SAS ผู้ให้บริการโซลูชันด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ชั้นสูง ชี้ภาคการเงินของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งานอย่างแพร่หลาย พร้อมเตือนภาคธนาคาร ประกันภัย และบริการทางการเงิน บริหารความเสี่ยง ป้องกันและตรวจจับการทุจริต หลังพบความท้าทายจาก AI ในการฉ้อโกงทางดิจิทัลรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการใช้ AI อย่างรับผิดชอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
คุณณัฐพล อภิลักษณ์โตยานันท์ กรรมการผู้จัดการ SAS ประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ของบริการทางการเงินในปัจจุบันว่า มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น และระบบการชำระเงินมีความรวดเร็วขึ้น ขนาดและความซับซ้อนของอาชญากรรมทางการเงินก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะการหลอกลวงหรือการฉ้อโกงที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และสามารถดำเนินการได้ในระดับอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญต่ออนาคตของธุรกิจธนาคาร ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและยกระดับการให้บริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้เฉพาะบุคคลมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สถาบันการเงินสามารถตรวจจับการฉ้อโกงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คาดการณ์ความเสี่ยงได้แม่นยำยิ่งขึ้น และตัดสินใจได้รวดเร็วบนพื้นฐานของข้อมูล
ส่วนเหตุผลที่ต้องนำ AI เข้ามาช่วยนั้น มาจากสถิติที่พบว่า
- ประมาณร้อยละ 73 ของคนไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการหลอกลวง ขณะที่ร้อยละ 47 เคยตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางการเงินแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าการหลอกลวงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทางการเงินในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก
ขณะที่ ความท้าทายในการตรวจจับการทุจริตในประเทศไทย พบว่ามีดังนี้
1. มุมมองภาพรวมของลูกค้ายังไม่ครบถ้วน ทำให้การตรวจจับการฉ้อโกงข้ามช่องทาง (cross-channel fraud) ทำได้จำกัด
2. การติดตามบัญชีและกิจกรรมยังมีข้อจำกัด โดยระบบเดิมมุ่งเน้นการตรวจสอบธุรกรรมเป็นหลัก
3. ความสามารถด้านการวิเคราะห์เพื่อสร้างโปรไฟล์ลูกค้าแบบเรียลไทม์ยังจำกัด
4. ข้อมูลถูกแยกอยู่ในหลายระบบ (data silos) ส่งผลให้คุณภาพข้อมูลลดลงและเกิดความล่าช้าในการประมวลผล
5. ความสามารถในการใช้ข้อมูลอ้างอิงและข้อมูลอุปกรณ์ (reference และ device data) ในกระบวนการตรวจจับยังมีจำกัด
6. มีหลายระบบที่ทำหน้าที่เฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว ทำให้กระบวนการทำงานกระจัดกระจาย
7. กระบวนการระบุบัญชีม้า (mule accounts) มักล่าช้าและขาดการเชื่อมโยงกัน
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก SAS ยังพบด้วยว่า ปี 2025 ถือเป็นปีที่สินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมูลค่าการซื้อขาย สเตเบิลคอยน์ (stablecoin) แตะระดับประมาณ 2.8 พันล้านบาทต่อวัน อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวก็มาพร้อมกับการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การใช้ AI ทำให้การหลอกลวงสามารถขยายขนาดได้รวดเร็วขึ้น ผ่านการส่งข้อความจำนวนมากและการใช้เทคนิควิศวกรรมสังคมที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากมีความเสี่ยงเผชิญกับการหลอกลวง โดยมีรายงานว่า ร้อยละ 89 ของคนไทยพบหรือได้รับการติดต่อจากการหลอกลวงอย่างน้อยเดือนละครั้ง
คุณชอว์ พิน คัค หัวหน้าฝ่ายบริหารความเสี่ยงและที่ปรึกษาด้านลูกค้า ประจำภูมิภาคอาเซียน ประจำภูมิภาคอาเซียน กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนสำคัญ โดย AI กำลังเร่งให้เกิดนวัตกรรมในภาคธนาคารและฟินเทคอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันระดับความเสี่ยงก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกัน”
ผู้บริหาร SAS ยังได้กล่าวถึง โมเดลการกำกับดูแล QUAD ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้านดังนี้
• Oversight (การกำกับดูแล): คณะกรรมการผู้บริหารแบบสหสาขา (inter-disciplinary) ที่ทำหน้าที่ให้แนวทางเกี่ยวกับการนำ AI ไปใช้และการกำกับดูแล
• Operations (การดำเนินงาน): การมองแนวคิด Trustworthy AI ไม่เพียงในฐานะพันธกิจด้านจริยธรรม หรือเรื่องของการปฏิบัติตามข้อกำหนดเท่านั้น แต่ยังมองว่าเป็นโอกาสทางตลาดที่องค์กรสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่ใช้บริการ การออกแบบระบบโดยคำนึงถึงจริยธรรมตั้งแต่ต้น และการสร้างความน่าเชื่อถือในแพลตฟอร์ม ช่วยให้ลูกค้าสามารถพัฒนาและใช้งาน AI ที่มีความรับผิดชอบและสอดคล้องกับข้อกำหนดต่าง ๆ ได้ด้วยโซลูชันของ SAS
• Compliance (การปฏิบัติตามข้อกำหนด): การประเมินข้อกำหนดด้านการกำกับดูแล AI ในระดับโลก และการกำหนดแนวทางบริหารความเสี่ยงเฉพาะสำหรับ AI
• Culture (วัฒนธรรมองค์กร): การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรให้เข้าใจหลักการ วิธีการ และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ Trustworthy AI ผ่านการเรียนรู้และการให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว คุณณัฐพลชี้ว่า ความสำคัญของการผสานการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (advanced analytics) ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ (real-time intelligence) และการกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ ช่วยให้องค์กรในภาคการเงินสามารถคาดการณ์ภัยคุกคามล่วงหน้า ตอบสนองต่อความเสี่ยงได้ทันทีเมื่อเกิดขึ้น และรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน
“ความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของระบบการเงินในอนาคต จะขึ้นอยู่กับความสามารถของสถาบันการเงินในการใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานด้านการกำกับดูแล ความโปร่งใส และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในระบบนิเวศทางการเงิน องค์กรที่สามารถผสานเทคโนโลยี กฎระเบียบ และนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบเข้าด้วยกันได้อย่างเหมาะสม จะมีความพร้อมมากกว่าในการบริหารจัดการความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ๆ และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ท่ามกลางภูมิทัศน์ทางการเงินที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง”





