HomeBrand Move !!TACC น้ำกดเจ้าดังในเซเว่นฯ ควัก 45 ล. ถือหุ้น 30% “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” สยายปีกแบรนด์ชาไทย

TACC น้ำกดเจ้าดังในเซเว่นฯ ควัก 45 ล. ถือหุ้น 30% “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” สยายปีกแบรนด์ชาไทย

แชร์ :

หากพูดถึงอีกหนึ่งเมนูเครื่องดื่มยอดฮิตในไทยยุคนี้คงหนีไม่พ้น “ชาไทย” (Thai Tea) ที่ยกระดับจากเครื่องดื่มพื้นบ้านสู่การเป็น Soft Power ระดับสากล และหนึ่งในแบรนด์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการมากที่สุดคือ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน”  ของ “คุณวิว-พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ” ผู้ก่อตั้งที่เปลี่ยนความชอบส่วนตัวให้กลายเป็นธุรกิจคิวยาวเหยียด

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

ล่าสุดก้าวสำคัญของแบรนด์ได้มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่เบื้องหลังตู้กดเครื่องดื่มใน 7-Eleven อย่าง TACC หรือ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ประกาศเข้าซื้อหุ้น 30% มูลค่า 45 ล้านบาท ใน บริษัท เบทเทอร์บีม จำกัด เจ้าของแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” สู่การผสานความร่วมมือครั้งสำคัญที่น่าจับตา ระหว่าง “แบรนด์ดิ้งที่แข็งแกร่ง” กับ “ระบบหลังบ้านที่ทรงพลัง”

เปิด Key Success  เข้าใจอินไซต์ลูกค้า” สู่ความสำเร็จยอดขาย 1 ล้านแก้ว/ปี 

คุณพันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เผยถึงคีย์ซัคเซสที่ทำให้แบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดในเวลาอันรวดเร็ว คือการ “รู้ใจกลุ่มลูกค้าตัวเอง”  ความสำเร็จของ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มาจากชื่อเสียงของเจ้าของเพียงอย่างเดียว แต่ Key Success Factor สำคัญคือการเข้าใจอินไซต์ของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง 

 

 

หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขายแค่ชาเย็น แต่คือการเข้าใจว่าลูกค้ามองหาสินค้าแบบไหนและต้องการประสบการณ์การบริโภคอย่างไร แบรนด์จึงเน้นการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ (Modern Lifestyle) จนปัจจุบันสามารถขยายสาขาในกรุงเทพฯ ได้ถึง 27 แห่ง และยังได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น โดยมีแผนจะเปิด Flagship Store เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น เบื้องต้นขณะนี้กำลังมองหาทำเลที่เหมาะสม

ไม่เพียงแต่ชาไทย แต่ความสำเร็จดังกล่าวยังต่อยอดมาอีกหนึ่งแบรนด์ใหม่ “ฉันจะกินชาเขียวทุกวัน” ในรูปแบบ Pop-up Store  ที่ศูนย์การค้าโดยเริ่มจากพารากอน ,เซ็นทรัล ลาดพร้าว และแฟชั่นไอส์แลนด์ มีเป้าหมายเพื่อศึกษาตลาดทดสอบความต้องการของลูกค้าก่อนจะวางแผนขยายสาขาอย่างจริงจังในอนาคต

 

 

 

 

คุณพันธ์ทิพย์ ดีเจริญ

คุณพันธ์ทิพย์ ดีเจริญ

 

“การใช้คำว่า “ฉันจะกิน…ทุกวัน” ในการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ๆ คือการสร้างภาพจำที่ทำให้แบรนด์ดูมีชีวิต และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของผู้คน และเป็น Magnet สำคัญที่ดึงดูดความสนใจจากทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เพียงแค่เดินผ่านก็สนใจทันที”

 

แม้ปัจจุบันมียอดขายเฉลี่ย 1 ล้านแก้วต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา และสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทว่าท่ามกลางการแข่งขันของตลาดเครื่องดื่มเมืองไทย โดยเฉพาะตลาดชาไทยที่เข้มข้นมากขึ้น ตลอดจนราคาต้นทุนวัตถุดิบและ Packaging สูงขึ้น (ราวประมาณ 10%) จากปัจจัยภายนอกและเศรษฐกิจโลก ทำให้แบรนด์ต้องมองหากลยุทธ์ทางการตลาดรูปแบบใหม่

“จากปัญหาราคาต้นทุนยอมรับว่ามีแผนอาจจะต้องปรับราคาขึ้นในปลายปีนี้หรือปีหน้า (2570) เพราะแบกรับต้นทุนมานาน แต่พยายามจะตรึงไว้ให้ได้นานที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบลูกค้า”

นำไปสู่การจับมือกับ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC ที่เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ในบริษัท 30% มูลค่า 45 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อต่อยอผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเสริมแกร่งระบบหลังบ้านให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น 

ขณะเดียวกันการทำแค่ Retail  อย่างเดียวไม่พอที่จะสร้างความแข็งแรงให้ธุรกิจในระยะยาว เราต้องการขยายไปสู่กลุ่ม B2B และพัฒนาสินค้าที่หลากหลายขึ้น เพื่อให้แบรนด์ไปหาลูกค้าได้ทุกที่ โดยจากนี้ไปจะเน้นการเพิ่ม Productivity และ Cost Efficiency โดยมี TACC เข้ามาช่วยวางระบบหลังบ้านให้เป็นมาตรฐานสากล

 

TACC ควัก 45 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 30% ต่อยอดความเชี่ยวชาญชา-กาแฟ เจาะ B2C

ด้านคุณไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC เปิดเผยว่า TACC ได้เข้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด (Betterbeam Food) เจ้าของแบรนด์ชาไทยยอดนิยม “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ในสัดส่วนการถือหุ้น 30%  รวมมูลค่า 45 ล้านบาท เพื่อสร้างความร่วมมือในการยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย โดยเฉพาะกลุ่มชาไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ แบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภครุ่นใหม่ ขณะที่ TACC เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชา กาแฟ และเครื่องดื่ม ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์คาเฟ่ และร้านสะดวกซื้อชั้นนำ การผนึกกำลังครั้งนี้ จึงเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย และส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้บริโภค

สำหรับการลงทุนครั้งนี้ ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญหลักของ TACC ในธุรกิจเครื่องดื่ม โดยเฉพาะกลุ่มชา กาแฟ ขยายจากการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ (B2B) สู่การสร้างการเติบโตผ่านแบรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (B2C) พร้อมเพิ่มโอกาสการเติบโตผ่านช่องทางใหม่ๆ

 

เสริมแกร่งจาก Retail สู่ Mass Market และ B2B

ในขณะที่ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” เก่งเรื่องการสร้างภาพลักษณ์และการเข้าถึงกลุ่ม Retail (หน้าร้าน) แต่การจะสเกลธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับประเทศหรือระดับสากล จำเป็นต้องมี “หลังบ้าน” ที่แข็งแกร่ง นี่คือจุดที่ TACC เข้ามาเติมเต็ม ความร่วมมือครั้งนี้จึงเปิดเป็นการต่อยอดแบรนด์ใน 3 มิติหลักได้แก่

  • R&D และความหลากหลาย: TACC คือตัวจริงเรื่องการพัฒนาเครื่องดื่ม (R&D) ปัจจุบัน TACC คือผู้ผลิตชาที่ส่งให้ 7-Eleven กว่า 100 ล้านแก้วต่อปี ความเชี่ยวชาญนี้จะถูกนำมาใช้พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้กับ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเมนูเครื่องดื่มที่หลากหลายขึ้น หรือการพัฒนาสินค้าในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น (Convenience Product)
  • Supply Chain ที่ไร้รอยต่อ: ความท้าทายของธุรกิจเครื่องดื่มคือ “ต้นทุน” และ “มาตรฐาน” การจับมือกับ TACC จะทำให้แบรนด์สามารถใช้ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งในการควบคุมคุณภาพและต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้การขยายสาขาเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีมาตรฐานเดียวกันทุกแก้ว
  • การขยายช่องทางจำหน่าย: เป้าหมายหลักของการร่วมทุนครั้งนี้คือ “การเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น” จากเดิมที่หาซื้อได้แค่ที่หน้าร้าน หลังจากนี้เราอาจจะได้เห็นสินค้าของ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ในรูปแบบที่วางขายในโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายที่ว่า “ลูกค้าสามารถหาซื้อสินค้าที่ไหนก็ได้”

แม้ปัจจุบันการจับมือดังกล่าวจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ “คุณวิว-พันธ์ทิพย์” บอกว่า ความชัดเจนในการร่วมมือจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆออกมาอย่างแน่นอน โดยจะได้เห็นภายในไตรมาส 1 ของปี 2570


แชร์ :