HomeDigitalGreenIO เปิดโซลูชัน AIoT ดัน กทม. สู่ “Smart Enough City” เมืองที่กำลังเรียนรู้วิธีเอาชนะ “PM2.5”

GreenIO เปิดโซลูชัน AIoT ดัน กทม. สู่ “Smart Enough City” เมืองที่กำลังเรียนรู้วิธีเอาชนะ “PM2.5”

แชร์ :

ปัญหาฝุ่น PM2.5 อาจไม่ใช่แค่เรื่องฤดูกาลอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้ตัวเลข PM2.5 ได้กลายเป็นสิ่งที่คนไทยต้องติดตามตลอดเวลา และการเป็นเมืองที่เคยชินกับ “ฝุ่น” กำลังทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า เราจะก้าวผ่านความท้าทายดังกล่าวไปได้อย่างไร

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

โดยหนึ่งในคำตอบที่ผ่านการประยุกต์ใช้จริงแล้วก็คือ การนำโซลูชันด้าน AIoT – Edge AI มาปรับใช้ที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้ความร่วมมือของบริษัทเทคโนโลยีของไทยอย่าง GreenIO ที่จับมือกับควอลคอมม์ (Qualcomm) ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งในส่วนของผลลัพธ์ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มีการเปรียบเทียบค่าฝุ่นระหว่างเดือนมกราคม 2568 กับมกราคม 2569 ด้วยว่า ลดลง 50%

สำหรับอุปกรณ์ AIoT ที่ GreenIO พัฒนาขึ้น และเป็นพระเอกของโซลูชันในครั้งนี้ พบว่าเป็นการใช้ชิปประสิทธิภาพสูงหลายรุ่นจาก Qualcomm และเมื่อผนวกกับเทคโนโลยี Edge AI ทำให้สามารถประมวลผลได้ในอุปกรณ์โดยตรง ซึ่งข้อมูลที่ได้รับมานั้น สามารถต่อยอดไปสู่แพลตฟอร์มสำหรับตรวจวัดคุณภาพอากาศได้อย่างรวดเร็ว (ข้อดีคือประหยัดพลังงาน และมีความปลอดภัยด้านข้อมูลสูง) โดยปัจจุบัน อุปกรณ์ดังกล่าวได้รับการติดตั้งในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก สถานพยาบาล และชุมชน  ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่ เป็นต้น

คุณอิทธิชัย ภูมิศิริวิไล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท กรีนไอโอ จำกัด (GreenIO) กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือความท้าทายทางสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน

“เป้าหมายของเราคือการทำให้เทคโนโลยี AIoT ขั้นสูงสามารถนำมาใช้งานได้จริงและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน ซึ่งการทำงานร่วมกับ Qualcomm ช่วยให้เราสามารถประมวลผล AI ได้โดยตรงบนตัวอุปกรณ์ มอบข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและเชื่อถือได้แบบเรียลไทม์ในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องสะท้อนว่า เทคโนโลยีระดับโลกและนวัตกรรมท้องถิ่นสามารถผนึกกำลังร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงบวกที่จับต้องได้และมีความหมายต่อชุมชนทั่วประเทศไทยอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ ในมุมของนักพัฒนา สิ่งที่คุณอิทธิชัยมองเห็นก็คือ ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้อยู่ตามถนนหนทางเท่านั้น แต่ในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก โรงพยาบาล หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้าก็อาจมี PM2.5 เกินค่ามาตรฐานได้เช่นกัน ซึ่งหากไม่มีอุปกรณ์วัดค่าที่เชื่อถือได้ ผู้คนในพื้นที่ที่กล่าวมาก็มีความเสี่ยงได้รับอันตรายจากการสูดดม PM2.5 ไม่แพ้ผู้ที่ใช้ชีวิตในถนนใหญ่

คุณอิทธิชัย ภูมิศิริวิไล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท กรีนไอโอ จำกัด (GreenIO)

การพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าวจึงเริ่มต้นขึ้น และได้มอบให้กับทางกรุงเทพมหานครเมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีการติดตั้งตามจุดต่าง ๆ เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก โรงพยาบาล ฯลฯ เพื่อวัดค่าสภาพอากาศ ซึ่งการมอบอุปกรณ์ และโซลูชัน AIoT ให้กับทางกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ นั้นไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยทาง GreenIO เผยว่า ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Tech for Good ร่วมกับทางควอลคอมม์นั่นเอง

เมืองที่จะชนะฝุ่นได้ ต้องทำอะไรอีกบ้าง

ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกทม

ด้านคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เปิดเผยถึงโครงการดังกล่าวว่า สอดรับกับแนวทางของกรุงเทพมหานครที่ต้องการสร้าง Smart Enough City หรือเมืองที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมต่อการพัฒนาประสิทธิภาพและความยั่งยืนของเมือง ซึ่งนอกจากความร่วมมือกับภาคเอกชนในการติดตั้งแพลตฟอร์มตรวจจับค่าฝุ่นแล้ว ทางกรุงเทพมหานครยังได้มีอีกหลายโครงการเพื่อลดการเกิดฝุ่น PM2.5 ด้วย เช่น

  • ร่วมมือกับประเทศจีนในการติดตั้ง Super Station เพื่อตรวจวัดและติดตามฝุ่นแบบ Realtime
  • การจัดหารถอัดฟางให้เกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพฯ ยืมใช้งาน เพื่อลดการเผาไหม้ฟางจากภาคการเกษตร
  • ออกมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง โดยร่วมมือกับศูนย์บริการรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ เช่น โตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า ฯลฯ รวมถึงให้ส่วนลดเมื่อเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ส่วนลดค่าแรง – ค่าอะไหล่
  • การพูดคุยกับจังหวัดต้นลม เช่น นครนายก ฯลฯ ให้ลดการเผาจากภาคเกษตรกรรมลง โดยพบว่า ในเดือนธันวาคม 2568 มีการเผาเพียงแค่ 15 ครั้ง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มีการเผาถึง 57 ครั้ง หรือคิดเป็น 74% (ทั้งนี้ คุณชัชชาติระบุว่า หากมีการเผาฟาง ภายใน 3 วัน ฝุ่นดังกล่าวจะพัดมาถึงกรุงเทพฯ และทำให้ค่าอากาศแย่ลง)
  • การขอความร่วมมือจากประชาชนให้ WFH ในวันที่ค่าฝุ่นสูง พร้อมยกตัวอย่างวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่พบว่า กรุงเทพฯ มีค่าฝุ่นในระดับที่เป็นอันตรายมากถึง 35 เขต โดยกิจกรรมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วม 2.11 แสนคน, ภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วม 370 แห่ง และมีปริมาณรถยนต์ที่สัญจรบนท้องถนนลดลง 8.5%

นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้ง Low Emission Zone หรือเขตมลพิษต่ำ โดยจะห้ามรถบรรทุก (6 ล้อขึ้นไป) เข้าเมื่อฝุ่นสูง ยกเว้นรถที่ลงทะเบียน Green List เอาไว้ ซึ่งปัจจุบัน มีรถลงทะเบียน Green List แล้ว 57,936 คัน ส่วนรถที่ฝ่าฝืน พบว่ามีการส่งเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษแล้วถึง 498 คดี

ส่วนในกรณีที่พบค่าฝุ่นรุนแรงจริง ๆ ก็จะมีการส่งแจ้งเตือนฝุ่นผ่าน Cell Broadcast เพื่อแจ้งเตือนประชาชนต่อไป

ซึ่งจากความพยายามต่าง ๆ ที่กล่าวมา รวมถึงข้อมูลจากแพลตฟอร์มที่ช่วยในการบริหารจัดการและตัดสินใจ ดร.ชัชชาติ ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ค่าฝุ่นในเดือนมกราคม 2569 กรุงเทพฯ มีวันที่อากาศดี (สีเขียว) 3 วัน และวันที่อากาศมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน (ส้มแดง) 6 วันลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีมากถึง 12 วันถึง 50%

นอกจากนั้น ในส่วนของค่าเฉลี่ยก็พบว่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศได้ลดลงจาก 44 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในปี 2568 เป็น 36.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2569 ด้วย

จะเห็นได้ว่า จากความสำเร็จนี้ ในมุมของนักพัฒนาเมืองและนักพัฒนาด้านเทคโนโลยี สิ่งที่ทั้งสองฝั่งเห็นตรงกันก็คือ จุดเริ่มต้นควรมาจากการมองเห็นถึงความทุกข์ของผู้คน และหาโซลูชันที่เหมาะสมมาปรับใช้ เพราะสำหรับโรงเรียน หรือศูนย์เด็กเล็ก การได้รู้ค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์คือตัวช่วยที่ดีในการตัดสินใจว่า วันนี้เด็กควรออกไปวิ่งในสนามหรือไม่ ขณะที่ในอีกด้าน การได้เห็นความร่วมมือระหว่าง GreenIO, Qualcomm และกรุงเทพมหานคร ก็เป็นภาพที่สะท้อนถึงเมืองที่มีความเข้าใจ และสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ซึ่งนั่นอาจทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็น “Smart Enough City” ที่จัดการกับฝุ่นได้สำเร็จในสักวันหนึ่ง

 


แชร์ :

You may also like