หลังจาก “ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย” (CIMB THAI) ประกาศปรับจุดยืนแบรนด์สู่การเป็นธนาคารที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือ Niche Bank หลายคนคงจับตามองกันว่า การเป็น Niche Bank ของ CIMB THAI จะเป็นอย่างไร
ผ่านมา 10 เดือน เราคงได้เห็นภาพการเป็นธนาคารที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแบงก์แห่งนี้ชัดเจนมากขึ้น เพราะ CIMB THAI ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ พร้อมกับรุกตลาด Wealth อย่างหนัก จนทำให้ผลการดำเนินงานไตรมาสแรก 1 ปี 2569 ออกมาดี อีกทั้งธุรกิจ Wealth ยังเติบโตขึ้น ปัจจุบันมีสินทรพย์ภายใต้การบริหารจัดการ หรือ AUM อยู่ที่ 290,000 ล้านบาท จากกลางปีที่แล้วมี AUM อยู่ที่ 250,000 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตถึง 3 เท่าภายใน 5 ปี หรือมี AUM แตะ 750,000 ล้านบาท ท่ามกลางการแข่งขันของตลาด Wealth ที่ดุเดือด CIMB THAI จะใช้หมัดเด็ดอะไรมามัดใจผู้บริโภค ตามมาฟังวิธีคิดกัน
ปรับพอร์ต เลือกโฟกัสในสิ่งที่ถนัด
นับตั้งแต่เข้ามาปักหมุดในไทย “คุณวุธว์ ธนิตติราภรณ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย บอกว่า CIMB THAI วางบทบาทชัดเจนในการเป็น Regional Bank โดยเน้นทำตลาดใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ 2.กลุ่มธุรกิจ SMEs และ 3.กลุ่มลูกค้า Consumer ทั้งสินเชื่อบ้าน ยานยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคล ต่อมาในปี 2019 ได้ตัดสินใจยกเลิกการให้บริการสินเชื่อลูกค้า SMEs เนื่องจากธนาคารมีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ไม่มาก อีกทั้งลักษณะของธุรกิจ SMEs มีความซับซ้อน ส่งผลให้ธนาคารแข่งขันได้ยาก
กระทั่งปีที่ผ่านมาธนาคารได้กลับมาศึกษาโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อให้สอดรับกับการเป็น Niche Bank จึงต้องเลือกโฟกัสในตลาดที่มีความถนัดมากขึ้น และเห็นว่ากลุ่มธุรกิจสินเชื่อยานยนต์เป็นตลาดที่ธนาคารไม่ได้เชี่ยวชาญ จึงตัดสินใจขายพอร์ตสินเชื่อยานยนต์และรถจักรยานยนต์ของบริษัท ซีไอเอ็มบไทย ออโต้ จำกัด และบริษัท เวิลด์ลีส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ CIMB THAI ให้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด เพราะเห็นว่าธนาคารกรุงศรี มีความชำนาญและเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อยานยนต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรับโอนพอร์ต ซึ่งมีมูลค่า 30,000 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นในปีนี้
“หลังจากนี้ยังไม่มีแผนจะขายธุรกิจอื่นๆ ในเครือ เพราะธุรกิจที่เราดำเนินการอยู่ยังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมาก ทั้งยังสอดรับกับการเป็น Niche Bank ของธนาคาร ทำให้ตอนนี้จึงโฟกัสใน 3 กลุ่มธุรกิจ นั่นคือ ธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีการเติบโตขึ้นมาก เนื่องจากผู้ประกอบการกลับมาลงทุนมากขึ้น กลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ถือเป็น Core Business และกลุ่มคอนซูเมอร์ ทั้งสินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งตลาดยังเติบโตได้ดี”
ซึ่งจากการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ในครั้งนี้ ไม่เพียงจะย้ำภาพการเป็นธนาคารที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้เด่นชัดมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ผลประกอบการไตรมาส 1 ที่ผ่านมาออกมาเติบโตดีด้วย และคุณวุธว์ เชื่อว่าในไตรมาส 2 นี้ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เพราะเห็นการกลับมาลงทุนของธุรกิจรายใหญ่ โดยมีการขอสินเชื่อต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยี
จากอินไซต์ สู่ โมเดลใหม่ เสริมแกร่ง Wealth โต 3 เท่าใน 5 ปี
ส่วนธุรกิจ Wealth ที่ CIMB THAI มีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว คุณวุธว์ บอกว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาก็ปรับเปลี่่ยนหลายอย่างเช่นกัน ทั้งการเพิ่มทีมที่ปรึกษาการเงินอิสระ (IFA) แบบ Aggressive รวมถึงการ Re-Model การขายใหม่ ในคอนเซปท์ Wealth Your World โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นตัวตั้ง (Customer Centric) จนนำมาสู่การจัดพอร์ตลงทุนที่ตอบโจทย์เป้าหมายที่ลูกค้าแต่ละคนต้องการ ผ่านเครื่องมือชื่อว่า “CIMB Donut” ที่เน้นการจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงและสร้างสมดุลเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอตามความต้องการ จากเดิมที่จะเน้นการแนะนำ Asset ลูกค้าเป็นจุดๆ เพื่อทำยอดขาย
“จากการศึกษาพฤติกรรมลูกค้า ทำให้เราพบว่า ลูกค้า Wealth ยุคใหม่แต่ละคนมีเป้าหมายทางการเงินไม่เหมือนกัน และไม่ได้มองหาแค่ผลตอบแทนสูงอย่างเดียว แต่ต้องการผลลัพธ์ทางการเงินที่ตรงกับเป้าหมายชีวิต ทั้งการดูแลครอบครัว การวางแผนการศึกษาบุตรหลาน การเกษียณ หรือการส่งต่อทรัพย์สินในอนาคต”
จากอินไซต์ดังกล่าว บวกกับธนาคารไม่ได้ต้องการเป็นแบงก์ที่จะสร้างการเติบโตให้ลูกค้าแบบหวือหวาด้วย High Return แต่ต้องการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน นั่นเลยทำให้ธุรกิจ Wealth ของ CIMB THAI มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะมีส่วนแบ่งตลาดธุรกิจ Wealth อยู่ที่ 3% แต่ในส่วนตลาดหุ้นกู้ตลาดรองรายย่อย มีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 1 ด้วยมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 30% และไม่ถึงหนึ่งปี AUM ขยับจาก 250,000 ล้านบาท มาอยู่ที่เกือบ 300,000 ล้านบาทในปัจจุบัน
และจากการปรับโมเดลการขายใหม่นี้ บวกกับการเปิดคลับนักลงทุนหุ้นกู้ เพื่อให้ความรู้ด้านการลงทุนและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้ามากกว่าการลงทุน ทำให้คุณวุธว์ เชื่อว่าจะช่วยให้ลูกค้าเดิมเกิดขึ้นความเชื่อมั่นและนำเงินมาลงทุนกับธนาคารเพิ่มขึ้น ทั้งยังเกิดการบอกต่อไปยังเพื่อนหรือคนรู้จักให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารขยายฐานไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ และทำให้ AUM พุ่งขึ้น 3 เท่า ภายใน 5 ปี หรือแตะ 750,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE







