
– รายได้จากการขายสินค้าและบริการ มีจำนวน 990,663 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากปีก่อนหน้า จากการปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าและบริการตลอดเวลา รวมถึงกลยุทธ์ O2O ของแต่ละหน่วยธุรกิจ รายได้ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยหลักมาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ธุรกิจค้าส่ง และธุรกิจอื่นๆ
– รายได้อื่น ๆ ประกอบด้วย ดอกเบี้ยรับ เงินปันผลรับ และรายได้อื่น รวม 31,480 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.3% โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้อื่น เพิ่มขึ้น 2,780 ล้านบาทจากปีก่อน เกิดจากรายได้ทางการตลาดที่แปรผันตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น
– รายได้รวมก่อนหักรายการระหว่างกัน แบ่งสัดส่วนตาม 3 ธุรกิจหลัก มีดังนี้ 1. ธุรกิจร้านสะดวกซื้อมีสัดส่วน 46% 2. ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและศูนย์การค้า มีสัดส่วน 48% และ 3. ธุรกิจอื่น ๆ ในประเทศไทยมีสัดส่วน 6%
ปี 68 มีร้าน 7-Eleven รวม 15,945 สาขา
ปี 2568 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการรวม 462,854 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 23,067 ล้านบาท หรือ 5.2% และมีกำไรสุทธิ 24,984 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.9% จากปีก่อน
ปี 2568 ธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อ ได้มีการขยายสาขา 7-Eleven ทั้งร้านบริษัท, ร้าน Store Business Partner (SBP) และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต รวม 700 สาขา ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย
ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนร้านสาขา 7-Eleven ประเทศรวม 15,945 สาขา แบ่งเป็นร้านบริษัท 8,194 สาขา (สัดส่วน 51%) เพิ่มขึ้น 451 สาขา ร้าน SBP 6,803 สาขา (สัดส่วน 43%) เพิ่มขึ้น 209 สาขา และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 948 สาขา (สัดส่วน 6%) เพิ่มขึ้น 40 สาขา
– ยอดขายเฉลี่ยต่อร้านต่อวัน เท่ากับ 83,777 บาท
– ยอดซื้อต่อบิลประมาณ 88 บาท
– จำนวนลูกค้าต่อสาขาต่อวันเฉลี่ย 951 คน
สำหรับธุรกิจร้านสะดวกซื้อในต่างประเทศ ปี 2568 ได้ขยายสาขา 7-Eleven ใน สปป.ลาว เพิ่มขึ้น 16 สาขา ส่งผลให้มีร้านรวมทั้งสิ้น 26 สาขา ในขณะที่มีร้านสาขาในกัมพูชา จำนวน 112 สาขา
รายได้จากการขายสินค้า ผ่านกลยุทธ์ O2O อาทิ 7Delivery และ All Online ได้รับการตอบรับในระดับดีอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ โดยมีสัดส่วนประมาณ 11% ของรายได้จากการขายสินค้ารวมในปีที่ผ่านมา
ธุรกิจร้านสะดวกซื้อยังมีรายได้อื่นอีก 29,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,102 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11.7% รายได้มาจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของสาขา อาทิ การให้เช่าพื้นที่ และอื่น ๆ
ร้าน 7-Eleven ได้พัฒนาไปสู่การเป็น “ร้านอิ่มสะดวก” เต็มรูปแบบ โดยให้ความสำคัญกับการปรับตัวตามความต้องการของลูกค้าตลอดเวลา ดังนี้
– พัฒนาสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยการเพิ่มเมนูสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง อาทิ เมนูเครื่องดื่มกลุ่ม All Café คัดสรร และเบลลินี่ รวมทั้ง All Select
– การรวบรวมสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าซื้อซ้ำ ซื้อบ่อย ภายใต้ชื่อ All Grocer’s
– การยกระดับร้านยาและบริการสุขภาพ ผ่านร้านยา All Care Pharmacy
– การยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในรูปแบบ O2O โดยมุ่งพัฒนา 7App ให้เป็นแพลตฟอร์มหลักด้านสินค้าและบริการแบบสะดวกครบวงจร All Convenience
– ปี 2568 สัดส่วนของรายได้จากการขาย 76.3% มาจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และ 23.7% มาจากสินค้าอุปโภค
สัดส่วนรายได้สินค้าอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค รวมทั้งมีการออกสินค้าใหม่ควบคู่กับโปรโมชันของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้เพิ่มขึ้น ทั้งไทยและต่างชาติ สะท้อนให้เห็นว่า ร้าน 7-Eleven เป็นจุดหมายปลายทางที่ 1 ในใจลูกค้าเมื่อนึกถึงอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกที่และทุกเวลา
ปี 69 เปิดร้าน 7-Eleven อีก 700 สาขา
วางแผนลงทุนเปิดร้าน 7-Eleven สาขาใหม่ในประเทศไทยอีกประมาณ 700 สาขา และมีเป้าหมายเปิดร้านใหม่เพิ่มใน สปป.ลาว อีกด้วย ส่วนกัมพูชา ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลง
งบลงทุนประมาณ 12,000 – 13,600 ล้านบาท ดังนี้
– การเปิดร้านสาขาใหม่ 3,800 – 4,600 ล้านบาท
– การปรับปรุงร้านเดิม 2,900 – 3,500 ล้านบาท
– โครงการใหม่, บริษัทย่อยและศูนย์กระจายสินค้า 4,000 – 4,100 ล้านบาท
– สินทรัพย์ถาวร และระบบสารสนเทศ 1,300 – 1,400 ล้านบาท



