ในโลกของการตลาดยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน โปรโมชั่นลดแลกแจกแถม คือสิ่งที่ถูกนำมาใช้มากที่สุด ทว่าท่ามกลางการแข่งขันเหล่านี้สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การลดราคา แต่คือการสร้าง “Signature Campaign” ที่ลูกค้าจดจำได้ทันที และแบรนด์สามารถครอบครองสิทธิ์ในไอเดียนั้นได้อย่างเต็มตัว
ล่าสุด “ท็อปส์” (Tops) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำโปรโมชั่น แต่เดินหน้าจดทะเบียน “ทรัพย์สินทางปัญญา” ให้กับแคมเปญสติ๊กเกอร์ “แปะอะไรก็ลด” หลังสร้างสถิตินิวไฮ ดันยอดขายต่อตะกร้า (Basket Size) พุ่ง 15% สร้างลูกค้าใหม่ 13% พร้อมดึงลูกค้าช้อปถี่ขึ้น 16%พร้อมประกาศยกระดับสู่กลยุทธ์ Gamification เต็มรูปแบบในเวอร์ชัน “พลัส” ตั้งเป้ายอดขายโตอีก 30% ในสิ้นปี
จาก Promotion Hunter สู่ Strategic Spender เมื่อลูกค้าอยากเป็นคนเลือกเอง
การเดินหน้าจดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนี้ “คุณจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล” รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด
จากเดิมที่แบรนด์จะเป็นคนกำหนดว่า “ชิ้นไหนลดราคา” ท็อปส์เปลี่ยนเกมใหม่ให้ “ลูกค้าเลือกเองว่าอยากให้ชิ้นไหนลด” กลไกที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ผลวิจัยจาก CMMU เรียกว่า “Strategic Spenders” หรือนักช้อปสายวางแผน ที่ไม่ได้มองหาแค่ส่วนลดที่ถูกที่สุด แต่ต้องการส่วนลดที่ “คุ้มค่าและตรงใจตัวเองที่สุด และเพื่อสะท้อนคุณค่าของแนวคิดที่ท็อปส์ริเริ่มและพัฒนาขึ้น และต่อยอดให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์ที่สร้างความแตกต่างในการแข่งขันระยะยาว

คุณจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล
“แปะอะไรก็ลด” Signature Campaign ที่สร้างปรากฏการณ์นิวไฮ ดัน Basket Size โต 15%
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านผลลัพธ์ของแคมเปญ “แปะอะไรก็ลด” ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถสร้างมูลค่ายอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ย (Average Basket Size) เพิ่มขึ้น 15% และความถี่หรือจำนวนครั้งที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เพิ่มขึ้น 16% รวมถึงจำนวนลูกค้าที่เข้าร่วมแคมเปญเพิ่มขึ้น 22% ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 13% และ 28% ของลูกค้าใช้สติ๊กเกอร์มากกว่า 10 ดวง
และแคมเปญสติ๊กเกอร์ยังถือว่าเป็นการส่งต่อลูกค้าจากอีกสาขาไปยังอีกสาขาเหมือนใยแมงมุมเพราะจะมีการแจกเล่มสติ๊กเกอร์ใหม่เสมอเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าครบตามเงื่อนไข สะท้อนการมีส่วนร่วมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำบทบาทของ ‘แปะอะไรก็ลด’ ในฐานะหนึ่งในกลยุทธ์ Loyalty Marketing สำคัญของท็อปส์ ที่ช่วยสร้าง Customer Engagement เพิ่ม Traffic ขยายฐานลูกค้า กระตุ้นการซื้อซ้ำ และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
“หนึ่งในสิ่งที่ทำให้สติ๊กเกอร์แคมเปญ ‘แปะอะไรก็ลด’ แตกต่างจากโปรโมชั่นทั่วไป คือการเปลี่ยนจากแบรนด์เป็นผู้กำหนดส่วนลด มาให้อิสระลูกค้าเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองว่าจะใช้ส่วนลดกับสินค้าใด กลไกที่เรียบง่ายแต่ตอบโจทย์นี้ทำให้แคมเปญได้รับการตอบรับและจดจำจากลูกค้า จนกลายเป็นหนึ่งในแคมเปญซิกเนเจอร์ของท็อปส์”
จากผลลัพธ์ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่ากลยุทธ์การมอบอำนาจในการเลือกให้ลูกค้า หรือ Customer Empowerment ผนวกกับกลไกการออกแบบแคมเปญให้คนรู้สึกอยากมีส่วนร่วม แบบ Gamification ทำให้แคมเปญได้รับการตอบรับอย่างดี ลูกค้าสนุกกับการเลือกส่วนลดสำหรับสินค้าที่ตัวเองพึงพอใจได้เอง สร้างคุณค่าได้ทั้งในมิติของประสบการณ์ลูกค้าและการเติบโตของธุรกิจ โดยเฉพาะในวันที่ผู้บริโภคมีการวางแผนและพิจารณาการใช้จ่ายมากขึ้น
สอดคล้องกับผลการศึกษา THAI SMARTSUMER 2026 ของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่พบว่า ผู้บริโภคไทยทุกเจเนอเรชันกว่า 90–97% คิดและพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะที่ 71% ใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา และประกอบการตัดสินใจซื้อ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Promotion Hunters สู่ Strategic Spenders ที่ไม่ได้มองเพียงส่วนลดสูงสุด แต่ต้องการเลือกความคุ้มค่าที่เหมาะกับตัวเอง
ยกระดับ “แปะอะไรก็ลด พลัส” สู่ Gamification เต็มสูบ
ทั้งนี้เพื่อฉลองครบรอบ 58 ปี ท็อปส์ส่งแคมเปญ “ท็อปส์ แปะอะไรก็ลด พลัส” (ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2569) โดยเน้นหนักไปที่กลไก Gamification เพื่อสร้างความสนุกและความท้าทายในการช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็น
- ยิ่งช้อป ยิ่งปลดล็อก: แบ่งการรับสิทธิ์เป็น 3 รอบ กระตุ้นให้ลูกค้าวางแผนการซื้อต่อเนื่อง
- Brand Sticker Discount: ผนึกกำลังพันธมิตรกว่า 200 แบรนด์ มอบส่วนลดสูงสุด 30%
- กลไกสะสม “พลัส” ความคุ้ม: เมื่อใช้ Brand Sticker ครบทุก 10 ดวง รับเซอร์ไพรส์ปลดล็อกคูปองส่วนลดเพิ่ม 25% (ผ่านการบันทึกยอดอัตโนมัติในระบบ The 1)
การดึงเอาความรู้สึกเหมือนการเล่นเกม (ยิ่งเล่น ยิ่งได้ ยิ่งสะสม ยิ่งคุ้ม) เข้ามาผสมผสานกับสติ๊กเกอร์ที่เป็น Physical และ Online อย่างลงตัว ทำให้ท็อปส์มั่นใจว่าแคมเปญนี้จะช่วยเพิ่ม Traffic ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ พร้อมดันยอดขายให้เติบโตตามเป้า 30% ได้ไม่ยาก
ถือเป็นก้าวสำคัญของท็อปส์ในการเปลี่ยน “กิจกรรมทางการตลาด” ให้กลายเป็น “สินทรัพย์ของแบรนด์” (Brand Asset) เพื่อสร้างความแตกต่างในการแข่งขันระยะยาว และป้องกันการลอกเลียนแบบกลไกที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมสร้าง Marketing Innovation ที่สามารถนำไปต่อยอดกับแบรนด์อื่นๆ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด ได้ในอนาคต







