HomeDigitalGartner เตือนโลกกำลังเข้าสู่ยุค “AI แบบแยกภูมิภาค”

Gartner เตือนโลกกำลังเข้าสู่ยุค “AI แบบแยกภูมิภาค”

คาดปี 2570 กว่า 35% ของประเทศใช้แพลตฟอร์ม AI เฉพาะพื้นที่

แชร์ :

การใช้งาน AI ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลกในวันนี้อาจเปลี่ยนไป เมื่อมีการคาดการณ์จากการ์ทเนอร์ว่า ภายในปี 2570 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า 35% จะถูกจำกัดให้ใช้แพลตฟอร์ม AI แบบเฉพาะภูมิภาค เหตุจากประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ กฎระเบียบและความมั่นคง ที่จะเป็นตัวหนุนให้รัฐบาลต่าง ๆ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบแยกเป็นอิสระที่ใช้ข้อมูลบริบทเฉพาะตัวขึ้นมา

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

กอราฟ กุปตา รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ประเทศที่มีเป้าหมายสร้างอธิปไตยทางดิจิทัล หรือ Digital Sovereignty กำลังเพิ่มการลงทุนกับโครงสร้าง AI ภายในประเทศ หรือ Domestic AI Stacks มากขึ้น เพื่อมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากโมเดลที่เป็นระบบปิดของสหรัฐฯ ซึ่งประกอบไปด้วย ประสิทธิภาพการประมวลผล ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน และโมเดลที่ทำงานสอดคล้องกับกฎหมาย วัฒนธรรม และภูมิภาคของตน ซึ่งความเชื่อมั่นและความเข้ากันได้ทางวัฒนธรรมกลายเป็นเกณฑ์สำคัญ โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์ม AI ที่สอดคล้องกับค่านิยมท้องถิ่น กรอบการกำกับดูแล และความคาดหวังของผู้ใช้งาน มากกว่าแพลตฟอร์มที่มีเพียงชุดข้อมูลการฝึกฝนขนาดใหญ่ที่สุด”

การ์ทเนอร์ยังพบด้วยว่า ประเทศในกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ประเทศตะวันตกเริ่มเปลี่ยนจุดยืน เนื่องจากพวกเขากังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของตะวันตกที่แพร่เข้ามามากเกินไป และทำให้ AI Sovereignty (ความสามารถของประเทศหรือองค์กรในการควบคุมวิธีการพัฒนา แนวทางการติดตั้งนำไปใช้งาน และการใช้ AI ภายในขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของตนได้อย่างอิสระ) จะทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องใช้งบประมาณอย่างน้อย 1% ของ GDP กับโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในปี 2572 ด้วย

“ดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานในโรงงาน AI ถือเป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญของ AI stack ที่ช่วยให้เกิดอธิปไตยทาง AI ส่งผลให้ดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะมีการขยายตัวและการลงทุนอย่างมหาศาลในอนาคต ผลักดันให้บริษัทไม่กี่แห่งที่ควบคุมโครงสร้าง AI มีมูลค่าบริษัทเติบโตในระดับเลขสองหลักถึงล้านล้านดอลลาร์” กุปตา กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ผู้บริหารการ์ทเนอร์ยังฝากคำแนะนำถึงผู้บริหารไอที (CIOs) 4 ข้อ ดังนี้

  • ออกแบบเวิร์กโฟลว์ที่ไม่ยึดติดกับโมเดลใด ๆ โดยใช้เลเยอร์การจัดการต่าง ๆ ช่วยให้สามารถสลับไปมาระหว่าง LLM ในภูมิภาคต่าง ๆ และผู้ให้บริการที่แตกต่างกันได้
  • มีการกำกับดูแล AI และจัดเก็บข้อมูลในประเทศ และการปรับแต่งโมเดลเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย วัฒนธรรม และภาษาเฉพาะของแต่ละประเทศ
  • สร้างสัมพันธ์กับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับชาติ ผู้ให้บริการ LLM ระดับภูมิภาค และผู้นำด้าน Sovereign AI ในตลาดสำคัญ ๆ พร้อมจัดทำรายชื่อพันธมิตรที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
  • คอยติดตามกฎหมาย AI กฎระเบียบด้านอธิปไตยทางข้อมูล และมาตรฐานใหม่ ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานที่และวิธีการติดตั้งใช้งานโมเดล AI รวมถึงการประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้

ดังนั้น ภาพของอุตสาหกรรม AI ในอนาคตอาจไม่ได้เป็นระบบนิเวศที่รวมศูนย์อยู่กับผู้พัฒนาเพียงไม่กี่รายอีกต่อไป แต่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่แต่ละประเทศสร้าง “AI Ecosystem ของตัวเอง” มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านกฎหมาย วัฒนธรรม และความมั่นคงของข้อมูล

แนวโน้มนี้ไม่เพียงเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่ยังทำให้โครงสร้างพื้นฐานอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปประมวลผล และแพลตฟอร์ม AI กลายเป็น ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่รัฐบาลทั่วโลกต้องเร่งลงทุน เพื่อรักษาอธิปไตยทางดิจิทัลและความสามารถในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจ AI นั่นเอง


แชร์ :

You may also like