ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดชำระเงินดิจิทัล หรือ Digital Payment เป็นอีกหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่หันมาชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น เพราะสะดวก รวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดมีการแข่งขันสูงขึ้นมาก จากผู้ให้บริการหลากหลายเพิ่มขึ้น หนึ่งในนั้นคือ “แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล” (Ant International) ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินดิจิทัลและเทคโนโลยีทางการเงินในเครือ Alibaba ของ Jack Ma ที่ได้ขยายตลาดออกนอกประเทศจีน โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา
จนปี 2568 มียอดการทำธุรกรรมดิจิทัลข้ามพรมแดนสูงกว่า 2,000 ล้านรายการ การเติบโตของ Ant International นี้มาจากปัจจัยอะไร? Brand Buffet พาไปค้นคำตอบจาก คุณดักลาส ฟีกิน ประธาน แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล
ธุรกิจที่แจ้งเกิดจาก Pain Point นักช้อป
เห็นตัวเลขการทำธุรกรรมดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว หลายคนอาจคิดว่า Ant International เป็นบริษัทที่มีอายุยาวนาน แต่จริงๆ แล้วบริษัทเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2014 หรือเพียง 10 ปีเท่านั้น จากการต่อยอดธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ Alibaba ที่เริ่มเติบโตขึ้น ทำให้มีนักช้อปจำนวนมากต้องการระบบชำระเงินที่น่าเชื่อถือในการช้อปปิ้งออนไลน์ เพราะตอนนั้นหลายคนยังไม่มีบัตรเครดิต จึงเกิดบริการชื่อว่า Alipay ขึ้นเพื่อเป็นระบบชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ให้กับผู้ใช้แพลตฟอร์มของ Alibaba

คุณดักลาส ฟีกิน ประธาน แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล
ในเวลาต่อมาได้ขยายบริการมาสู่การชำระค่าบริการต่างๆ ในรูปแบบ Mobile payment ก่อนจะแยกตัวออกมาตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า Ant Financial Service Group หรือชื่อปัจจุบันคือ Ant Group พร้อมกับขยายตลาดออกนอกจีน เพื่อขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SMEs ในตลาดเกิดใหม่ ภายใต้ Ant International รวมทั้งพัฒนาบริการทางการเงินใหม่ๆ มากมาย จนปัจจุบันครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย
1.Alipay+ กระเป๋าเงินดิจิทัลระหว่างประเทศ โดยทำหน้าที่เชื่อมต่อร้านค้าผู้ให้บริการ Wallet, Super App รวมถึงเครือข่ายการชำระเงิน QR แห่งชาติ และบัตรเครดิต กว่า 40 ราย เข้ากับบัญชีผู้ใช้งานที่ปัจจุบันมีกว่า 1.8 พันล้านบัญชี เพื่อให้ผู้บริโภคเดินทางท่องเที่ยว และชำระค่าสินค้าข้ามพรมแดนได้ง่ายดาย โดยกลยุทธ์สำคัญคือ การวางตัวเองเป็นมากกว่าแค่บริการชำระเงิน ผ่านการพัฒนาบริการดิจิทัลต่างๆ บนแอป ไม่ว่าจะเป็น โปรโมชั่นที่เข้ากับความต้องการของแต่ละคน และบริการ AI Travel Agent ช่วยวางแผนการเดินทาง จองตั๋ว หาโปรโมชั่น และแปลภาษาให้นักเดินทางทั่วโลกได้แบบเรียลไทม์
2.Atom แพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการ SMEs โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อระบบของร้านค้าได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น ผู้ช่วยชำระเงินอัจฉริยะอย่าง Antom Copilot ที่ช่วยลดเวลาการเชื่อมต่อระบบชำระเงินได้สูงถึง 95% และบริการ Antom Payment Orchestration (APO) ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเชื่อมต่อการรับชำระเงินได้ครบวงจรเพียงครั้งเดียวด้วยระบบ Smart Routing ส่งผลให้การทำธุรกรรมของผู้บริโภคนอกจีนเพิ่มขึ้น 75%
3.Bettr บริการสินเชื่อในรูปแบบ Embedded Lending สำหรับ SMEs โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain และ AI มาเพิ่มความเร็วในการโอนเงินข้ามประเทศ และบริหารความเสี่ยงค่าเงิน ทำให้ปัจจุบันสามารถขยายการบริการไปกว่า 30 ล้านรายใน 20 ตลาด และในจำนวนนี้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อสูงถึง 80%
4.WorldFirst บริการโซลูชันบัญชีดิจิทัลแบบครบวงจรสำหรับ SMEs โดยนำ AI มาช่วยจัดการรับและจ่ายเงินสกุลต่างประเทศได้ในที่เดียว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถค้าขายกับต่างประเทศได้คล่องตัวยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 1.5 ล้านราย ครอบคลุมในกว่า 210 ประเทศ
เติบโตด้วย “บริการ” และขยาย “ตลาดใหม่”
สิ่งที่ทำให้ Ant International ประสบความสำเร็จ จนเติบโตและขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบัน 90% ของฐานลูกค้าทั้งหมดกว่า 150 ล้ารายทั่วโลก เป็นกลุ่มธุรกิจ SMEs เกิดจาก 1.ความหลากหลายของบริการ แม้ในช่วงแรกมีแต่บริการกระเป๋าเงินดิจิทัล แต่ต่อมาได้ต่อยอดสู่บริการทางการเงินใหม่ๆ เพื่อขยาย Product Portfolio ให้หลากหลายมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือ การนำ เอา AI มาใช้ในการพัฒนาบริการ ซึ่งทำให้บริการทางการเงินของ Ant International แตกต่างและตอบความต้องการของผู้ประกอบการที่แตกต่างในแต่ละภูมิภาค
โดยคุณฟีกินได้ยกตัวอย่าง Falcon Time-Series Transformer (TST) ที่นำ AI มาช่วยบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX risk management) ให้กับสายการบิน AirAsia จนช่วยลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง (hedging costs) ได้สูงถึง 40% หรือ EPOS360 ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับ SMEs ที่รวมเครื่องมือ AI เข้ากับระบบ ณ จุดขาย (POS) การชำระเงิน บริการธนาคาร การเงิน และการจัดการการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงการพัฒนาโมเดล SHIELD ซึ่งเป็น AI สำหรับบริหารจัดการความเสี่ยงแบบ 3-in-1 ที่สามารถบูรณาการข้อมูลได้หลากหลายมิติ ทั้งข้อมูลแบบกราฟ ลำดับ และตาราง โมเดลนี้มีความแม่นยำสูงถึง 95% ในการระบุธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง และสามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จในการชำระเงินได้สูงสุดถึง 13.5%
โดยอนาคต Ant International ยังให้ความสำคัญกับการนำ AI มาพัฒนาโซลูชั่นทางการเงินให้หลากหลาย และตอบความต้องการของผู้บริโภคและ SMEs อย่างต่อเนื่อง
2.การขยายไปยังตลาดใหม่ๆ ถึงแม้ Ant International มีความแข็งแกร่งในตลาดจีนอยู่แล้ว แต่ไม่เคยหยุดมองหาโอกาสสร้างการเติบโต โดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มการเติบโตคือ การร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นขยายตลาดนอกประเทศจีน โดยเฉพาะไทย คุณฟีกิน บอกว่า นับเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ โดยเป็นประเทศแรกๆ ที่ Ant International เข้าไปลงทุน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีศักยภาพ โดยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว จึงมีความสำคัญสำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดน
ขณะเดียวกันยังมี SMEs หันมาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซมากขึ้น แถมมีระบบชำระเงินหลากหลาย จึงมองว่าเป็นโอกาสที่บริษัทจะนำบริการทางการเงินต่างๆ เข้ามาให้บริการ โดยเฉพาะล่าสุดที่ไทยกำลังจะเปิดให้บริการ Virtual Bank เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินดิจิทัลได้มากขึ้น ซึ่งบริษัทก็มีแผนจะพัฒนาโซลูชันทางการเงินรูปแบบใหม่มาแข่งขันในตลาดนี้เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการขยายไปยังตลาดใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับ Ant International ในอุตสาหกรรมการเงินดิจิทัล
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE







