
กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ถือเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย (Industries of the Future) ร่วมกับอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล และอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (Advanced Manufacturing, Sustainable and Wellness Tourism, Digital Services, and Agrifood) โดยมองว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นสาขาที่ไทยมีความได้เปรียบ และมีศักยภาพสูงในการสร้างผลิตภาพ การลงทุน และการสร้างงานที่มีคุณภาพในอนาคต
นางสาวพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล กรรมการทำหน้าที่ประธานสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) กล่าวเน้นย้ำในงาน “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” ที่ประเทศไทย ในฐานะกิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการของการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group ปี 2569 โดยระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 8.78% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์มีมูลค่า 1.34 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของอุตสาหกรรมดังกล่าวยังไม่ได้รับการลงทุนและต่อยอดอย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องปรับมุมมองจากการมองวัฒนธรรมเป็นรายจ่าย ไปสู่การลงทุนในความคิดสร้างสรรค์ในฐานะสินทรัพย์มูลค่าสูงที่สามารถขยายผลเชิงธุรกิจและเติบโตในระดับสากลได้
ทั้งนี้ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ CEA อยู่ระหว่างวางแผนจัดทำแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ปี 2571–2575 โดยกำหนดยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป้าหมายสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะธุรกิจคอนเทนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการขยายธุรกิจ การพัฒนาบุคลากรและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตลอดจนการกระจายการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ
สำหรับอุตสาหกรรมคอนเทนต์สร้างสรรค์ ถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย โดยมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) 3.82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วน 7.88% ของภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมด้วยผู้ประกอบการมากกว่า 32,000 ราย และบุคลากรทักษะสูงราว 150,000 คน ครอบคลุมธุรกิจภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และเกม ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดผลงานไทยสู่ตลาดต่างประเทศ
CEA จึงร่วมมือกับ Netflix ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคอนเทนต์ระดับโลก เพื่อเพิ่มโอกาสให้เรื่องราวและทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในเรื่องเล่าท้องถิ่นสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้




