ท่ามกลางมรสุมต่างๆของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบจากปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน ภาคค้าปลีกซึ่งเปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงการบริโภคภายในประเทศ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ
ล่าสุด สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยข้อมูลทิศทางเศรษฐกิจและภาคค้าปลีกไทยในช่วงปี 2569 ถึง 2570 โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบางและภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง พร้อมเผยกลยุทธ์ “ACT” ผลักดันอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยที่แข็งแกร่งและเป็นธรรม
ปรากฏการณ์ K-Shaped ภาพสะท้อนการฟื้นตัวที่ “ไม่เท่ากัน”
คุณณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า “เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped หรือการเติบโตที่แยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน โดยขาบนเป็นกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงส่งจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุน ขณะที่ขาล่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจรายย่อย ยังฟื้นตัวได้ช้า เนื่องจากยังต้องเผชิญทั้งต้นทุนสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสีย และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก
ทั้งนี้ปัจจุบัน SMEs กว่า 3.3 ล้านราย สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานภาคเอกชนไทย และช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก หากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน กำลังซื้อภายในประเทศ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ”
ความท้าทายนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของกำไรหรือขาดทุน แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างสังคมไทย เนื่องจาก SMEs ค้าปลีกและบริการคือแหล่งจ้างงานที่ใหญ่ที่สุด หากส่วนล่างของตัว “K” ไม่สามารถประคองตัวขึ้นมาได้ แรงกระเพื่อมนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังกำลังซื้อในระดับฐานราก ทำให้การเติบโตในภาพรวมของประเทศอาจขาดความมั่นคงในระยะยาว
คนยังซื้อ แต่ “ใช้จ่ายต่อบิลลดลง” สัญญาณกำลังซื้อยังไม่กลับมาเต็มที่
ด้านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือนกรกฎาคม ซึ่งจัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม 2569 ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่เหนือระดับกลางที่ 50 จุด สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความหวังต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงความคาดหวังต่อการต่อยอดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากเฟสแรกสิ้นสุดในเดือนกันยายน และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายในช่วงไตรมาส 3–4 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ความถี่ในการซื้อสินค้า จะไม่ได้ลดลงมาก แต่จำนวนสินค้าและมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง หรือยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จ กลับปรับลดลง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะกำลังซื้อหดตัว ผู้บริโภคยังคงจับจ่าย แต่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นมากขึ้น ขณะที่ยอดขายที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐยังกระจุกตัวอยู่ในหมวดอาหารและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือย วัสดุก่อสร้าง สินค้าคงทน และสินค้าที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูงยังเผชิญแรงกดดัน ประกอบกับผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการปรับราคาขาย แม้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง
สมาคมผู้ค้าปลีกไทยกางตัวเลขคาดการณ์ปี 69-70 ตลาดค้าปลีกจ่อแตะ 4.5 ล้านล้านบาท แม้เผชิญแรงกดดันหนี้ครัวเรือน 85.9% โดยได้เปิดเผยข้อมูลทิศทางเศรษฐกิจและภาคค้าปลีกไทยในช่วงปี 2569 ถึง 2570 โดยชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบางและภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง
จากข้อมูลของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดการณ์ว่า GDP ของประเทศไทยในปี 2569 จะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6–2.0% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของอุตสาหกรรมค้าปลีก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มูลค่าตลาดค้าปลีกไทยในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 3.0% จากฐานเดิม 4.25 ล้านล้านบาท ในปี 2568
การเติบโตดังกล่าวคิดเป็นเม็ดเงินที่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจประมาณ 127,500 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมตลาดค้าปลีกในปี 2569 มีมูลค่ารวมขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยกลุ่มสินค้าจำเป็น อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม, ของใช้ส่วนตัว และสินค้าสุขภาพและความงาม จะเป็นหัวหอกหลักในการเติบโต ขณะที่หมวดเสื้อผ้า, เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าที่มีมูลค่าต่อชิ้นสูง ยังคงต้องเผชิญกับพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวังของผู้บริโภค
มองข้ามช็อตสู่ปี 2570 คาดการณ์มูลค่าตลาดทะลุ 4.5 ล้านล้านบาท
สำหรับแนวโน้มในปี 2570 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า GDP ของไทยจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.8% โดยมีปัจจัยกดดันจากการส่งออกที่อาจเริ่มชะลอตัวลงหลังจากเร่งตัวสูงในปีก่อนหน้า รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
ทางด้านตลาดค้าปลีกไทยในปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นเล็กน้อยในระดับ 3.0–3.5% เมื่อเทียบกับปี 2569 คิดเป็นมูลค่าตลาดรวมประมาณ 4.51–4.53 ล้านล้านบาท โดยได้รับแรงส่งสำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการที่นำเทคโนโลยี AI, Big Data และกลยุทธ์ Omnichannel มาเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ
แม้ภาพรวมตัวเลขจะดูเป็นการเติบโตในทิศทางบวก แต่สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเน้นย้ำถึง “ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ” ที่อาจฉุดรั้งการเติบโต นั่นคือปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งขยับขึ้นมาอยู่ที่ 85.9% ของ GDP และความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ภาวะสินเชื่อธุรกิจที่ตึงตัว การแข่งขันด้านราคา และการรุกตลาดของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงข้อจำกัดอย่างหนักในการจับจ่ายใช้สอย
“การฟื้นตัวของค้าปลีกในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จะเกิดขึ้นเป็นบางช่วงและบางกลุ่ม โดยได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ การลงทุน การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี โดยหมวดสินค้าจำเป็น อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว รวมถึงสินค้าสุขภาพและความงามเติบโตได้ดี ขณะที่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสินค้ามูลค่าสูงยังเผชิญพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวัง”
ส่วนปัจจัยบวกต่อภาคค้าปลีก ได้แก่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่ายแบบ Omnichannel ตลอดจนการใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ หนี้ครัวเรือนซึ่งอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2569 ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ภาวะสินเชื่อธุรกิจที่ตึงตัว การแข่งขันด้านราคา และการรุกตลาดของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ ภาคค้าปลีกยังต้องรับมือกับความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ภาวะสินเชื่อธุรกิจที่ตึงตัว การแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือด และที่สำคัญคือการรุกตลาดอย่างหนักของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันหาทางออกเพื่อประคองการเติบโตของอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในระยะ 2 ปีข้างหน้านี้
กลยุทธ์ TRA “ACT” คำตอบเพื่อค้าปลีกไทยที่แข็งแกร่งและเป็นธรรม
ภายใต้ความท้าทายดังกล่าว สมาคมฯ จึงเดินหน้าภารกิจยกระดับผู้ประกอบการผ่านกลยุทธ์ TRA “ACT” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ:
1.A – Advancing Inclusive & Fair Growth (ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม) สมาคมฯ มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศการค้าที่เท่าเทียม โดยมีเป้าหมายหลักคือการดึง SMEs กว่า 3.3 ล้านราย ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญกว่า 13.6 ล้านคน ให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ผ่านการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรกรและ SMEs เข้าสู่ช่องทางจำหน่ายของผู้ค้าปลีกสมัยใหม่ ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ พร้อมผลักดันตราสัญลักษณ์ Made in Thailand (MiT) เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ
ประเด็นสำคัญที่สมาคมฯ เรียกร้องคือ การสร้าง “กติกาการแข่งขันที่เท่าเทียม” ระหว่างร้านค้าออฟไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ข้ามชาติ โดยเฉพาะในด้านภาษีและมาตรฐานสินค้า รวมถึงการเสนอให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน และแก้ปัญหาธุรกิจนอมินีในกลุ่มร้านอาหารและค้าปลีกขนาดเล็กอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังชูโครงการยกระดับประเทศไทยสู่ Shopping Destination โดยยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐให้พิจารณา 3 มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ได้แก่:
- Instant VAT Refund: อำนวยความสะดวกคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย ให้นักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท
- ปรับลดอากรขาเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์: ทบทวนภาษีนำเข้ากลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง และสินค้าลักชัวรี ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 20-30% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
- นำร่อง Free Tax Zone: สร้างแซนด์บ็อกซ์เขตปลอดภาษีในจังหวัดท่องเที่ยวศักยภาพสูง เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ
2. C – Capability Building for Future-Ready Retail (เสริมขีดความสามารถค้าปลีกแห่งอนาคต) สมาคมฯ มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านเทคโนโลยีและการจัดการแรงงาน โดยผลักดันการใช้ AI และ Big Data ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนธุรกิจ พร้อมเสนอให้รัฐลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค (Ease of Doing Business)
ในด้านแรงงาน สมาคมฯ เสนอให้ปรับโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะและมาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่กับการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ และส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่น เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง การจ้างแรงงานผู้สูงอายุโดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และการลดขั้นตอนการจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในตำแหน่งที่ขาดแคลน
3. T – Together for Sustainable Growth (เติบโตยั่งยืนผ่านความร่วมมือ) ภาคค้าปลีกจะเติบโตได้ต้องอาศัยการทำงานเชิงรุกร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ หอการค้าไทย และสมาคมธุรกิจต่างๆ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากข้อมูลจริง และส่งเสริมมาตรฐานค้าปลีกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ESG) ทั้งเรื่องบรรจุภัณฑ์และการใช้พลังงาน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและสังคม
4 Retail Transformations: จุดเปลี่ยนที่ผู้ประกอบการต้องรับมือ นายณัฐยังเน้นย้ำถึง 4 การเปลี่ยนแปลงสำคัญ (Transformations) ที่จะกำหนดชะตาของค้าปลีกไทย:
- Bifurcated Market: ตลาดจะแบ่งขั้วชัดเจน ระหว่างกลุ่มพรีเมียมที่เน้นประสบการณ์ (Emotional Value) และกลุ่มแมสที่เน้นความคุ้มค่า (Value for Money) โดยกลุ่มตลาดกลางจะเผชิญแรงกดดันสูงสุด
- Trust and Experience Platform: หน้าร้านจะไม่ใช่แค่ที่ซื้อขาย แต่ต้องเป็นพื้นที่สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ออนไลน์ทดแทนไม่ได้
- Value Chain Management: ผู้ค้าปลีกต้องบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนา House Brand และใช้ Local Sourcing เพื่อรับมือความผันผวนของต้นทุน
- Hyper-Personalization: การสื่อสารแบบกว้างจะถูกแทนที่ด้วยการเสนอสินค้าเฉพาะบุคคลผ่าน AI และ Retail Media ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าได้รวดเร็ว
“การเติบโตของค้าปลีกไทยจากนี้จะไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภค และสร้างกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย กลยุทธ์ TRA ‘ACT’ จึงเป็นกรอบการทำงานสำคัญที่จะเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง” คุณณัฐกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายในช่วงไตรมาส 3–4 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ความถี่ในการซื้อสินค้า (Shopping Frequency) จะไม่ได้ลดลงมาก แต่จำนวนสินค้าและมูลค่าการซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง หรือยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จ (Spending per bill) กลับปรับลดลง








