HomeInsight“วิกฤตน้ำมันแพง” สรุป 5 ประเด็น เสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย เครียดสถานการณ์ยืดเยื้อ รายได้คงที่ แต่ต้นทุนน้ำมันพุ่งสูง

“วิกฤตน้ำมันแพง” สรุป 5 ประเด็น เสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดีย เครียดสถานการณ์ยืดเยื้อ รายได้คงที่ แต่ต้นทุนน้ำมันพุ่งสูง

แชร์ :

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังถูกจับตามองอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นวิกฤตน้ำมันดิบโลกในปี 2569 ที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาตึงเครียด โดย “โซเชียลมีเดีย” เป็นพื้นที่หลักที่สะท้อนความเดือดร้อนและเสียงเรียกร้องของประชาชนต่อภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น  มาดูว่าประเด็นไหนที่กำลังสร้างกระแสและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 – 19 มีนาคม 2569 พบว่ามีการพูดถึงประเด็นวิกฤตนี้บนโซเชียลมีเดียสูงถึง 103,552,835 เอนเกจเมนต์ จาก 314,168 ข้อความ

Facebook แพลตฟอร์มหลักถกประเด็นวิกฤต

1. Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักในการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาน้ำมัน ด้วยจำนวนข้อความสูงถึง 190,281 ข้อความ หรือ 65.46% และสร้างการมีส่วนร่วมได้ราว 36 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข่าวสาร

2. YouTube ด้วยจำนวนข้อความราว 34,795 ข้อความ หรือ 12.34% สร้างการมีส่วนร่วมได้กว่า 4 ล้านครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาในรูปแบบวิดีโอวิเคราะห์สถานการณ์และรายงานข่าวเชิงลึก

3. TikTok ด้วยจำนวนข้อความ 16,235 ข้อความ หรือ 5.79% แต่สร้างการมีส่วนร่วมได้สูงที่สุดถึง 50 ล้านครั้ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูงในการขยายกระแสความสนใจเกี่ยวกับวิกฤตน้ำมันแพงที่เกิดขึ้นในตอนนี้

5 ประเด็นหลักเสียงสะท้อนประชาชนสนใจ

1. เสียงระเบิดในตะวันออกกลางกับความตึงเครียดที่ยังดุเดือดอย่างต่อเนื่อง จำนวน 29,895,625 เอนเกจเมนต์

– จุดเริ่มต้นทั้งหมดมาจากสงครามที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยเฉพาะข่าวการโจมตี “เกาะคาร์ก” ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และความพยายามในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข่าวลือและภาพความรุนแรงในต่างประเทศสร้างความตื่นตระหนกให้คนไทยอย่างรวดเร็ว

– คีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึงอย่าง “ยืดเยื้อ” มีจำนวน 2,931,343 เอนเกจเมนต์ และ “เครียด”  จำนวน 1,686,928 เอนเกจเมนต์ บ่งบอกว่าประชาชนไม่ได้มองสงครามครั้งนี้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศที่ไกลตัว แต่เป็นวิกฤตที่บั่นทอนกำลังใจในการใช้ชีวิต

– จากกระแสบน TikTok และ Facebook มีการพูดถึงความเป็นไปได้ของ “สงครามโลก” ที่อาจขยายวงกว้างจนยากจะควบคุม ส่งผลให้เกิดความกลัวสะสมต่อผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจประเทศไทย

– ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจดังกล่าวได้จุดชนวนให้ความกังวลเรื่อง “ภาวะน้ำมันขาดแคลน” กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนแห่ไปต่อคิวเติมน้ำมันยาวเหยียดข้ามคืนในหลายจังหวัด ภาพของรถยนต์ รถกระบะ และชาวบ้านที่หอบแกลลอนมาต่อคิว สะท้อนความกลัวว่า “น้ำมันจะหมดประเทศ” บางปั๊มน้ำมันรับมือไม่ไหวต้องนำแผงเหล็กมากั้นและขึ้นป้ายตัวโตว่า “น้ำมันหมด” ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลายเป็นภาพความโกลาหลที่ไม่ค่อยได้เห็นในประเทศไทย

2. ความกังวลต่อภาวะน้ำมันขาดแคลน จำนวน 20,727,301 เอนเกจเมนต์ 

– ช่วงวันที่ 14–17 มีนาคม การพูดถึงประเด็น “ภาวะน้ำมันขาดแคลน” ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยสร้างเอนเกจเมนต์รวมกว่า 9 ล้านครั้ง จาก 25,285 ข้อความ และนำไปสู่กระแส #น้ำมันขาด และ #น้ำมันหมด ที่มียอดเอนเกจเมนต์รวมกว่า 5 ล้านครั้งจาก 10,455 ข้อความ สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลของประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวได้เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

– คีย์เวิร์ดที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ #ปั๊ม ซึ่งเกิดจากการส่งต่อภาพสถานีบริการน้ำมันบางแห่งที่น้ำมันหมดชั่วคราว แม้ภาครัฐจะออกมายืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งาน 96–100 วัน พร้อมขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกและหยุดพฤติกรรมการกักตุนน้ำมัน แต่บทสนทนาในโซเชียลมีเดียกลับสะท้อนภาพที่ตรงข้าม โดยมีการตั้งคำถามว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่มีอยู่จะถูกนำมาใช้จริง หรือถูกกักเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร

– ตัวเลข 20 ล้านเอนเกจเมนต์จึงไม่ได้สะท้อนเพียงปริมาณการรับรู้ข่าวสาร แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างการสื่อสารของภาครัฐกับสิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญในชีวิตจริง และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการเรียกร้องมาตรการเยียวยาอื่น ๆ ตามมา

3. เสียงแห่งความสิ้นหวังของประชาชน จำนวน 10,767,829 เอนเกจเมนต์

– ยอดเอนเกจเมนต์กว่า 10.7 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังของประชาชนจากคีย์เวิร์ดที่ถูกพูดถึงอย่าง #เครียด #ท้อ # #เดือดร้อน 

– ประเด็นที่มียอดการแชร์และคอมเมนต์สูงสุดในหมวดนี้คือการเปรียบเทียบระหว่าง “ราคาน้ำมันที่พุ่งตามสถานการณ์สงคราม” กับ “รายได้ที่คงที่” สะท้อนถึงสภาวะ “Visibility Crisis” หรือการที่คนไทยมองไม่เห็นทางออกท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ

– โดยเฉพาะประเด็นของ “รายได้คงที่แต่ต้นทุนน้ำมันพุ่งสูง” จนกัดกินกำไรของกลุ่มอาชีพขนส่งและไรเดอร์จนเกิดกระแสตัดพ้อเรื่องการคืนรถและเลิกอาชีพผ่านแฮชแท็ก #สู้ไม่ไหว และ #จอดตาย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้จริงที่ระบายความอัดอั้นสะท้อนความเหนื่อยล้าทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมากกว่าแค่การบ่นเรื่องราคาน้ำมัน แต่คือการเรียกร้อง “ความหวัง” และมาตรการพยุงชีวิตในวันที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ไปไกล

4. เสียงสะท้อนต่อรัฐบาลให้ช่วยตรึงราคาน้ำมัน จำนวน 4,579,359 เอนเกจเมนต์

– ยอดเอนเกจเมนต์กว่า 4.5 ล้านครั้ง ที่พูดถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือด้านการตรึงราคาน้ำมัน สะท้อนถึงความคลางแคลงใจต่อมาตรการระยะสั้นของภาครัฐ โดยเฉพาะวาทกรรม “ตรึง 15 วัน แล้ววันที่ 16 จะเป็นอย่างไร?” ที่กลายเป็นไวรัลตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของการแก้ปัญหา

– ประชาชนส่วนใหญ่มีการกล่าวถึง “กระทรวงพลังงาน” ควบคู่กับการเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตอย่างเป็นรูปธรรม

– กลุ่มภาคขนส่งและเกษตรกรรมยังมีการผลักดันประเด็นน้ำมัน B20 เพื่อลดต้นทุนการผลิตอย่างหนัก ซึ่งเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ไม่ได้หยุดแค่เรื่องราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

5. พลังงานทางเลือก… ทางรอดหรือแค่ความฝัน  จำนวน 1,518,225 เอนเกจเมนต์

– ขณะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ยอดเอนเกจเมนต์กว่า 1.5 ล้านครั้งจึงพุ่งไปที่ประเด็น “พลังงานทางเลือก” ในการเป็นทางออกสุดท้าย

– กระแสหลักแบ่งออกเป็นสองทิศทางชัดเจน คือกลุ่มที่มองหาการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV (Electric Vehicle) อย่างจริงจังเพื่อตัดวงจรน้ำมันแพง แต่อีกด้านกลับสะท้อนความตระหนักถึงข้อจำกัดเรื่องราคารถที่สูงเกินเอื้อมสำหรับผู้มีรายได้น้อย

– นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) และการนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้ในที่อยู่อาศัยมากขึ้น

– ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าในปัจจุบัน ประชาชนไม่ได้มองพลังงานทางเลือกในมุมของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มให้ความสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และเรียกร้องให้ภาครัฐสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรมและทั่วถึง

การประกาศนโยบาย Work From Home เต็มรูปแบบสำหรับหน่วยงานราชการโดยคณะรัฐมนตรียังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีการพูดถึงผ่านคีย์เวิร์ดอย่าง #ค่าเดินทางพุ่ง #ประหยัดพลังงาน #WFHเพื่อชาติ และ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว 

สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางกับรายได้รายวัน และสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และเรียกร้องให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนนำนโยบาย WFH 100% กลับมาใช้อีกครั้ง ในฐานะมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของพนักงานที่ไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐเพียงช่องทางเดียว

ติดตามพวกเราได้ที่ LINE

แชร์ :

You may also like