ในยุคที่มาสคอตและคาแรคเตอร์กลายเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองชิ้นของการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก นับตั้งแต่กระแส “น้องหมีเนย” (Butterbear) กับปรากฏการณ์ห้างแตก และ “อาร์ตทอย” กลายเป็นของสะสมล้ำค่า กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมคาแรคเตอร์ไทยให้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง จนไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นเพียงตัวการ์ตูนบนสินค้าอีกต่อไป หากแต่คือเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ
ข้อมูล จากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของ GDP โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม “อุตสาหกรรมคาแรคเตอร์ไทย” ที่มีมูลค่ากว่า 7,232 ล้านบาท และสิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคืออัตราการเติบโตที่สูงถึง 196% ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่า “Character Economy” กำลังเข้าสู่ยุคทองอย่างแท้จริง

คุณพิมพ์พิชา อุตสาหจิต
Repositioning เมื่อคาแรคเตอร์ไม่ใช่แค่ ‘ตัวมาสคอต’ แต่คือ ‘Pop Star’
อย่างไรก็ดีท่ามกลางการเติบโตนี้ “วิธิตากรุ๊ป” (Vithita Group) ยักษ์ใหญ่ในวงการแอนิเมชันและผู้สร้างสรรค์คาแรคเตอร์ระดับตำนานอย่าง “ขายหัวเราะ” ได้ประกาศยกระดับงาน Character Fest จากเดิมที่เป็นงานอีเวนต์รวมตัวคาแรคเตอร์ ให้กลายเป็น “Pop Culture Festival” ของประเทศไทยอย่างเต็มตัว
คุณพิมพ์พิชา อุตสาหจิต กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท วิธิตา กรุ๊ป กล่าวว่า วันนี้อุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ไม่ได้แข่งขันกันที่การขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันที่ การสร้างเรื่องราว การสร้างแฟนด้อม และการทำให้คาแรกเตอร์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน เพราะสิ่งเหล่านี้ คือรากฐานของการต่อยอด ไปสู่ธุรกิจ Licensing, Merchandise, Collaboration และประสบการณ์รูปแบบใหม่ ๆ
“สิ่งที่เราเห็นในหลายประเทศ คือเทศกาล Pop Culture ไม่ได้เป็นเพียงงานสำหรับแฟนคลับ แต่เป็นเวทีที่ทำให้ผู้สร้าง เจ้าของ IP แบรนด์ นักลงทุน และผู้บริโภค ได้มาพบกันเกิดการแลกเปลี่ยนไอเดีย เกิดความร่วมมือ และเปิดโอกาส ทางธุรกิจใหม่ ๆ เราเชื่อว่าประเทศไทยก็มีศักยภาพ ไม่แพ้กัน เพียงแต่ยังขาดพื้นที่กลางที่เชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน”
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ (Licensing) ทั่วโลกมีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่ม Character และ Entertainment ยังคงเป็นหนึ่งในหมวดธุรกิจที่มีสัดส่วนสูงที่สุด ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็มีผู้สร้าง Character IP รุ่นใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักวาดอิสระ สตูดิโอสร้างสรรค์ ไปจนถึงครีเอเตอร์ที่สามารถต่อยอดผลงาน ของตัวเองสู่การร่วมงานกับแบรนด์ การผลิตสินค้า และการสร้างคอมมูนิตี้ของแฟนคลับ สะท้อนให้เห็นว่าคาแรกเตอร์ กำลังเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญ ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย
“Character Fest Thailand 2026” เวทีเดบิวต์ POP Stars คาแรกเตอร์ไทย
แนวโน้มดังกล่าวเป็นที่มาของการจัดงาน “Character Fest Thailand 2026” บนพื้นที่กว่า 1,000 ตร.ม. ซึ่งเป็นการยกระดับการจัดงาน ที่มาพร้อมกับธีม “Pop Star Party” ที่ไม่ได้แค่ความสนุกสนาน แต่คือการ Repositioning ครั้งสำคัญ ด้วยการรวบรวมเอาเหล่า Pop Stars คาแรกเตอร์ไทย และคาแรกเตอร์ขวัญใจมหาชน ไว้ในงานเดียว
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคาแรกเตอร์สุดฮอตจากพาร์ทเนอร์อย่าง GMMTV (อาทิ โพก้าซัง), ไอดอลขวัญใจมหาชนอย่าง น้องหมีเนย (Butterbear) ที่มาร่วมออกบูธในงาน, กองทัพคาแรกเตอร์ระดับตำนานจาก ขายหัวเราะ ที่คนไทยเติบโตและผูกพันมาอย่างยาวนาน
นอกจากนี้มีฝั่ง Creator รุ่นใหม่ ที่กำลังมาแรงและมีฐานแฟนคลับเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็มาร่วมสร้างสีสันในงานนี้มากมาย เรียกได้ว่าเป็นเวทีที่รวมตัวเหล่า Pop Stars และ Superstar Characters ของเมืองไทยไว้อย่างครบถ้วน โดยตั้งเป้ามีผู้ร่วมงานมากกว่าปีที่ผ่านมา ที่มี 600,000 ราย
“เรามองว่าวันนี้คาแรคเตอร์ไทยมีสถานะเปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยเป็นเพียงส่วนประกอบหรือของตกแต่งสินค้า (Decorative item) ได้วิวัฒนาการสู่การเป็นศิลปิน ไอดอล และ Brand Ambassador ที่มีฟังก์ชันหลากหลาย มีตัวตน มีจิตวิญญาณ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคไม่ต่างจากดาราตัวจริง”
นอกจากนี้ภายในงานยังเปิดพื้นที่ Experience Design 4 ไฮไลต์โซน เปลี่ยนพื้นที่อีเวนต์สู่รันเวย์ซุปตาร์ เพื่อตอกย้ำความเป็น Pop Star Party ออกแบบประสบการณ์ในงานให้มีความเป็นสากลและเน้นการมีส่วนร่วม (Engagement) ผ่านกิจกรรมไฮไลต์:
- Character Pop Carpet: ครั้งแรกของไทยกับการเปิดพรมแดงให้เหล่าคาแรคเตอร์ได้ “เดบิวต์” ต่อหน้าแฟนคลับและสื่อมวลชน เสมือนงานประกาศรางวัลระดับโลก สร้างภาพจำที่ทันสมัยและทรงพลังให้กับทุก IP ที่เข้าร่วม
- Character Show: สเตจโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดพื้นที่ให้คาแรคเตอร์แต่ละตัวได้ถ่ายทอด Persona และเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่าน Performance ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ สร้างโมเมนต์ที่ลึกซึ้งระหว่างแฟนคลับและคาแรคเตอร์โปรด
- Character Collab vs Battle: พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ที่นำคาแรคเตอร์จากต่างจักรวาลมาโคจรพบกัน (Cross-over) ทั้งการจับคู่ Collaboration และภารกิจเซอร์ไพรส์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้าง Viral Marketing และสะท้อนภาพลักษณ์ความร่วมมือทางธุรกิจ
- Character Market & Landmark: โซนช้อปปิ้งสินค้า Limited Edition จากเหล่า Creator ไทย รวมถึงบูธยอดฮิตอย่างน้องหมีเนย (Butterbear) พร้อมแลนด์มาร์กถ่ายภาพขนาดมหึมาที่เนรมิตขึ้นเพื่อเป็น Magnet ดึงดูดผู้คนให้เกิดการแชร์บนโลกโซเชียล
Insight มัดใจแฟนคลับ สร้าง Emotional Touchpoint สู่การเป็น Cultural IP
หัวใจสำคัญของจัดงานในครั้งนี้คือการทำความเข้าใจ “อินไซต์” (Insight) ของกลุ่มเป้าหมาย โดย “วิธิตากรุ๊ป” พบว่าสิ่งที่ทำให้คาแรคเตอร์หนึ่งตัวประสบความสำเร็จจนถึงขั้น “ติ่ง” คือการสร้าง Emotional Touchpoint หรือจุดเชื่อมโยงทางความรู้สึก
เมื่อแฟนคลับรักคาแรคเตอร์นั้นๆ ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนจากความชอบเป็นการเกื้อกูล หัวใจของการยกระดับสู่การเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเชิงวัฒนธรรม หรือ Cultural IP คือการทำให้คาแรคเตอร์ “เข้าไปนั่งในใจ” แฟนๆ ให้ได้จริง แต่ละคาแรคเตอร์ต้องมี “ท่าเล่น” หรืออัตลักษณ์ (Identity) ที่ชัดเจนและแตกต่างกันตามกลุ่มเป้าหมาย
“ปัจจุบันเราจึงไม่เห็นคาแรคเตอร์ที่มีแพทเทิร์นซ้ำเดิม แต่คาแรคเตอร์ยุคใหม่จะมีบุคลิกเฉพาะตัวสูงมาก ซึ่งความแตกต่างนี้เองที่เป็นแรงดึงดูดมหาศาล ทำให้เกิดคอมมูนิตี้ที่เหนียวแน่นและพร้อมสนับสนุนในทุกมิติ”
สำหรับความคาดหวังอยากให้มีการเติบโตขึ้นกว่าปีก่อน ซึ่งปีก่อนมีคนร่วมงานมากกว่า 600,000 คน ปีนี้เราคาดการณ์ว่าจะมีคนมาร่วมงานเพิ่มขึ้น เพราะว่าได้มีการสร้างฐานแล้วก็สร้างความรู้จักของงานปีก่อนและประสบความสำเร็จอย่างดี เพราะฉะนั้นปีนี้เรามั่นใจว่าน่าจะมีคนเข้ามาร่วมงานเพิ่มขึ้นค่ะ
ดึง Know-how ต่อยอดอุตสาหกรรม แบบ One-Stop Service สู่ Landmark ใหม่เอเชีย
คุณพิมพ์พิชา ยังกล่าวถึงบทเรียนและแนวคิดในการจัดงานต่อไปว่า ในฐานะผู้จัดงาน วิธิตากรุ๊ปได้นำ Know-how จากการคลุกคลีในวงการแอนิเมชันและคาแรคเตอร์มายาวนาน ทั้งจากแบรนด์ขายหัวเราะและวิธิตา แอนิเมชั่น มาปรับใช้ในรูปแบบ One-Stop Service ตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา ไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ให้กับแบรนด์ต่างๆ
สิ่งนี้ทำให้วิธิตากรุ๊ปเข้าใจทั้ง “ความต้องการ” และ “Pain Point” ของเจ้าของคาแรคเตอร์และแบรนด์สินค้าได้อย่างลึกซึ้ง ภารกิจสำคัญของพวกเขาคือการผลักดันให้คาแรคเตอร์ไทยไม่ได้เป็นเพียงกระแสในประเทศ แต่ต้องก้าวไปสู่การเป็น Landmark ของเอเชีย
“ในฐานะผู้จัดงาน เราได้เรียนรู้และพัฒนาในทุกมิติ แต่ข้อได้เปรียบสำคัญคือ การที่วิธิตากรุ๊ปคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มายาวนาน ทั้งจากแบรนด์ ขายหัวเราะ และ วิธิตา แอนิเมชั่น ซึ่งให้บริการแบบ One-Stop Service ดูแลการออกแบบ และต่อยอดคาแรกเตอร์ให้กับแบรนด์ต่างๆ ทำให้เรามี Know-how และความเข้าใจเชิงลึก ทั้งในมุมความต้องการและข้อกังวลของเจ้าของคาแรกเตอร์ที่มาร่วมงานอย่างแท้จริง ซึ่งสิ่งที่เรามุ่งมั่นในทุกๆ ปี คือการยกระดับงานให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเป็นพื้นที่จัดแสดง สู่งานที่เป็น Creative Platform ที่ช่วยผลักดันให้คาแรกเตอร์ไทยกลายเป็น Cultural IP ของประเทศ”
โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้งาน Character Fest กลายเป็น Top of Mind อันดับหนึ่ง เมื่อคนไทยหรือคนต่างชาตินึกถึงอีเวนต์คาแรคเตอร์ในระดับสากล จะต้องนึกถึงงานนี้เป็นชื่อแรก เพื่อสร้าง Soft Power ที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับประเทศไทย









