เปิดให้บริการแล้ว สำหรับ Google Cloud Region แห่งใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย 1.4 ล้านล้านบาท (4.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ) ภายในระยะเวลา 5 ปี และเกิดการจ้างงานเฉลี่ย 130,000 ตำแหน่งต่อปี ที่สำคัญ ยังอาจทำให้คนไทยและองค์กรในประเทศไทย เข้าถึง AI ชื่อดังอย่าง Gemini และ Gemini Enterprise ได้สะดวกและสอดรับกับข้อกฎหมายไทยมากขึ้น ส่วนประเด็นเรื่องการลงทุนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ Geo-Politic หรือไม่นั้น ทางผู้บริหาร Google Cloud ประเทศไทยระบุว่าไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
สำหรับ Cloud Region แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ นั้น ทาง Google ระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคระดับโลกมาสู่ประเทศไทย โดยเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อ 16 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากการเปิดบริการ Cloud Region แล้ว ทาง Google ยังมีโครงการเชิงกลยุทธ์ของบริษัท อาทิ PanyaThAI (ปัญญาไท), ChaiyoGCP และแผนการจัดตั้งศูนย์กลางการเชื่อมต่อแห่งใหม่ (Connectivity Hub) ในภาคใต้ของไทยร่วมด้วย
คุณ Karthik Narain ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และธุรกิจของ Google Cloud กล่าวถึง Cloud Region แห่งใหม่นี้ว่า มาพร้อมโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกแบบเดียวกันกับที่ขับเคลื่อนบริการของ Google ทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้องค์กรไทยเติบโตในยุค AI และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถควบคุมและดูแลข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น

คุณ Karthik Narain ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และธุรกิจของ Google Cloud
คุณ Karthik ยังได้กล่าวถึงอีกหนึ่งข้อได้เปรียบของการตั้ง Cloud Region ในกรุงเทพฯ ก็คือ การเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายของ Google ซึ่งครอบคลุมกว่า 200 ประเทศและเขตแดน ด้วยเครือข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสงทั้งบนบกและใต้น้ำ รวมระยะทางกว่า 7.75 ล้านกิโลเมตร รวมถึงสายเคเบิลใต้น้ำ TalayLink ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างประเทศออสเตรเลียและประเทศไทยด้วย ซึ่งทาง Google มองว่า การเชื่อมต่อที่มีแบนด์วิดท์สูงและเวลาในการตอบสนองในระดับมิลลิวินาทีของเครือข่าย สามารถยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้ปลายทางในไทยได้นั่นเอง
ในส่วนของธุรกิจในไทยที่ต้องการขยายไปยังตลาดใหม่ คุณอรรณพ ศิริติกุล กรรมการผู้จัดการ Google Cloud ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เครือข่ายนี้จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมากได้ระหว่าง Google Cloud Regions ทั้ง 43 แห่งทั่วโลก ได้สะดวกขึ้น รวมถึงการถ่ายโอนไปยังระบบคลาวด์อื่น ๆ เช่น Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure และ Oracle Cloud Infrastructure (OCI) ด้วย

คุณอรรณพ ศิริติกุล กรรมการผู้จัดการ Google Cloud ประเทศไทย
การมี Cloud Region ยังส่งผลถึงการใช้งาน AI ที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทั้งในระดับผู้ใช้งานทั่วไปและในระดับองค์กร ซึ่งในจุดนี้ อาจทำให้ภาพขององค์กรเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เช่น การใช้ Gemini Enterprise ที่คุณอรรณพเผยว่า เหมาะสำหรับองค์กรที่ให้ความสำคัญในเรื่อง Security เนื่องจากบริการดังกล่าวสอดรับกับกฎหมาย และข้อกำหนดต่าง ๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะ PDPA
คุณอรรณพยังได้ยกตัวอย่างของบริษัทที่สนใจใช้งาน Gemini Enterprise ว่า ไม่จำกัดเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ บางบริษัทอาจมีพนักงานแค่ 3 คนแต่มีข้อมูลจำนวนมากที่ต้องประมวลผลก็สามารถใช้ Gemini Enterprise ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี ในแง่ของการทำงาน การเป็นองค์กรที่มี AI เป็นผู้ช่วย จะทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน โดยคุณอรรณพกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
AI จะมาช่วยองค์กรสองข้อ หนึ่งคือลดค่าใช้จ่าย สองคือช่วยให้คนเก่งขึ้น ส่วน AI จะทำให้องค์กรไม่ต้องการพนักงานอีกไหม ต้องยอมรับว่า องค์กรยังต้องการคนอยู่ แต่เขาจะไม่ได้ทำงานเดิมอีกแล้ว เห็นได้จากการที่ Google เทรนคนแสนกว่าคนในแต่ละปี แต่เราเทรนใน Skill Set ใหม่ ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งถ้าเขามี Skill Set เหล่านี้ ไม่ว่าอย่างไรก็มีงานทำ”
เปิดความสำเร็จ ChaiyoGCP
ควบคู่กับการเปิดตัว Cloud Region แห่งใหม่ Google Cloud ยังประกาศว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวไทยได้เข้าร่วม และประสบความสำเร็จจาก ห้องฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแบบลงมือทำจริง (หรือ “Labs”) กว่า 110,000 ครั้ง ผ่านโปรแกรม ChaiyoGCP ที่น่าสนใจคือ มากกว่า 70% ของการฝึกอบรมที่จัดขึ้นในประเทศไทยตลอดช่วงปีที่ผ่านมุ่งเน้นไปที่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งสะท้อนว่า นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยให้ความสนใจยกระดับทักษะ และเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านการใช้แพลตฟอร์มและเครื่องมือ AI เช่น Vertex AI, Google AI Studio, Google Antigravity, Gemini Code Assist และ Gemini CLI
ในอนาคต ChaiyoGCP วางแผนที่จะเพิ่มจำนวนการฝึกอบรมที่ดำเนินการแล้วให้ได้อย่างน้อย 125,000 ครั้ง ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ผ่านการขยายความร่วมมือกับ Google Developer Group จำนวน 6 แห่งในประเทศไทย
***ChaiyoGCP เป็นโปรแกรมการศึกษาด้วยตนเองทางออนไลน์ที่ออกแบบมาสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในไทยโดยเฉพาะ โดยจะช่วยให้เข้าถึงห้องฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแบบอินเทอร์แอกทีฟ พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านชุมชนของผู้เรียนและนักพัฒนาที่คอยแลกเปลี่ยนและให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ห้องฝึกอบรมเหล่านี้กำหนดให้ผู้เรียนลงมือทำงานแบบสมจริงให้แล้วเสร็จผ่านคอนโซลของแพลตฟอร์ม Google Cloud ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้รับทักษะที่นำไปใช้งานได้จริง ครอบคลุมทั้งด้านการประมวลผลแบบคลาวด์, การวิเคราะห์ข้อมูล, AI, การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และอื่น ๆ
สำหรับใครที่สนใจพัฒนา Skill Set ใหม่ ๆ ทาง Google ยังได้เปิดตัว Google Skills ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการฝึกอบรมที่เข้าใช้งานได้ฟรี โดยรวบรวมหลักสูตรและห้องฝึกอบรมกว่า 3,000 รายการ ไว้ในที่เดียว ครอบคลุมเนื้อหาจาก Google Cloud, Google DeepMind, Grow with Google และ Google for Education ซึ่งผู้เรียนที่ไม่มีพื้นฐานด้านเทคนิคสามารถเข้าถึงหลักสูตรการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องผ่าน Google Skills เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรับรอง Generative AI (Gen AI) Leader ของ Google Cloud ได้ด้วย





