ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เผยผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 39,490 ราย ครอบคลุม 6 ภูมิภาค พบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมคุณธรรมของคนไทยอยู่ที่ 4.63 จากคะแนนเต็ม 6 อยู่ในระดับ “พอใช้” ขณะที่กลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 25–40 ปี ได้คะแนนเฉลี่ย 4.39 ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสองช่วงวัย สะท้อนความท้าทายของวัยที่ต้องรับผิดชอบทั้งการทำงาน เศรษฐกิจ การสร้างครอบครัว และการดูแลคนต่างรุ่น ท่ามกลางโลกดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีแสดงออกของคุณธรรมในชีวิตประจำวัน พร้อมจัดเวทีเสวนาเพื่อถอดรหัส “เราจะรอดอย่างไร โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ไว้ข้างหลัง”
รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “คุณธรรม” ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงหลักคิดหรือคำสวยหรู แต่ต้องสะท้อนออกมาเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในวันที่คนต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านและต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต โดยรายงานผลการสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 สถานการณ์คุณธรรมในสังคมไทย มุ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยในแต่ละช่วงวัยมีพฤติกรรมคุณธรรมอยู่ในระดับใด และกำลังเผชิญกับบริบทอะไรที่อาจทำให้การ “ทำสิ่งที่ถูกต้อง” มีความซับซ้อนมากขึ้น
ทั้งนี้ผลสำรวจดังกล่าวพิจารณาพฤติกรรมคุณธรรมผ่าน 5 มิติ ได้แก่ พอเพียง วินัย สุจริต จิตสาธารณะ และกตัญญู โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) และแบ่งประชากรศึกษาออกเป็น 3 ช่วงวัย คือ วัยรุ่นและวัยเยาวชน อายุ 13–24 ปี วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 25–40 ปี และวัยกลางคนและวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย อายุ 41 ปีขึ้นไป ผลการสำรวจพบว่าคะแนนเฉลี่ยรวมของประเทศอยู่ที่ 4.63 จาก 6 คะแนน อยู่ในระดับ “พอใช้” ขณะที่วัย 13–24 ปีมีคะแนนเฉลี่ย 4.53 วัย 25–40 ปีอยู่ที่ 4.39 และวัย 41 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 4.79 ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระดับ “พอใช้” เช่นเดียวกัน
โดยตัวเลขของกลุ่มอายุ 25–40 ปีจึงเป็นประเด็นที่น่าจับตา เพราะเป็นช่วงวัยที่อยู่ตรงกลางของภาระหลายด้าน ทั้งการทำงาน การสร้างฐานะ การดูแลครอบครัว การเลี้ยงดูบุตร และการรับผิดชอบต่อคนต่างรุ่น ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริบทเหล่านี้ทำให้โจทย์เรื่องคุณธรรมไม่ได้อยู่เพียงที่ “รู้ว่าอะไรถูกหรือผิด” แต่รวมถึงการตัดสินใจว่าจะรักษาหลักการนั้นอย่างไรเมื่อการทำสิ่งที่ถูกต้องอาจมีต้นทุนต่อชีวิต การงาน หรือความสัมพันธ์
รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวว่า โลกดิจิทัลไม่ได้ทำให้คุณธรรมหมดความหมาย แต่กำลังเปลี่ยน “วิธีทำความดี” และทำให้เส้นแบ่งของการตัดสินใจซับซ้อนขึ้น ผู้คนต้องอยู่ท่ามกลางข้อมูลจำนวนมาก อัลกอริทึม โซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทในการสื่อสาร การทำงาน และการใช้ชีวิต คุณธรรมจึงต้องถูกแปลงจากหลักการไปสู่พฤติกรรมที่เห็นได้จริง เช่น การรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่ การเคารพผู้อื่น การรู้เท่าทันเทคโนโลยี การไม่เอาเปรียบ และการตัดสินใจโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนอื่น
ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของเวทีวิชาการประจำปี 2569 “THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด” ของศูนย์คุณธรรม ซึ่งชวนตั้งคำถามว่า “เราจะเอาตัวรอด โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร?” ผ่านมุมมองของแรงกดดัน 3 ระดับ ทั้งโลก ธรรมชาติ และความสัมพันธ์ เพื่อขยายคำถามจากระดับพฤติกรรมของบุคคลไปสู่เงื่อนไขทางสังคมที่กำหนดว่า ผู้คนจะสามารถรักษาคุณธรรมไว้ได้มากน้อยเพียงใดเมื่ออยู่ในภาวะที่ต้องเอาตัวรอด
รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กล่าวว่า โจทย์ใหญ่วันนี้ไม่ใช่สอนเด็ก แต่ต้องเริ่มเปลี่ยนที่ “ผู้ใหญ่” โดยเฉพาะวัยผู้ใหญ่ตอนต้น 25–40 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่กำลังทำงาน สร้าง GDP ให้ประเทศ พร้อมรับผิดชอบทั้งพ่อแม่และลูก เมื่อพฤติกรรมของผู้ใหญ่มีผลต่อการเรียนรู้และการเติบโตของคนรุ่นใหม่ การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเริ่มจากผู้ใหญ่ก่อน เพื่อไม่ให้แรงกดดันจากเศรษฐกิจ สังคม และความคาดหวังถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป
ในระดับพฤติกรรม เสนอให้รักษาจุดแข็งด้านความกตัญญูของสังคมไทยไว้ พร้อมส่งเสริมความพอเพียงและความสุจริต และเพิ่มวินัยและความรับผิดชอบในกลุ่มวัยพ่อแม่ โดยมองการส่งเสริมคุณธรรมให้เชื่อมโยงกับบริบทชีวิตจริง ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน
พร้อมกันนี้ การสร้างคุณธรรมในยุคใหม่ต้องเปลี่ยนจากการ “สอนให้เป็นคนดี” ไปสู่การสร้างเงื่อนไขที่ทำให้คนสามารถประพฤติดีได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการเสริมทักษะรู้เท่าทันสื่อและ AI เพื่อให้ผู้คนรับมือกับข้อมูล เทคโนโลยี และรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไป โดยยังรักษาความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และการคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่นไว้ได้ แนวทางดังกล่าวจึงมุ่งสู่การสร้าง “ระบบนิเวศคุณธรรม” ที่ทำให้การทำความดีเกิดขึ้นได้จริง แม้ต้องเผชิญแรงกดดันของโลกยุคใหม่
อีกด้านหนึ่ง ศูนย์คุณธรรมเสนอให้เสริมพลัง “ชุมชน” ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของสังคมไทย ผ่านการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่และเครื่องมืออย่างธรรมนูญชุมชน ธนาคารความดี และกองทุนหมู่บ้าน ควบคู่กับการทำงานร่วมกันของครอบครัว โรงเรียน และสังคม เพื่อให้การส่งเสริมคุณธรรมตอบโจทย์ปัญหาในแต่ละพื้นที่และไม่หยุดอยู่ที่คำสอน แต่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและการอยู่ร่วมกันของผู้คน
โดยภายในงานมีการเสวนา SESSION: SURVIVE THE CLIMATE ในงานที่พูดถึงผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความไม่เท่าเทียมในการรับภาระจากการเปลี่ยนแปลง โดยมี สฤณี อาชวานันทกุล และ ชณัฐ วุฒิวิกัยการ หรือ KongGreenGreen ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความเป็นธรรมและความรับผิดชอบร่วมกัน และ SESSION: SURVIVE TOGETHER จะชวนสำรวจคุณธรรมในความสัมพันธ์ เมื่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโซเชียลมีเดียทำให้ผู้คนในครอบครัวและสังคมมีประสบการณ์ชีวิตและมุมมองต่อคำว่า “ถูกต้อง” แตกต่างกันมากขึ้น โดยมี ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโฮสต์รายการ Open Relationship ร่วมกับ ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พิธีกร คุณพ่อลูก 4 และผู้ก่อตั้งเพจ Around the Learn ขณะที่ SESSION: SURVIVE THE WORLD จะขยายภาพไปสู่แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ผ่านมุมมองของ ธนา เธียรอัจฉริยะ นักบริหารและนักคิด และ รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์






