,          ห้องรับประทานอาหาร, ห้องน้ำ, และเฟอร์นิเจอร์สำหรับเด็ก ตัวอย่างสินค้าต่างๆ อาทิ เตียง, โซฟา, อาร์มแชร์, เก้าอี้,          ชั้นวางทีวี, ชั้นเก็บของอเนกประสงค์, พรม, หมอนอิง, โคมไฟ, แจกัน, เครื่องแก้ว, จานชาม, อุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ            ในการทำอาหาร และรับประทานอาหาร, โต๊ะทำงาน, อุปกรณ์เครื่องเขียน, ของใช้ในห้องน้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วยังมีบริการจัดส่งสินค้าฟรี เมื่อซื้อสินค้าครบ 5,000 บาทขึ้นไป จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าของเราจะสามารถตอบโจทย์คนรักการแต่งบ้านได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เดินทางไปต่างประเทศ และประสบปัญหาที่บางทีเจอของที่ถูกใจ แต่ไม่สามารถนำของชิ้นนั้นกลับมาได้ เพราะชิ้นใหญ่ ยุ่งยากในการขนส่ง และเนื่องในโอกาสฉลองการกลับมาครั้งนี้ ฮาบิแทท จะเปิดให้คนรักบ้านได้สมัครสมาชิกฟรี โดยสมาชิกจะได้รับส่วนลด 5% ในการซื้อสินค้า ฮาบิแทท ทุกชิ้น ทั้งนี้การนำ           ฮาบิแทท เข้ามาในประเทศไทย เป็นการตั้งใจนำแบรนด์ที่ใครหลายคนเคยเห็น และอยากได้ อยากเป็นเจ้าของมาให้เลือกซื้อกันสะดวก และง่ายขึ้น ในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพราะตอนนี้ Habitat is back!”

สุทธิ์ธิดา กล่าวต่อว่า สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานนั้น ได้เตรียมงบประมาณทางการตลาดกว่า 10 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำให้กับแบรนด์มากขึ้นด้วยการประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านช่องทางต่างๆ และมุ่งเน้นการทำดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด “จากการตอบรับที่ดี หลังจากที่เราได้ทดลองเปิดให้บริการ ฮาบิแทท ไทยแลนด์ ทั้ง 2 สาขา ได้แก่ สาขาคริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (ซีดีซี) และ สาขาเดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น เรามั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2558 จะปิดยอดขายได้ที่ 30 ล้านบาท”

ด้าน มร.วินเซนต์ เดตาเยอร์ (Mr.Vincent Destailleur) CEO Habitat France กล่าวถึงการกลับมาของ  ฮาบิแทท ในประเทศไทยครั้งนี้ว่า “เราเล็งเห็นศักยภาพตลาดเฟอร์นิเจอร์ และสินค้าแต่งบ้านของประเทศไทย เห็นว่าคนไทยมีรสนิยมและชอบสินค้าที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแบรนด์ฮาบิแทท จะสามารถตอบโจทย์คนรักบ้านได้ครบถ้วน อีกทั้งการกลับมาครั้งนี้จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายฮาบิแททเลิฟเวอร์ และคนรุ่นใหม่ที่รักการแต่งบ้าน จนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก” มร.วินเซนต์ กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบัน “Habitat”  คือหนึ่งในแบรนด์สำหรับคนรักบ้านชั้นนำของโลก ที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1964 หรือประมาณ พ.ศ. 2507 และจัดจำหน่ายอยู่ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก หรือกว่า 120 ร้าน ทั้งแถบยุโรป อเมริกา และเอเชีย

Comments are closed.