
(ซ้าย) คุณภัทธนันต์ มีสิริพีราธร ผู้จัดการทั่วไป ZUS COFFEE ประเทศไทย และคุณเวนอน เทียน (Venon Tian) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการกลุ่ม ZUS COFFEE
เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการสำหรับ “ซุส คอฟฟี่” (ZUS COFFEE) แบรนด์กาแฟสัญชาติมาเลเซีย หลังชิมลางในตลาดไทยมาตั้งแต่กลางปี 2568 ผ่านพื้นที่การให้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มากถึง 15 สาขา โดยทางผู้บริหารมองการเปิดตัวในไทยว่าเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน และตั้งเป้าจะเปิดสาขาเพิ่มเป็น 50 สาขาภายในปีนี้
เปิดประวัติ ZUS COFFEE
แม้ในไทยจะเป็นน้องใหม่ถอดด้าม แต่สำหรับตลาดระดับภูมิภาค ต้องบอกว่า ZUS COFFEE ไม่ใช่มือใหม่แต่อย่างใด เพราะพวกเขาเริ่มธุรกิจในมาเลเซียตั้งแต่ปี 2562 และเติบโตจนสามารถขยายสาขาทะลุ 1,000 แห่งได้ในปี 2568
ที่สำคัญ ZUS COFFEE มีการจ้างงานมากกว่า 8,000 อัตรา และบริหารงานโดยให้ความสำคัญกับ App-First ด้วย โดยตลาดที่ ZUS COFFEE ให้บริการอยู่ ได้แก่ มาเลเซีย 860 สาขา, ฟิลิปปินส์ 160 สาขา ส่วนสิงคโปร์และบรูไนมีประมาณ 10 สาขา และตลาดไทยที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดคือ 15 สาขา (ตั้งเป้าเป็น 50 สาขาในปีนี้)
น้องใหม่ที่รู้จัก “คนไทย” เพราะ Data
แม้จะเป็นน้องใหม่ในวงการ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ZUS COFFEE รู้จักคนไทยดีกว่าที่คาด เห็นได้จากการเปิดเผยของคุณเวนอน เทียน (Venon Tian) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการกลุ่ม ZUS COFFEE ที่กล่าวถึงเบื้องหลังการเปิดตัวครั้งนี้ว่ามีการศึกษาตลาดไทยมารอบด้าน ซึ่งผลการศึกษานั้น สะท้อนผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของทางร้าน การเลือกทำเลสาขา และการออกแบบ Interface บนแอปพลิเคชันให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคคนไทยได้อย่างตรงจุด
หากเดินถนนอาจไม่เห็น ZUS COFFEE มากนัก
อินไซท์ข้อแรกที่ทีมงาน ZUS COFFEE พบจาก Data คือ คนไทยไม่ชอบเดินบนฟุตบาท หรือริมถนนมากนัก โดยสาเหตุหลักมาจากความร้อน และฝุ่นควัน นั่นทำให้บริษัทเลือกที่จะเปิดสาขาใหม่ในห้างสรรพสินค้ามากถึง 20 แห่ง และ Office Building อีก 25 แห่ง ส่วนร้านแบบ Street Shop จะมีเพียง 5 แห่งเท่านั้น
(หมายเหตุ – โมเดลร้านของ ZUS COFFEE มีทั้งสิ้น 3 แบบ คือ ร้านแบบ Street Shop, ร้านในห้างสรรพสินค้า และร้านในอาคารสำนักงาน โดยจะมีพื้นที่ให้บริการตั้งแต่ 40 – 120 ตารางเมตร)
ส่วนจุดที่ตั้งพบว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก ยังไม่มีการขยายไปตามหัวเมืองต่างจังหวัดแต่อย่างใด
ปรับ “ความหวาน” ได้ตรงใจคนไทย
อินไซท์ข้อต่อไปที่ ZUS COFFEE พบจากการมี Data ก็คือ คนไทยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของบริษัท ต้องการตัวเลือกด้านความหวานที่หลากหลายกว่าผู้บริโภคในประเทศอื่น ๆ นั่นทำให้ทางบริษัทปรับตัวเลือกด้านความหวานในแอปพลิเคชันให้มีถึง 4 ระดับ ขณะที่การให้บริการในประเทศอื่นอาจมีเพียง 2 ระดับ
หลัง 14.00 คนไทยสั่ง “กาแฟ” น้อยลง
อินไซท์ข้อนี้มาจากคุณภัทธนันต์ มีสิริพีราธร ผู้จัดการทั่วไป ZUS COFFEE ประเทศไทย ที่ระบุว่า ผู้บริโภคไทยจะสั่งกาแฟน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญหลังเวลา 14.00 น. และทำให้บริษัทมีการวางแผนพัฒนาโปรดักท์ใหม่ ๆ ไว้รองรับ เช่น เครื่องดื่มในหมวดโซดา ฯลฯ พร้อมกับบอกว่า พฤติกรรมนี้แตกต่างจากผู้บริโภคในประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถดื่มกาแฟได้ตลอดวัน โดยอาจมองได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของตลาดไทยเลยทีเดียว

คุณภัทธนันต์ มีสิริพีราธร ผู้จัดการทั่วไป ZUS COFFEE ประเทศไทย
ZUS COFFEE ไม่ได้มาคนเดียว แต่พาเพื่อนมาด้วย
การเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ ZUS COFFEE ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่พวกเขายังพา Santan Foods แบรนด์อาหารสัญชาติเดียวกันมาร่วมให้บริการในร้านด้วย โดยปัจจุบัน Santan Foods เปิดให้บริการในไทยมาแล้วประมาณ 2 ปี และธุรกิจหลักคือการให้บริการอาหารในสายการบินไทยแอร์เอเชีย ซึ่งเมนูที่ให้บริการใน ZUS COFFEE พบว่ามี 4 เมนู ประกอบด้วย
- ข้าวแกงเขียวหวานและไข่เค็ม
- ไก่อบซอสพริกไทยดำ
- ข้าวไก่เทริยากิ
- ข้าวมันไก่ย่าง (Uncle Chin’s Chicken Rice)
ใช้เมล็ดพันธุ์กาแฟจาก “เชียงราย”
การสร้างความแตกต่างข้อสุดท้ายของ ZUS COFFEE ในตลาดไทย อาจเป็นเรื่องของการปรับตัวให้เข้ากับความชอบของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ โดยทาง ZUS COFFEE ก็มีการพัฒนาเมนูเครื่องดื่ม และการเลือกเมล็ดพันธุ์กาแฟที่เน้นจากผลผลิตในท้องถิ่นเช่นกัน ซึ่งคุณภัทธนันต์ได้ยกตัวอย่างเมนู Iced Spanish Latte ซึ่งใช้เมล็ดกาแฟซิงเกิลออริจินจากจังหวัดเชียงราย และเป็นเมล็ดกาแฟพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะใน ZUS COFFEE ประเทศไทย ขณะที่อีกสองสูตรเมล็ดกาแฟเฮ้าส์เบลนด์ของ ZUS COFFEE ได้แก่ Lydia และ Boss
ส่วนของเมนูเครื่องดื่ม พบว่ามีการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ พร้อมตั้งชื่อให้เข้ากับตลาดไทยด้วย เช่น ต้มยำอเมริกาโน่
คุณภัทธนันต์ยังได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การเปิดตัวของ ZUS COFFEE มาจากความเชื่อว่า กาแฟสเปเชียลตี้ควรเป็นกาแฟที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่เครื่องดื่มเอ็กซ์คลูซีพที่จำกัดเพียงเฉพาะกลุ่ม และต้องการทำให้กาแฟระดับพรีเมียมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างแท้จริง ซึ่งจากจุดนี้ ทาง ZUS COFFEE กำหนดราคาเริ่มต้นของกาแฟจากทางค่ายเอาไว้ที่ 65 บาท (แต่ถ้าใครติดตั้งแอปพลิเคชัน ZUS APP และกดซื้อผ่านแอปในช่วงนี้ – วันที่ 7 กุมภาพันธ์ แบบ Self-Pickup จะสามารถซื้อได้ในราคาแก้วละ 49 บาทด้วย)






