HomeBrand Move !!Samsung ไม่ได้บุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย AI อย่างเดียว แต่กำลังบุกไปถึงต้นกำเนิดของ AI

Samsung ไม่ได้บุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย AI อย่างเดียว แต่กำลังบุกไปถึงต้นกำเนิดของ AI

แชร์ :

บุกต่อไม่พัก ซัมซุง” เดินหน้าเจาะตลาดใหม่ในไทยเพิ่ม ประกาศลุย “ธุรกิจสะดวกซัก – ระบบทำความเย็น Data Center” พร้อมดึง AI สู่การเป็น “เพื่อนคู่คิด” ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับพรีเมียมทั้งสมาร์ททีวี – ตู้เย็นอัจฉริยะ

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

ถือเป็นการเดินหน้าเข้าสู่ปี 2026 ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับ ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ โดยในปีนี้ การนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ถูกพัฒนาไปในหลายรูปแบบ เห็นได้จากการที่ คุณเซยุน คิม ประธานบริษัทฯ อ้างถึงวิสัยทัศน์ “Your Companion to AI Living” หรือก็คือการนำ AI มาเป็นเพื่อนคู่คิด และสร้าง Ecosystem เพื่อให้อุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้ในระบบเดียว (รวมถึงเปิดให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT จากค่ายอื่น ๆ ได้ด้วย)

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่ซัมซุงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจากการสำรวจ Consumer Insights & Behavior Trends เราพบว่าผู้บริโภคไทยตัดสินใจอัปเกรดสินค้าเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง นี่คือเหตุผลที่ซัมซุงพัฒนา AI ให้เป็นมากกว่าฟีเจอร์บนอุปกรณ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่เป็นประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันทั้งอีโคซิสเต็ม”

พร้อมกันนี้ คุณเซยุนยังได้เผยตัวเลขด้วยว่า ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ซัมซุงที่ใช้งานอยู่ในไทยมากกว่า 37 ล้านเครื่อง (เป็นข้อมูลภายในของไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์) 

ซื้อกิจการ FlaktGroup รุกธุรกิจทำความเย็นเพื่อ “Data Center”

นอกจาก AI ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับคอนซูเมอร์แล้ว ในภาคธุรกิจ การรุกตลาดระบบเครื่องทำความเย็นสำหรับ Data Center หนึ่งในแกนหลักของการประมวลผล AI ก็เป็นสิ่งที่ Samsung เริ่มแล้วด้วยเช่นกัน โดยคุณอภิรดี พหลเวชช์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจเครื่องปรับอากาศและกลุ่มลูกค้าองค์กรเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ได้เผยถึงโอกาสในการบุกดังกล่าวว่า ส่วนหนึ่งมาจากการซื้อกิจการ FlaktGroup บริษัทจากสหภาพยุโรปด้วยเม็ดเงินราว 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่ง FlaktGroup ถือเป็นบริษัทเบอร์ต้น ๆ ในด้านระบบปรับอากาศ (AHU) และการจัดการคุณภาพอากาศ

อย่างไรก็ดี การบุกตลาดระบบทำความเย็นสำหรับ Data center ด้วยสินค้าของ FlaktGroup ภายใต้ชื่อ Samsung อาจยังไม่ได้เห็นในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากทาง FlaktGroup และ Samsung อยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าร่วมกัน โดยอาจใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี จึงจะสามารถนำเสนอเป็นระบบทำความเย็นให้กับตลาด Data Center ของไทยได้ต่อไป

บุก “ตลาดสะดวกซัก” ส่งตรงเครื่องซักผ้า-อบผ้าจากเกาหลี

สำหรับตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าหมวดเครื่องซักผ้า พบว่ามีการเปิดตัวโมเดลใหม่หลายรายการ รวมถึงเครื่องซักผ้าเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์ เพื่อบุกตลาดร้านสะดวกซักเต็มตัว โดยคุณสารัช อักษราลิขิตสันติ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวถึงตลาดดังกล่าวว่า ได้นำเข้าเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ 38 และ 64 กิโลกรัมมาจากประเทศเกาหลีใต้โดยตรง โดยมีจุดเด่นเรื่องระยะเวลาในการซักที่รวดเร็ว นอกจากนั้นยังมีเครื่องอบผ้า เพื่อทำตลาดร่วมด้วย

สำหรับรูปแบบการบุกตลาดพบว่าจะมีการจับมือกับพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยที่เป็นร้านสะดวกซัก (ไม่ได้ลงมาทำเอง) และจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ โดยคุณสารัชเผยว่า สำหรับปี 2026 ถือเป็นช่วงเริ่มต้น และทดลองตลาด แต่เป้าหมายระยะยาวคือการขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดดังกล่าวแน่นอน

การบุกตลาดดังกล่าวยังสอดคล้องกับตัวเลขการเติบโตที่ธนาคารกรุงศรีได้เคยกล่าวถึงไว้ โดยระบุว่า ธุรกิจร้านซักอบรีดประเภทร้านสะดวกซัก มีมูลค่าตลาดในปี 2565 อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่า ใน 6-7 ปีข้างหน้า จะมีร้านสะดวกซักมากถึง 9,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการลงทุน และการเติบโตได้เป็นอย่างดี

เปิดตัว SmartThings Pro สำหรับองค์กร

คุณอภิรดียังได้กล่าวถึงแพลตฟอร์ม SmartThings ซึ่งเป็นตัวกลางสำหรับเชื่อมต่อเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ เข้าด้วยกันด้วยว่า ปัจจุบันได้มีการเปิดให้บริการ SmartThings Pro (สำหรับองค์กร) เพิ่มเติมแล้ว พร้อมกรณีศึกษาการใช้งานจริงในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยตัวระบบสามารถช่วยมอนิเตอร์คุณภาพอากาศเพื่อให้ทางโรงเรียนแจ้งเตือนเด็ก ๆ (ค่าฝุ่น PM1.0) ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจค้าปลีก ได้แก่ ไทวัสดุ และโรงพยาบาลอีกหนึ่งแห่ง (ยังไม่เปิดเผยชื่อ) ที่ใช้งานแพลตฟอร์ม SmartThings Pro ด้วยเช่นกัน โดยข้อมูลจาก Samsung ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานชาวไทยใช้แพลตฟอร์ม SmartThings แล้ว 4.4 ล้านคน (เติบโตขึ้น 26% จากปี 2025)

ในส่วนของธุรกิจทีวี คุณชวพจน์ เทียนทอง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจภาพและเสียง บริษัทไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ทีวีในมุมของซัมซุงกำลังจะเปลี่ยนไปสู่ “AI Entertainment Companion” หรือเพื่อนคู่คิดด้านความบันเทิง ที่สามารถเข้าใจทั้งเนื้อหา บริบท และพฤติกรรมการรับชมของผู้ใช้ได้ พร้อมยกตัวอย่างการตอบโต้กับผู้ใช้งาน และคาดการณ์ความต้องการ ตลอดจนนำเสนอข้อมูลหรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องได้แบบเรียลไทม์บนหน้าจอ สอดรับกับพฤติกรรมการใช้งานจริงของคนไทยที่ดูข่าว ดูบอล ดูซีรีส์ และใช้ทีวีตลอดทั้งวัน

นอกจากนั้น ผู้บริหารซัมซุงยังได้เตรียมเปิดตัวจอ Micro RGB ขนาด 130 นิ้ว จากงาน CES เมื่อต้นปีที่ไทยด้วย (คาดว่าจะเป็นช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม) พร้อมระบุว่า มหกรรมฟุตบอลโลกคือปัจจัยที่จะดันตลาดสมาร์ททีวีในปีนี้ให้เติบโต 

นอกจากนั้นจะมีการส่งทีวีแบบ Movingstyle หรือก็คือทีวีที่มาพร้อมขาตั้ง – เคลื่อนที่ได้ ขนาดหน้าจอ 27 นิ้ว โดยเน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ร่วมด้วย

ด้านคุณอภิรดา พัวพรพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์จอภาพ กล่าวถึงไลน์อัปใหม่ของซัมซุงว่า มีการเปิดตัวจอ Spatial Signage หรือเทคโนโลยีจอ 3 มิติแบบไม่ต้องสวมแว่น ที่เพิ่มมิติความลึกให้คอนเทนต์ 2 มิติได้ รวมถึงซอฟต์แวร์อัจฉริยะอย่าง VXT ที่เสริมด้วย AI Enhancement และระบบแชตบอต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคอนเทนต์และการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ทั้งหมดนี้อาจสะท้อนให้เห็นอีกหนึ่งทิศทางที่ “ซัมซุง” ในปี 2026 จะก้าวไป นั่นคือ การรุกตลาดระดับบน และองค์กรที่มากขึ้น ทั้งจากการนำโซลูชัน SmartThings Pro เข้ามาให้บริการกับหลายภาคส่วน (โรงเรียน, ค้าปลีกและโรงพยาบาล) ระบบทำความเย็นเพื่อตลาด Data Center ตลอดจนเครื่องซักและอบผ้าเพื่อร้านสะดวกซัก ขณะที่การผนวก AI ลงในเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ทีวี ตู้เย็น ก็พบว่าสามารถสร้างการเติบโตได้ดีในตลาดระดับพรีเมียม ตลาดไทยในวันนี้จึงไม่ได้สำคัญต่อซัมซุงแค่ในแง่ยอดขาย หากแต่ยังเป็นตลาดที่ซัมซุงได้ทดลอง และขยายโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ไปพร้อมกันด้วย


แชร์ :

You may also like