
คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม
แกร็บ ประเทศไทย เปิดความสำเร็จกลยุทธ์ T.A.S.T.E (Travel-Awake-Support-Transform-Elevate) สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศใน 5 มิติ พร้อมเผยอินไซต์ “อาหารไทย” ครองใจคนทั่วภูมิภาคด้วยยอดสั่งซื้อผ่าน GrabFood ใน 7 ประเทศ แตะ 2.2 หมื่นล้านบาท ส่วน “เครื่องหอมไทย” ขึ้นแท่นไอเท็มยอดฮิตของนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยยอดขายกว่า 250,000 ชิ้น บน GrabMart ด้านยอดเรียกรถไปสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสูงถึง 3.6 ล้านเที่ยว
ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเปิดเผยในเวทีเสวนาเชิงนโยบาย “GrabNEXT 2026” ภายใต้แนวคิด “The TASTE of THAI: เสริมสร้างเสน่ห์ไทย สู่มิติใหม่ที่ดีกว่า” โดยแกร็บ ประเทศไทย ร่วมกับภาครัฐ-เอกชน ในประเด็นของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้ามาช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศใน 5 มิติหลักตามกรอบกลยุทธ์ T.A.S.T.E ครอบคลุมทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเผยแพร่ศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก ไปจนถึงการผลักดันสินค้าชุมชนและอาหารไทยให้เข้าถึงคนทั่วโลก โดยความสำเร็จที่มีการเปิดเผยภายในงาน ประกอบด้วย
- ผู้ใช้งานเรียกรถไปแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศกว่า 3.6 ล้านเที่ยว
- วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ด้วยยอดเรียกรถโตขึ้น 30% หลังยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม
- 5 จุดหมายยอดนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปราสาทสัจธรรม เมืองโบราณสมุทรปราการ และพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน
- ช่วงสงกรานต์มียอดเรียกรถจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 20%
- ยอดเรียกรถไป-กลับ “สนามมวยเวทีราชดำเนิน” เติบโตขึ้นถึง 2 เท่า
- มีการเรียกรถไป-กลับ “สนามมวย” “โรงละคร” และ “ร้านนวดแผนโบราณ” ยอดนิยมตลอดปี 2568 รวมกว่า 300,000 ครั้ง
- เครื่องหอมไทย อาทิ เทียนหอม ยาดม และก้านไม้หอม มียอดขายบน GrabMart มากถึง 250,000 ชิ้น
- ปัจจุบันมี SME และร้านค้าชุมชนคิดเป็นสัดส่วน 74% ของร้านค้าทั้งหมดบน GrabMart
- สินค้าชุมชนได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ สะท้อนผ่านยอดการสั่งซื้อที่โตขึ้นถึง 50%
- 3 อันดับเมนูครองใจชาวต่างชาติ คือ ผัดกะเพรา ข้าวผัด และผัดไทย
- ส้มตำ และชาไทย ยังคงเป็นเมนูขายดีตลอดกาลบนแพลตฟอร์ม ด้วยยอดขายกว่า 13 ล้านจาน และ 8.6 ล้านแก้ว ตามลำดับ

คุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม และคุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์
คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “วัฒนธรรมเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านรายได้จากการท่องเที่ยวรวมที่สูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยที่มีมูลค่ากว่า 1.63 ล้านล้านบาท ซึ่งหนึ่งในทิศทางสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมในปี 2570 คือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยผสานเอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทยเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนอง ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สอดคล้องกับแนวคิด ‘Cultural NEXUS – วัฒนธรรมเชื่อมอนาคต’ ที่มุ่งปรับบทบาทสู่การเป็น ‘กระทรวงที่ใช้คุณค่าของอดีต สร้างโอกาสในปัจจุบัน และสร้างอนาคตให้คนไทย’
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล อย่าง แกร็บ ประเทศไทย ที่ถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในการช่วยผลักดันวัฒนธรรมไทยให้เข้าถึงคนทั่วโลก ซึ่งการจัดเวทีเสวนา GrabNEXT ในครั้งนี้ นับเป็นพื้นที่ให้ภาครัฐ-เอกชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมนำเสนอแนวทางการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม”
ด้านคุณจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของไทยนั้นมีหลากหลาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยว รสชาติอาหาร สินค้าชุมชนและภูมิปัญญาไทย ตลอดจนศาสตร์และศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แกร็บ พร้อมใช้แพลตฟอร์มเป็นตัวกลางเชื่อมโยงคนจากทั่วโลกให้เข้าถึงวัฒนธรรมไทย อาทิ บริการ GrabFood ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา มีออเดอร์รวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท ใน 7 ประเทศ การอำนวยความสะดวกทั้งในด้านการเดินทาง สั่งอาหาร และซื้อสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยถึง 1.5 หมื่นล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566 – 2568)”
ทั้งนี้ แกร็บได้มีการประกาศกลยุทธ์ T.A.S.T.E ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยผ่าน 5 มิติหลัก อันได้แก่
- T – Travel นำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ ได้ โดยแกร็บยังเล่าถึงกิมมิกเล็ก ๆ อย่างการจัดทำม้านั่งที่สามารถสแกน QR Code เพื่อเข้าไปค้นพบแหล่งท่องเที่ยวที่คนท้องถิ่นแนะนำได้
- A – Awake สนับสนุนด้านการเดินทางไปยังงานเทศกาลเชิงวัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ เช่น งานสงกรานต์ งานแห่เทียนพรรษา งานลอยกระทง ผ่านการมอบส่วนลดและการจัดบูธอำนวยความสะดวกในงาน
- S – Support ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) และสินค้าชุมชน จัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์บน GrabMart เพื่อขยายตลาดและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
- T – Transform ขยายโอกาสให้กับแบรนด์ไทยโตไกลในระดับภูมิภาค อาทิ การร่วมส่งเสริมให้แบรนด์ “Emily’s” ไปเปิดตลาดในประเทศสิงคโปร์, ซื้อบิลบอร์ดใจกลางไทม์สแควร์ ที่รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
- E – Elevate จัดงานประกาศรางวัล GrabThumbsUp Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อมอบรางวัลให้กับร้านอาหารที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้บริการ และร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการสนับสนุนร้านอาหารภายใต้โครงการ “The Lost Taste” เพื่อค้นหา ฟื้นฟู และเชิดชูรสชาติที่กำลังจะหายไป เช่น แกงรัญจวน ลาบปูนา เป็นต้น
ทั้งนี้ คุณจันต์สุดาได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมด้วยว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ใช้งานหลักที่แกร็บจะให้ความสำคัญ แต่รายได้จากกลุ่มดังกล่าวนั้นผันแปรตามช่วงเวลา เช่น เดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ของทุกปี จะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามาก รายได้ก็จะพุ่งขึ้น ส่วนไตรมาส 3 เป็นช่วงโลว์ซีซั่น รายได้จึงค่อนข้างตกลงเมื่อเทียบกับไตรมาสอื่น ๆ เป็นต้น (คุณจันต์สุดาให้ตัวเลขสัดส่วนรายได้โดยประมาณจากกลุ่มดังกล่าวไว้ที่ 25%)
“เราพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนมากมาเที่ยวไทยเป็น Short Trip เพิ่มขึ้น (ประมาณ 4 วัน) อาจจะใช้แกร็บประมาณ 2 วัน ส่วนสินค้าท้องถิ่นเพิ่งเริ่มนำขึ้นแพลตฟอร์มจึงยังไม่มีตัวเลขมาโชว์ สำหรับความท้าทายในปีหน้าก็ต้องยอมรับว่ามี เพราะบริการของเราเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง และเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ถ้าน้ำมันแพงขึ้น ไฟล์ทก็น้อยลง มันก็ท้าทายเป็นธรรมดา แต่ทั้งในอุตสาหกรรมเรียกรถ และฟู้ดเดลิเวอรี่เรายังมีส่วนแบ่งน้อยมาก จึงเชื่อว่ายังมีจุดที่เราจะเติบโตได้อีกแน่นอน” คุณจันต์สุดากล่าวสรุป







