“สวนสยาม” (Siam Amazing Park) หรือที่คนกรุงเทพและพื้นที่ใกล้เคียงคุ้นชินกับภาพของ “ทะเลกรุงเทพ” มากว่า 46 ปี กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญอีกระลอก เมื่อมวลน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่สวนสนุกและสวนน้ำระดับตำนานเกือบ 100% ส่งผลให้เครื่องเล่นและระบบปฏิบัติการอิเล็กทรอนิกส์สำคัญจมอยู่ใต้น้ำ ความเสียหายในเบื้องต้นประเมินไว้ไม่ต่ำกว่าหลัก 100 ล้านบาท และจำเป็นให้บริการชั่วคราวเพื่อฟื้นฟูนานถึง 6 เดือน ซึ่งตรงกับช่วงเริ่มต้นฤดูกาลท่องเที่ยว (Festive Season) ในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงเวลาสร้างรายได้สำคัญของปี
ท่ามกลางวิกฤตที่ถาโถม “คุณนพกาญจน์ เหลืองอมรเลิศ” รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทสยามพาร์คซิตี้ ทายาทผู้รับไม้ต่อในการบริหารสวนสยามจาก เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุด แผนบริหารจัดการทางการเงิน การประสานงานขอสินเชื่อสถาบันการเงินเพื่อฟื้นฟูกิจการ ตลอดจนพลังใจสำคัญจากครอบครัวและพนักงานกว่า 500 ชีวิต พร้อมส่งสัญญาณยืนยันถึงความพร้อมในการกลับมาเปิดให้บริการอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้งในเทศกาลสงกรานต์ปีหน้า
สำรวจความเสียหาย “ท่วมเกือบ 100%” กระทบหัวใจหลักเครื่องเล่นนำเข้าจากยุโรป
คุณนพกาญจน์ เล่าถึงสถานการณ์ในพื้นที่ว่า ขณะนี้น้ำได้เข้าท่วมพื้นที่เกือบ 100% ของสวนสยาม เหลือเพียงพื้นที่ส่วนยกสูงเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในโซนสวนน้ำและทะเลกรุงเทพที่ระดับน้ำท่วมขังเชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว ขณะที่เครื่องเล่นต่างๆ ล้วนมีน้ำเข้าท่วมขังทั่วบริเวณ
จุดที่น่าวิตกและได้รับความเสียหายหนักที่สุด คือกลุ่มอุปกรณ์ระบบควบคุมและระบบวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งปั๊มน้ำ มอเตอร์ขนาดใหญ่ และตู้ควบคุมไฟฟ้าต่างๆ ที่จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งเครื่องเล่นหลักของสวนสยามส่วนใหญ่เป็นเครื่องเล่นมาตรฐานระดับโลกที่นำเข้าจากทวีปยุโรป การซ่อมบำรุงจึงมีความซับซ้อนและมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาอย่างมาก
“เนื่องจากอุปกรณ์และอะไหล่ต่างๆ ต้องสั่งซื้อตรงจากผู้ผลิตในยุโรป ทำให้ต้องใช้เวลาตั้งแต่การสั่งซื้อ การรอคิวผลิตจากโรงงาน การจัดส่งข้ามประเทศ การติดตั้ง ไปจนถึงการทดสอบระบบ (Test System) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด คาดการณ์ว่าเครื่องเล่นบางตัวอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมและฟื้นฟูนานหลายเดือน”
อย่างไรก็ดี เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นได้เพียง 3-4 วัน และระดับน้ำยังไม่ลดลง จึงยังไม่สามารถเข้าตรวจสอบทางเทคนิคเชิงลึกเพื่อประเมินความเสียหายอย่างเป็นทางการได้ชัดเจน แต่จากสภาพการณ์ที่ปรากฏในเบื้องต้น ประเมินว่ามูลค่าความเสียหายจะไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทอย่างแน่นอน
ชะงักช่วง “Festive Season” กระทบทราฟฟิกลูกค้าวันละหมื่นคน
อย่างไรก็ดีก่อนหน้าที่จะเกิดสถานการณ์น้ำท่วม ภาพของ “สวนสยาม” กำลังเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งนักท่องเที่ยว เด็กๆที่เข้ามาช่วงปิดเทอม ตลอดจนการจัดกิจกรรม CLICK at Siam Amazing Park กิจกรรมสุดชิคที่จะพาคุณก้าวเข้าสู่โลกของมิวสิควีดีโอ CLICK Jisoo พร้อมเที่ยวสวนน้ำสวนสนุกไม่อั้นตลอดทั้งวัน ที่จัดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์ก่อนจะชะงักลงในที่สุด
โดยผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากช่วงเดือนตุลาคมเป็นช่วงรอยต่อเข้าสู่ Festive Season ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น ซึ่งโดยปกติทราฟฟิก (Traffic) ของสวนสยามช่วง Festive หรือ High Season ตั้งแต่ตุลาคมเป็นต้นไป จะอยู่ที่ วันธรรมดา มีผู้เข้าใช้บริการเฉลี่ย 2,000 – 3,000 คนต่อวัน ,วันเสาร์ – อาทิตย์: ทะยานขึ้นสู่ระดับ 5,000 – 6,000 คนขึ้นไปต่อวัน วันหยุดนักขัตฤกษ์: ปริมาณทราฟฟิกพุ่งสูงแตะระดับ 10,000 คนต่อวัน โดยมีสัดส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 15 – 20% ขณะที่ช่วงนอกฤดูกาล (Low Season) วันธรรมดาอยู่ที่ราว 1,000 – 2,000 คนต่อวันและ วันเสาร์ – อาทิตย์: เฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 – 4,000 คนต่อวัน
กางแผนฟื้นฟู 6 เดือน เตรียมกู้แบงก์ 100-300 ล้าน พลิกวิกฤติสู่การรีโนเวตครั้งใหญ่
คุณนพกาญจน์ ยังบอกอีกว่า สำหรับแนวทางการกอบกู้กิจการ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่องทางการเงิน โดยมีแผนยื่นขอกู้เงินเพิ่มจากสถาบันการเงิน เนื่องจากความเสียหายในครั้งนี้จัดอยู่ในระดับหลักร้อยล้านบาทอย่างแน่นอน โดยกรอบวงเงินความเสียหายและงบประมาณที่อาจต้องใช้ฟื้นฟูอาจอยู่ที่ประมาณ 100 ถึง 300 ล้านบาท ซึ่งขั้นตอนการพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์จะต้องใช้เวลาดำเนินการหลายเดือนเช่นกัน
จากข้อจำกัดทั้งด้านกระบวนการทางการเงิน การสั่งนำเข้าอะไหล่เครื่องเล่น และการปรับปรุงระบบความปลอดภัย สวนสยามจึงประมาณการเบื้องต้นว่าจะต้องปิดให้บริการเป็นระยะเวลาราว 6 เดือน แต่หากสำรวจหลังน้ำลดแล้วพบความเสียหายที่ซ่อนอยู่มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็อาจจำเป็นต้องขยายระยะเวลาออกไปอีก
อย่างไรก็ตาม คุณนพกาญจน์ มองว่าช่วงเวลาหยุดชะงักนี้คือโอกาสในการยกระดับมาตรฐานสวนสยามครั้งใหญ่ โดยจะใช้วิกฤตินี้ดำเนินแผน “รีโนเวตใหม่” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค พร้อมกิจกรรมและบริการใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าในอนาคต
“เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นได้ 3-4 วัน ภาพความเสียหายเบื้องลึกอาจจะยังไม่ชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้างทั้งหมด แต่เมื่อถึงเวลาที่เราลงมือทำ เราตั้งเป้าว่าจะต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน และเมื่อวันนั้นมาถึง สวนสยามจะต้องกลับมาอย่างสง่างามกว่าเดิม พร้อมส่งมอบบริการที่สมบูรณ์แบบ 100% เต็ม”
กำลังใจเบื้องหลัง “ครอบครัวเคียงข้าง” คุณพ่อวัย 90 ปี และพนักงาน 500 ชีวิต
เบื้องหลังการเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ คุณนพกาญจน์ บอกว่า คุณพ่อ ( ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ) ผู้ก่อตั้ง คือพลังใจจากคนในครอบครัว โดยเจ้าตัวเผยความรู้สึกในฐานะทายาทธุรกิจที่กำลังร่วมฝ่าวิกฤติว่า แรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดมาจากคนใกล้ชิดและลูกๆ ทุกคนที่ยืนหยัดสู้เคียงข้างกัน
“สวนสยามไม่ใช่แค่ชีวิตของคุณพ่อเพียงลำพัง หากแต่คือชีวิตของลูกๆ ทุกคนด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องสู้ และสัญญาว่าจะทำให้ดีกว่าเดิม”
นอกจากครอบครัวแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือความผูกพันขององค์กรที่มีต่อพนักงานกว่า 500 ชีวิต ซึ่งหากนับรวมสมาชิกในครอบครัวของพนักงานแล้ว มีผู้ที่อยู่ในความดูแลและได้รับผลกระทบทางอ้อมอีกหลายพันคน แม้ว่าในเวลานี้พนักงานเองจะประสบกับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาตินี้ด้วยเช่นกัน แต่ทุกคนต่างส่งมอบกำลังใจให้แก่ทีมผู้บริหาร ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เช่น รองปลัดกรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตคันนายาว ที่ได้ลงพื้นที่เข้ามาตรวจสอบความเสียหาย รวมถึงองค์กรพันธมิตรและชุมชนโดยรอบที่เริ่มหยิบยื่นความช่วยเหลือเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสวนสยาม ทั้งในมิติการฟื้นฟูเครื่องจักรวิศวกรรม การบริหารสภาพคล่องทางการเงินหลักร้อยล้าน และการบริหารจัดการบุคลากร ทว่าแรงผลักดันจากครอบครัว “เหลืองอมรเลิศ” คือกำลังใจชิ้นสำคัญที่จะผลักดันการกลับมาให้ “ดีขึ้นและสง่างามกว่าเดิม” ตามสัญญาที่ให้ไว้กับทุกคน








