
กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมพลังความร่วมมือนี้ ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ Food Surplus & Food Waste, Reduce Plastic & Packaging, Sort Waste Right และ Turn Waste into Value เพื่อให้แต่ละธุรกิจและผู้มีส่วนร่วมในอีโคซิสเต็มร่วมขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร สนับสนุนการหมุนเวียนทรัพยากรในระยะยาว และเดินหน้าสู่ Zero Waste to Landfill ด้วยพลังของทุกภาคส่วน
4 แนวทางการทำงานที่สำคัญภายใต้ CENTRAL GROUP ZERO WASTE

กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการจัดการอาหารตั้งแต่ต้นทาง ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ Prevention การป้องกันการเกิดขยะอาหาร, Recovery การส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ และ Conversion การนำขยะอาหารที่ไม่สามารถบริโภคต่อกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เพื่อให้การจัดการครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดขยะไปจนถึงการนำกลับมาใช้ประโยชน์
Prevention : ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ท็อปส์ (Tops) นำระบบ AI-powered Smart Way มาใช้ตรวจสอบสินค้าที่ใกล้หมดอายุ ช่วยให้การบริหารสินค้าและการวางแผนสั่งซื้อมีความแม่นยำมากขึ้น ขณะที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CHR) ใช้การวางแผนบุฟเฟต์ตามจำนวนผู้เข้าพัก และระบบบริหารสินค้าคงคลัง FIFO และ FEFO เพื่อลดสินค้าค้างสต็อกและการสูญเสีย รวมถึงโครงการ “NO Bin Day” ในห้องอาหารพนักงาน ซึ่งออกแบบกระบวนการตั้งแต่การเตรียมอาหารจนถึงการรับประทาน จนสามารถบันทึกปริมาณขยะอาหารเป็นศูนย์ในวันที่จัดกิจกรรม และปัจจุบันมีโรงแรมในเครือ 16 แห่งนำแนวทางไปปรับใช้
Recovery : ส่งต่ออาหารที่ยังรับประทานได้ ท็อปส์ (Tops) เดินหน้าโครงการ “Food For Good Deed อาหารปันสุข” ร่วมกับ SOS Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยตลอดระยะเวลาความร่วมมือสามารถส่งต่ออาหารส่วนเกินแล้วกว่า 2.1 ล้านกิโลกรัม หรือมากกว่า 9 ล้านมื้ออาหาร พร้อมชวนลูกค้ามีส่วนร่วมผ่าน “Food Hero, Taste not Waste” นำสินค้าที่ใกล้หมดอายุแต่ยังมีคุณภาพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ 30–50% ขณะที่ โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) ร่วมกับ SOS, VV Share และเครือข่ายในพื้นที่ ส่งมอบอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้กว่า 80 ตัน หรือประมาณ 334,000 มื้ออาหาร ด้าน เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป เดินหน้าโครงการ CRG Surplus Food โดย Mister Donut ร่วมกับ SOS Thailand และ VV Share ส่งต่อโดนัทส่วนเกินให้แก่ชุมชนและกลุ่มผู้ขาดแคลนอาหาร ในปี 2568 สามารถส่งต่อโดนัทได้ 796,549 ชิ้น หรือประมาณ 223,034 มื้อ และลดขยะอาหารก่อนเข้าสู่หลุมฝังกลบได้กว่า 53,103 กิโลกรัม ส่วน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CHR) ในปี 2568 สามารถบริจาคอาหารส่วนเกินได้ 27,626.16 กิโลกรัม หรือประมาณ 116,030 มื้ออาหาร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 69.89 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
Conversion : นำขยะอาหารกลับมาใช้ประโยชน์ สำหรับอาหารที่ไม่สามารถบริโภคต่อได้ กลุ่มเซ็นทรัลนำเข้าสู่กระบวนการจัดการที่เหมาะสม เช่น การนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ย หรือพลังงาน เพื่อให้ขยะอาหารเหลือทิ้งมีปลายทางที่สามารถสร้างประโยชน์ต่อ และลดปริมาณที่ต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัดและการฝังกลบ
สำหรับพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ การลดขยะไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้ให้น้อยลง แต่รวมถึงการตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่า วัสดุที่เลือกใช้จำเป็นแค่ไหน และเมื่อหมดอายุการใช้งานแล้วจะไปต่ออย่างไร
ไทวัสดุ (Thai Watsadu) ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา “ตาข่ายคลุมพาเลท” เพื่อทดแทนฟิล์มพลาสติกในการขนส่ง สามารถลดการใช้ฟิล์มได้กว่า 12 ตันต่อปี พร้อมพัฒนา “Extra Roll Cage” สำหรับสินค้าที่มีความยาวพิเศษ ช่วยลดการใช้ฟิล์ม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งได้ประมาณ 20.4 ล้านบาทต่อปี
เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) เปลี่ยนวัสดุในการผลิตสื่อจาก PP Board มาเป็น Honeycomb Paper ซึ่งมีน้ำหนักเบาและสามารถรีไซเคิลได้ ช่วยลดการใช้ PP Board ได้รวม 410 ตารางเมตร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1.16 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
บีทูเอส (B2S) ปรับเปลี่ยนวัสดุในสื่อประชาสัมพันธ์ Standee, POP และ Store Display ทั่วประเทศ โดยเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ลดขยะพลาสติกได้กว่า 2 ตัน และลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 20,000 ใบ
ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล (CDS) เดินหน้าแนวทาง Say No to Plastic Bags งดแจกถุงพลาสติกในทุกสาขา พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นในการจัดส่งสินค้า ใช้ภาชนะหมุนเวียนสำหรับผัก ผลไม้ และเบเกอรี รวมถึงเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือก เช่น กระดาษที่ได้รับการรับรอง วัสดุ Bio-based และชานอ้อย ตลอดจนผลิตภัณฑ์แบบแกลลอนใหญ่สำหรับเติมลงในขวดรีฟิลในห้องพัก
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) นำร่องระบบติดตามการคัดแยกขยะรายร้านค้าในเซ็นทรัล กระบี่ เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส โดยใช้ QR Code ประจำร้านในการบันทึกข้อมูลทุกครั้งที่นำขยะมาทิ้ง พร้อมชั่งน้ำหนักและให้คำแนะนำในการคัดแยก โดยแบ่งเป็น Food Waste, Recyclable Waste และขยะทั่วไปหรือ RDF ผลจากโครงการนำร่องที่เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ พบว่าปริมาณการคัดแยก Food Waste เพิ่มขึ้น 83% และขยะรีไซเคิลในส่วน Plaza เพิ่มขึ้นถึง 280% เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มโครงการ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานด้านการคัดแยกและบริหารจัดการขยะในอาคารสำนักงานภายใต้การบริหารของบริษัท รวมไปถึงการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ขยะแต่ละประเภทได้รับการส่งต่อไปยังปลายทางที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (RBS) ยกระดับระบบจัดการขยะตั้งแต่การจัดวางถัง ห้องขยะ การคัดแยก การชั่งน้ำหนัก ไปจนถึงการบันทึกและติดตามข้อมูล พร้อมอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การจัดการขยะมีมาตรฐานเดียวกัน
บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) มีระบบคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ชั่งน้ำหนักและบันทึกข้อมูลขยะแต่ละประเภทก่อนส่งเข้าสู่พื้นที่จัดเก็บ โดยในปี 2568 ปริมาณขยะที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบอยู่ที่ 2.39 กิโลกรัมต่อห้องพักที่มีการใช้งาน ลดลงจากปีฐาน 22.90%
ปลายทางของวัสดุไม่ได้มีเพียง “หลุมฝังกลบ” หากมีการออกแบบระบบที่เหมาะสม ของเหลือใช้สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ใหม่ พลังงาน หรือกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนได้อีกครั้ง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) ซึ่งรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วจากการประกอบอาหารในสาขา ส่งต่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน โดยในปี 2568 รวบรวมน้ำมันครัวใช้แล้วได้ 1,081.82 ตัน และในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 อีก 546 ตัน
บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วในปี 2568 ได้ 66.70 ตัน เพื่อนำไปผลิตไบโอดีเซล และในครึ่งปีแรกของปี 2569 อีก 28.64 ตัน
โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) คัดแยกกล่องกระดาษและพลาสติกพันพาเลทจากการดำเนินงาน ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 สามารถส่งวัสดุรีไซเคิลได้แล้วกว่า 140 ตัน
สำหรับ E-Waste เพาเวอร์บาย (Power Buy) เดินหน้าโครงการ “เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคนำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่ามาส่งต่อเข้าสู่กระบวนการคัดแยกชิ้นส่วน รีไซเคิล และ Zero Landfill ที่เหมาะสม พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ามีส่วนร่วมผ่านสิทธิประโยชน์ในการซื้อสินค้าใหม่
ขณะที่ขวด PET จากงาน Supersports 10 Mile Run 2026 ถูกคัดแยกและส่งต่อผ่านโครงการ “Empty Bottles, No Waste” ของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อนำไปผลิตเป็นผ้าห่มสำหรับผู้ประสบภัย พร้อมสนับสนุนการจ้างงานและวิสาหกิจชุมชน และไม่ได้มีเพียงขวด PET ที่เดินทางต่อได้ รองเท้ากีฬาที่ไม่ได้ใช้แล้วก็เช่นกัน โดยโครงการ “May Move Up 2025” ของ Supersports สามารถรวบรวมและส่งต่อรองเท้ากีฬา 4,400 คู่ ช่วยลดขยะรองเท้าประมาณ 5,115 กิโลกรัม พร้อมเพิ่มโอกาสการเข้าถึงกีฬาให้แก่เด็กและเยาวชนที่ขาดแคลน
อีกหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือใช้ให้กลับมามีคุณค่า คือ “Pretty Ugly Bag” ของ Tops ที่นำป้ายไวนิลโฆษณาของ Tops Daily ซึ่งหมดอายุการใช้งานแล้วมา Upcycle เป็นกระเป๋าช้อปปิ้งใบใหม่ ภายใต้แนวคิด “Ugly Bag, Pretty World”
การทำให้ทรัพยากรเดินทางต่อได้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการหลังบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคน กลุ่มเซ็นทรัลจึงเดินหน้าสร้างความเข้าใจผ่านการอบรมพนักงาน การทำงานร่วมกับผู้เช่า การสื่อสารกับลูกค้า ตลอดจนการสร้างพื้นที่เรียนรู้ด้าน Zero Waste เพื่อให้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน
ท้ายที่สุดแล้ว Zero Waste อาจไม่ได้หมายถึงวันที่โลกไม่มี “ขยะ” เหลืออยู่เลย แต่หมายถึงวันที่เราสามารถทำให้ทรัพยากรแต่ละชิ้น เดินทางต่อไปได้ไกลที่สุดก่อนจะกลายเป็นของที่ต้องกำจัด เพราะการเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ตั้งแต่การเลือกไม่รับถุง การแยกขยะให้ถูกถัง การนำอาหารที่ยังมีคุณค่าไปส่งต่อ ไปจนถึงการออกแบบการดำเนินงานของธุรกิจให้ทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์อีกครั้ง
กลุ่มเซ็นทรัลจึงมอง Zero Waste ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ขยะ” แต่คือเรื่องของ “ทรัพยากร” และเมื่อทุกคนในอีโคซิสเต็มเข้ามามีส่วนร่วม ทุกคนก็สามารถเป็นฮีโร่ที่ช่วยต่อเส้นทางของทรัพยากรให้เดินทางไปได้อีกไกล
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ centralgroup.com/zero-waste




