HomeBrand Move !!ถอดรหัส TRUST ทำความเข้าใจพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ “เลือก” และ “รัก” แบรนด์ เจาะกรณีศึกษา Top Brand ครองใจ GEN Z

ถอดรหัส TRUST ทำความเข้าใจพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ “เลือก” และ “รัก” แบรนด์ เจาะกรณีศึกษา Top Brand ครองใจ GEN Z

รู้จัก BrandSense เมื่อ “ความรู้สึก” และ “เหตุผล” ต้องทำงานร่วมกัน

แชร์ :

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาโครงสร้างตลาดผู้บริโภคทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี Gen Z หรือกลุ่มผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997–2012 อายุระหว่าง 14-29 ปี กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังซื้อสำคัญ

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

พวกเขาไม่เพียงเป็น “ผู้ซื้อ” แต่ยังเป็น “ผู้มีอิทธิพล” กับผู้บริโภคในกลุ่มอื่นๆ Gen Z จึงมีความสำคัญกับ “โครงสร้างใหม่ของตลาด” ที่จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต การเข้าใจ Gen Z จึงไม่ใช่เพียงการเข้าใจ “คนรุ่นหนึ่ง” แต่คือการเข้าใจ “ทิศทางของโลกธุรกิจ” ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ความท้าทายของแบรนด์ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ “เข้าถึง” คนรุ่นใหม่ แต่คือ การทำความเข้าใจว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขา “เลือก” และ “รัก” แบรนด์

BrandBuffet.in.th ได้ร่วมกับบริษัทวิจัยการตลาดชั้นนำ INTAGE Thailand และ WISESIGHT ทำการสำรวจ “GEN Z TOP BRAND 2026 : สุดยอดแบรนด์ครองใจ GEN Z” โดยการศึกษาในครั้งนี้เป็นการเก็บข้อมูลทั้งจากเสียงใน Social Media ก่อนจะนำมาทำวิจัยเชิงเชิงปริมาณ (Quantitative) และ เชิงคุณภาพ (Qualitative) จากกลุ่มตัวอย่าง 3,000 คนทั่วประเทศ ช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2026

ดร.ดั่งใจถวิล อนันตชัย

3 ปัจจัยแรงกดดันพฤติกรรม Gen Z

ดร.ดั่งใจถวิล อนันตชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเทจ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่าเพื่อวิเคราะห์มุมมอง ทัศนคติ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกแบรนด์ของผู้บริโภค Gen Z ซึ่งถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่นักการตลาดกำลังให้ความสนใจ ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกแบรนด์และปัจจัยที่เป็นแรงกดดันคนรุ่นใหม่ในยุคนี้

เริ่มจากความเชื่อเดิมๆ (Myths) ทางการตตลาดเกี่ยวกับพฤติกรรม Gen Z ที่มักได้ยินบ่อยๆ ซึ่งต้องมาพิสูจน์กันว่ายังเป็นจริงในยุคนี้หรือไม่ ดังนี้

– Trend-driven
– Price-sensitive
– Digital-first
– Disloyal
– Image-seeking

สิ่งที่ได้จากการวิจัยพบว่า Gen Z เป็นมนุษย์ทั่วไป ซึ่งพฤติกรรมของ Gen Z กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 3 แรงกดดันหลัก

1. ยุคข้อมูลล้นหลาม (Constant Information) – เข้าถึงข้อมูลมหาศาล แต่ “ความสนใจ” กลายเป็นทรัพยากรที่หายาก

– คนไทยอยู่กับอินเทอร์เน็ตมากกว่า 7.54 ชั่วโมงต่อวัน ใช้มือถือ 5 ชั่วโมงต่อวัน นั่นเท่ากับอินเทอร์เน็ตครองส่วนแบ่ง 63.3% ของการใช้เวลาในแต่ละวัน ดังนั้นแบรนด์ต้องต่อสู้กับการดึงความสนใจ (Attention) จากทุกด้านในโซเชียล ไม่ใช่เฉพาะแบรนด์คู่แข่ง

– ปัจจุบันคนไทยใช้โซเชียลแพลฟอร์ต 7.1 แพลตฟอร์มต่อเดือน (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 6 แพลตฟอร์ม) แบรนด์ต้องหาทางเข้าถึงผู้บริโภคในยุคข้อมูลกระจัดกระจาย (fragmented) อยู่ในหลายแพลฟอร์ม

– สิ่งที่แบรนด์กำลังเจออยู่ไม่ใช่การแข่งขันในสงครามดึงความสนใจจากผู้บริโภค แต่ต้องกลับมาที่ Positioning ของแบรนด์ว่าคืออะไร เพราะหากไม่ชัดเจนตำแหน่งของแบรนด์ก็จะสูญหายไปจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว

2. ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ (Economic Uncertainty) – ทุกการใช้จ่ายต้องถูกตีความผ่าน “ความคุ้มค่า” และ “ความเชื่อมั่น”

– คนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมกับภาวะเงินเฟ้อและความไม่มั่นคง ทำให้ทุกการตัดสินใจซื้อต้องคิดอย่างรอบคอบ โดยทุกการซื้อจะถูกชั่งน้ำหนักระหว่าง “ความคุ้มค่า (Value)” และ “ความเชื่อใจ (Trust)” จากสถิติมากกว่า 60% ของคนทั่วโลกจะทำการรีเสิร์ชข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ

3. ตัวเลือกแบรนด์ที่มีไม่จำกัด (Endless Brand Choices) – ตัวเลือกไม่จำกัด และการเปลี่ยนแบรนด์เกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาที

– ด้วยระบบอัลกอริทึมที่ช่วยในการค้นหาสิ่งใหม่ๆ ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนไปลองแบรนด์อื่นได้ง่ายมาก เพราะต้นทุนในการเปลี่ยนแบรนด์ (Switching Cost) เกือบจะเป็นศูนย์

– แบรนด์ต้องทำในสิ่งที่ให้สัญญา (promise) กับผู้บริโภค หากไม่สามารถทำได้แบรนด์อื่นก็จะเข้ามาช่วงชิงทันที

ภายใต้แรงกดดันพฤติกรรม Gen Z แบรนด์ไม่ได้แข่งขันกันที่ “เสียงดังพอไหม” แต่ต้องสามารถพิสูจน์คุณค่า + สร้างความเชื่อมั่น + เชื่อมโยงทางอารมณ์และตัวตนของผู้บริโภคได้พร้อมกัน

คำถามที่มักได้ยินจากแบรนด์ คือ จะทำอย่างไรให้ Gen Z รักแบรนด์ แต่ที่จริงมีขั้นตอนในการสร้างความรัก เพราะต้องเกิดจากการเห็นแบรนด์ เชื่อมั่น และรักแบรนด์ในที่สุด วันนี้จึงควรเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า “อะไรที่ทำให้ Gen Z เชื่อมั่นพอที่จะรักแบรนด์” ดังนั้นสิ่งที่ต้องมาก่อนคือ Trust จากนั้น Love จะตามมา

รู้จัก BrandSense เมื่อ “ความรู้สึก” และ “เหตุผล” ต้องทำงานร่วมกัน

เพื่อตอบโจทย์ความซับซ้อนของผู้บริโภคยุคใหม่ INTAGE – บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาทางการตลาดจากประเทศญี่ปุ่นและ WISESIGHT – ผู้นำเรื่อง Social Listening ในประเทศไทย ได้ร่วมกันพัฒนา BrandSense Model ซึ่งเป็นการต่อยอดแบรนด์โมเดลเดิมของ INTAGE ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี ในการประเมินความแข็งแกร่งและ “ความหมาย” ของแบรนด์ในใจผู้บริโภคในยุคดิจิทัล

แกนสำคัญของ BrandSense Model คือการวิเคราะห์แบรนด์ผ่าน 2 มิติหลัก

1. Share of Mind – ความเชื่อมั่นเชิงเหตุผล (Functional Trust) ตอบคำถามว่า “แบรนด์นี้ตอบโจทย์สิ่งที่ฉันต้องการได้จริงหรือไม่?” ผ่าน 3 เลนส์

– ประสบการณ์การใช้งานที่น่าพึงพอใจ
– ความสามารถในการแข่งขันของสินค้า/บริการ
– ความชัดเจนและความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคในการสื่อสาร

2. Share of Heart – ความผูกพันเชิงอารมณ์ (Emotional Engagement) ตอบคำถามว่า “แบรนด์นี้สะท้อนตัวตน หรือสิ่งที่ฉันอยากเป็นหรือไม่?” ผ่าน 2 เลนส์

– บุคลิกภาพของแบรนด์ที่ชัดเจน
– ความรู้สึกและความหมายที่ผู้บริโภคได้รับจากแบรนด์

เพราะ “เหตุผล” อาจทำให้ถูกเลือกครั้งแรก แต่ “ความรู้สึก” คือสิ่งที่ทำให้ถูกเลือกซ้ำ

จาก Signal Sensing สู่ Sense Making

สิ่งที่ทำให้ BrandSense แตกต่าง ไม่ใช่แค่ “การวัดผล – sensing” แต่คือ “การเข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง – sense making” เพื่อให้แบรนด์ตอบคำถามสำคัญได้ว่า “ใครรักแบรนด์ และทำไม”

BrandSense ทำงานผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ

1. Social Listening : เริ่มจากเสียงของผู้บริโภคที่อยากบอกแบรนด์ เพื่อจับสัญญาณของแบรนด์ในโลกจริง

2. Quantitative Survey: สำรวจเชิงปริมาณผ่าน INTAGE Mobile Panel (3,000 คน: Gen X, Y, Z) เพื่อความแม่นยำและเปรียบเทียบเชิงโครงสร้าง

3. Qualitative Insight : เจาะลึก Pain Point และ Motivation เพื่อเชื่อม “What” กับ “Why”

4. BrandSense Index จากการประมวลข้อมูลในทุกมิติและใช้สถิติเชิงประยุกต์ จะได้ดัชนี BrandSense Index ที่ชี้ให้เห็นระดับความผูกพัน (Brand Affinity) พร้อม Brand Impact Matrix ที่สามารถใช้เป็นเข็มทิศในการ Revive marketing mix, Refresh brand signals ที่มีผลต่อการรับรู้และการสั่งสม Brand Meaning ต่อไป

สรุป 10 สุดยอดแบรนด์ครองใจ GEN Z

จากการสำรวจแบรนด์ผ่านเครื่องมือ BrandSense ได้สรุปผลรางวัล GEN Z TOP Brand Award 2026 : สุดยอดแบรนด์ครองใจ GEN Z ใน 10 หมวดอุตสาหกรรมดังนี้

1. Logistics
อันดับ 1 ไปรษณีย์ไทย อันดับ 2 Shopee Express อันดับ 3 Flash Express

2. Restaurant (Chain)
อันดับ 1 KFC อันดับ 2 สุกี้ตี๋น้อย อันดับ 3 MK

3. Tea House (Chain)
อันดับ 1 ชาตรามือ อันดับ 2 Bearhouse อันดับ 3 Fuku Matcha

4. Mobile Phone
อันดับ 1 iPhone อันดับ 2 Samsung อันดับ 3 Oppo

5. Beauty Drink
อันดับ 1 C-Vitt อันดับ 2 Veta (วีต้า) อันดับ 3 Vitaday (วิตอะเดย์)

6. Bank
อันดับ 1 Kbank อันดับ 2 Krungthai อันดับ 3 SCB

7. Automotive
อันดับ 1 Honda อันดับ 2 Toyota อันดับ 3 Mercedes-Benz

8. Digital Commercial
อันดับ 1 Shopee อันดับ 2 TikTok Shop อันดับ 3 Lazada

9. T-Beauty
อันดับ 1 Srichand อันดับ 2 Mizumi อันดับ 3 Cute Press

10. Cat Food
อันดับ 1 Me-O อันดับ 2 Kaniva อันดับ 3 Whiskas

จากบทสรุปผลรางวัล GEN Z TOP Brand Award 2026 พบว่าในแต่ละหมวดที่ได้คะแนน BrandSense Index สูงสุด และได้รับรางวัล ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 47 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 100 ) ซึ่งแต่ละหมวดมีคะแนนแตกต่างกัน

แต่จากการวิจัยนี้พบว่ามีแบรนด์ที่ได้คะแนน BrandSense Index สูงสุด คือ “ชาตรามือ” 73 คะแนน สูงสุดในทุกหมวด และสูงสุดในรอบ 3 ปี ที่ทำ BrandSense Index

 

ถอดรหัส TRUST กลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นและมัดใจ Gen Z

จากการฟังเสียงโซเชียลและการวิเคราะห์แบรนด์ผ่านเครื่องมือ BrandSense Model บทสรุปของแบรนด์ที่ชนะใจ (Winning Brand) Gen Z คือ TRUST ที่เป็น NOW Currency ดังนี้

T – Tangible Before Talk (ลงมือทำก่อนพูด)

– เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงมากกว่าคำโฆษณา โดยต้องแสดงให้เห็นถึง “ประสิทธิภาพ” (Performance) เพราะแค่คำกล่าวอ้าง (Claims) เพียงอย่างเดียวไม่สามารถดึงดูด Gen Z ได้

R – Real Before Reach (ตัวจริงไม่ต้องตะโกน)

– ความเป็นตัวตนที่แท้จริงสำคัญกว่าจำนวนคนที่เห็น แบรนด์ต้องมีความจริงใจ (Be real) และมีความแตกต่างอย่างมีความหมาย (Meaningfully different) เมื่อเป็นแบรนด์ตัวจริงไม่ต้องตะโกน เพราะผู้บริโภคตะโกนให้เอง

U – Usability Before Identity (เน้นใช้งานง่ายก่อนภาพลักษณ์)

– ประสบการณ์การใช้งานต้องดีเยี่ยม ต้องออกแบบให้ใช้งานง่ายและสะดวกที่สุด (Effortless use) เพราะถ้าใช้งานยาก Gen Z จะไม่เลือกใช้

S – Sense Before Spend (คุณค่าที่คุ้มค่า)

– สร้างความรู้สึกคุ้มค่าที่อยากจะจ่าย “ราคา” คือสิ่งที่แบรนด์ตั้งขึ้น แต่ “ความพรีเมียม” คือสิ่งที่ลูกค้าเลือกจะจ่ายให้ตามความรู้สึกว่ามันคุ้มค่าจริงหรือไม่ เพราะราคาเป็นสิ่งที่แบรนด์ตั้ง แต่ผู้บริโภคจ่ายเมื่อรู้สึกคุ้มค่า

T – Trust Before Love (เชื่อใจก่อนจะรัก)

– ความเชื่อมั่นคือรากฐานของความภักดี ต้องสร้างความสม่ำเสมอ (Consistency) เมื่อเกิดความเชื่อมั่น (Trust) ความภักดีและความรักในแบรนด์ (Loyalty/Love) จะตามมาเอง

กรณีศึกษา “ชาตรามือ” เรียนรู้กลยุทธ์ครองใจ Gen Z

จากการวิเคราะห์ของ BrandSense Index มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหมวด Tea House โดยอันดับ 1 ชนะใจ Gen Z คือ “ชาตรามือ” แบรนด์ที่อยู่มานานกว่า 80 ปี ได้ Winning Index 73 คะแนน (จาก 100 คะแนนเต็ม) สูงสุดในทุกหมวด ถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีในการวิเคราะห์กลยุทธ์แบรนด์ครองใจ Gen Z

สรุป Winning Brand ด้วยแนวคิด “TRUST Loop” (วงจรแห่งความเชื่อมั่น) ซึ่งเป็นโมเดลการสร้างแบรนด์ให้มัดใจกลุ่ม Gen Z ผ่านกรณีศึกษา “ชาตรามือ” ดังนี้

1. Tangible Proof before telling stories

– ชาตรามือ ไม่ได้ตะโกนเสียงดังแต่มี Tangible Proof ที่คนบอกต่อสิ่งที่ promise ไว้กับผู้บริโภค การออกสินค้าใหม่ที่พิสูจน์ได้ว่ารสชาติดี อร่อยด้วยสูตรต่างๆ แม้ Gen Z ชอบฟังสตอรี่แบรนด์ แต่ไม่ได้เชื่อ เพราะสินค้าต้องมีสิ่งที่พิสูจน์คุณสมบัติว่าทำได้จริงจึงตัดสินใจซื้อ

– การรับรู้แบรนด์อยู่ที่ 98% ขณะที่ Top of Mind Awareness 77.7% (เมื่อพูดถึงแบรนด์ร้านชา 1 แบรนด์ จะนึกถึงแบรนด์ไหนอันดับแรก ส่วนใหญ่ทุกหมวดอยู่ที่ 50%) อยู่ในระดับที่สูงมาก

– เมื่อรู้จักแบรนด์แล้วผู้บริโภคมีการซื้อแบรนด์ชาตรามือด้วยอัตรา 94% ซึ่งถือว่าสูงมาก (Conversion 94%)

– เสียง Gen Z ที่ชื่นชอบและซื้อแบรนด์ ชาตรามือ สะท้อนความโดดเด่นให้ฟังว่าเป็น “เมนูที่สั่งได้ไม่เบื่อ”

2. Real Before Real

– เมื่อสินค้าพิสูจน์ได้ว่าโดดเด่น จึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคบอกต่อกันเอง (สินค้าไม่ต้องตะโกน)

– คุณสมบัติหลักที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อเครื่องดื่มชา 1. ชงสดใหม่ ให้ความสดชื่น 2. คุ้มค่าเงิน (ไม่ใช่ถูกสุด) 3. ขนาดพอเหมาะ (พอเหมาะกับปริมาณการดื่มและราคา) 4. กลิ่นชาหอม 5.ทุกสาขามีรสชาติคงที่ (Gen Z ซื้อเครื่องดื่มชา ไม่ได้มองหาเรื่องสุขภาพ เพราะเป็นคุณสมบัติที่อยู่ท้ายๆ ของการตัดสินใจซื้อ)

– ชาตรามือ มีคุณสมบัติที่โดนใจ Gen Z ในการเลือกซื้อ คือ ด้านฟังก์ชันนอล ไม่ว่าจะเป็น ความคุ้มค่า ขนาดพอเหมาะ หาซื้อสะดวก (สาขาเยอะ) เมนูเครื่องดื่มหลากหลาย รสชาติคงที่มีคุณภาพ

– เสียงจากโซเชียลบอกว่า “ต้องสั่งทุกครั้งที่เมื่อจะดื่มชา” ทำให้ “ชาตรามือ” กลายเป็น Being a Default Brand เมื่อผู้บริโภคพูดว่า “ไปกินชาไทย” นั่นสื่อถึง “ชาตรามือ”

3. UX / Usability first not just Digital-first

– Gen Z ไม่ใช่ Digital-first แต่ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิด Experience-first

– Usability first ของ ชาตรามือ คือ คุณภาพชา การเข้าถึงสินค้าและร้านสะดวก รสชาติคงที่ เมนูหลากหลาย ขนาดพอเหมาะ ให้ความสดชื่น (สิ่งที่ชาตรามือไม่ได้โฟกัส คือ การคอลแลบ นวัตกรรม โปรโมชันเครื่องดื่มตามฤดูกาล)

– แบรนด์ที่เป็นผู้ชนะต้องโฟกัสว่าจะโดดเด่นด้านใด เพราะไม่สามารถโดดเด่นได้ทุกเรื่อง และท้ายที่สุดจะไม่โดดเด่นสักเรื่อง

– เสียงสะท้อนจากโซเชียลบอกว่า ชาตรามือ “แค่ฉีกซองก็อร่อย” เพราะมีสินค้า 3 in 1 รสชาติใหม่ๆ และหาซื้อได้ง่ายและสะดวก

– คุณสมบัติชาตรามือ ที่ชนะในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อ คือ 1. เมนูหลากหลาย 2. ขนาดพอเหมาะกับการดื่มและราคา 3. คุณภาพ และ 4. สินค้าและร้านเข้าถึงง่ายและสะดวก

4. Sense before Spend

– Gen Z มองหาสิ่งที่เรียกว่า “คุณค่าที่คุ้มค่า” (Justified value) “ชาตรามือ” โดดเด่นเรื่องความคุ้มค่าสูงถึง 75%

– สิ่งที่ทำให้ชาตรามือแตกต่าง คือ Pride และ Social proof โดยถือเป็น Soft power ของไทย เห็นได้จากสาขาในต่างประเทศที่มีผู้บริโภคต่อคิวยาวเพื่อรอซื้อ เป็นเครื่องดื่มสร้างไวรัลจาก ROSÉ BLACKPINK เลือกทานในคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย ทำให้ “ชาตรามือ” ได้คะแนน Brand Personality สูงสุดถึง 72% ขณะที่แบรนด์ร้านชาอื่นๆ ได้คะแนน 8-23%

5. Trust before Love

– ชาตรามือ เป็นสินค้าที่มี Consistency ทุกฟอร์แมท ไม่ว่าจะกินที่ร้าน สั่งเดลิเวอรี่ สินค้าซอง รสชาติอร่อยเหมือนกันทุกช่องทาง ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในสินค้าและรักแบรนด์

กรณีศึกษา BrandSene Index “ชาตรามือ” ได้คะแนนสูงสุดทุก Gen ไม่เฉพาะ Gen Z สะท้อนให้เห็นว่า Default is Powerful เป็นแบรนด์ที่ถูกเลือกจากผู้บริโภคทันทีเมื่อต้องการดื่มชา (เป็นตัวเลือกในหัวของผู้บริโภค) การเป็น Default Brand ไม่ใช่เรื่องง่าย

อีกกรณีศึกษาแบรนด์ “Me-O” ในหมวด Cat Food เป็นธุรกิจที่เติบโตสูงในยุค Solo Economy ที่มีคนโสดมากขึ้นและนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยง (หมา-แมว) เป็นลูก การทำวิจัยกลุ่ม Cat Food เพราะเสียงในโซเชียลพูดถึงแมวมากกว่าหมา

เมื่อนำ Winning Brand ด้วยแนวคิด “TRUST Loop” (วงจรแห่งความเชื่อมั่น) มาวิเคราะห์แบรนด์ Me-O พบว่ามีความโดดเด่นด้านคุณภาพ การเข้าถึงสินค้าง่ายและสะดวก นวัตกรรมและทันสมัย

แม้เป็น Pet Parent แต่การซื้อสินค้าของ Gen Z ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ เพราะต้องหาซื้อสินค้าที่พิสูจน์ได้ว่ามีคุณภาพ หาซื้อง่าย และคุ้มค่าเเงิน

เสียงสะท้อนจากเสียงโซเชียลต่อแบรนด์ Me-O บอกว่าเป็นสินค้าที่รสชาติไม่เค็ม แสนอร่อย กินแซ่บสุดๆ นั่นแสดงว่าต้องมีการพิสูจน์คุณสมบัติจริงด้วยการชิมแม้จะเป็นอาหารแมวก็ตาม

บทสรุปการถอดรหัสจาก Winning Brand ที่จะก้าวไปเป็น Default Brand ที่ครองใจ Gen Z เห็นได้ว่า ความจริง (Truth) เกี่ยวกับ Gen Z แตกต่างจากความเชื่อเดิม (Myths) ดังนี้

จาก Trend-driven เป็น Tangible filter-driven (แบรนด์ต้องทำมากกว่าพูด)

จาก Image-seeking เป็น Real Meaning-seeking (ตัวจริงไม่ต้องตะโกน)

จาก Price-sensitive เป็น Sense Logic-sensitive (คุณค่าที่คุ้มค่า)

จาก Digital-first เป็น UX/Usability Experience -first (ง่ายมาก่อนงาม)

จาก Disloyal เป็น Trust Consistency -demanding (เชื่อใจก่อนรักกัน)

สรุปได้ว่ากลยุทธ์ TRUST is The NOW Currency ครองใจ Gen Z ในยุคนี้

อ่านเพิ่มเติม 


แชร์ :

You may also like