ท่ามกลางกระแสการนำ Generative AI (GenAI) มาใช้ในองค์กรที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การ์ทเนอร์เตือนว่าภายใต้ความสามารถอันทรงพลังของเทคโนโลยีนี้ ยังมี “จุดบอด” สำคัญที่อาจกลายเป็นความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ต่อองค์กรได้ พร้อมชี้ว่า CIO ต้องปรับบทบาทจากผู้บริหารด้านเทคโนโลยี มาเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณอรุณ จันทรเศกการัน (Arun Chandrasekaran) รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เทคโนโลยีและเทคนิคการใช้งานของ GenAI กำลังพัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน พร้อม ๆ กับความคาดหวังขององค์กรผู้ใช้ นั่นทำให้ผู้บริหาร CIO ต้องเผชิญความท้าทายของการเป็นผู้นำท่ามกลางภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลานี้” โดยความเสี่ยงต่าง ๆ ประกอบด้วย
5 ความเสี่ยงของการใช้งาน GenAI
การแอบใช้ AI แบบลับ ๆ (Explosion of Shadow AI)
ผลสำรวจผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จำนวน 302 ราย ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ปี 2568 เผยว่า 69% ขององค์กรสงสัยหรือมีหลักฐานว่าพนักงานกำลังใช้ GenAI สาธารณะที่ต้องห้าม ซึ่งการนำเครื่องมือ AI ที่ไม่ได้รับอนุญาตมาใช้อย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่ผลกระทบทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดเผยข้อมูล และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น และนำไปสู่การคาดการณ์ที่ว่า ภายในปี 2573 มากกว่า 40% ขององค์กรจะเผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยหรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เชื่อมโยงกับ Shadow AI ที่ไม่ได้รับอนุญาต
หนี้ทางเทคนิคจาก AI (AI Technical Debt)
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2573 องค์กร 50% จะเผชิญกับการอัปเกรด AI ที่ล่าช้าและ/หรือต้นทุนการบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากหนี้ทางเทคนิคของ GenAI ที่ไม่ได้รับการจัดการ
อรุณให้ความเห็นเสริมว่า “องค์กรต่าง ๆ ตื่นเต้นกับความเร็วในการตอบสนองของ GenAI แต่ด้วยต้นทุนที่สูงลิ่วในการบำรุงรักษา แก้ไข หรือปรับเปลี่ยนสิ่งที่ AI สร้างขึ้น เช่น โค้ด เนื้อหา และการออกแบบ อาจลดทอนผลตอบแทนที่ควรจะได้รับจากการลงทุนตามที่ GenAI สัญญาไว้ ดังนั้นการจัดทำมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับการตรวจสอบและจัดทำเอกสารสินทรัพย์ที่ AI สร้างขึ้น และติดตามตัวชี้วัดหนี้สินทางเทคนิคในแดชบอร์ด IT จะช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินการได้แบบเชิงรุกเพื่อป้องกันการหยุดชะงักที่มีค่าใช้จ่ายสูง”
ความต้องการด้านอธิปไตยข้อมูลและ AI ที่เพิ่มขึ้น (Rising Demand for Data and AI Sovereignty)
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2571 รัฐบาล 65% ทั่วโลกจะนำข้อกำหนดด้านอธิปไตยทางเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระและป้องกันการแทรกแซงด้านกฎระเบียบจากต่างแดน
ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลหรือใช้โมเดลการแบ่งปันข้อมูลแบบข้ามประเทศ (Cross-Border Data) สามารถชะลอการปรับใช้ AI ทั่วทั้งองค์กร เพิ่มต้นทุนรวมของการเป็นเจ้าของระบบไอทีต้นทุนการเป็นเจ้าของทั้งหมด (Total cost of Ownership หรือ TCO) และส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมาะสม
เพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ CIO ต้องสร้างอธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) ใส่เข้าไปในกลยุทธ์ AI ตั้งแต่เริ่มต้น โดยการให้ทีมกฎหมายเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เนิ่น ๆ และจัดลำดับความสำคัญของผู้ให้บริการที่ตอบสนองความต้องการด้านอธิปไตยข้อมูลและ AI
การเสื่อมถอยของทักษะ (Skills Erosion)
การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจกัดกร่อนความเชี่ยวชาญ การตัดสินใจ และความรู้โดยนัยของมนุษย์ที่มีความสำคัญ ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดหรือทดแทนได้ง่าย ๆ โดยการเสื่อมถอยของทักษะนี้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมักไม่มีใครสังเกตเห็น ดังนั้นผู้บริหาร CIO อาจไม่รับรู้ถึงความเสี่ยงจนกว่าองค์กรจะมีปัญหาในการทำงานเมื่อไม่ได้ใช้งาน AI หรือเมื่อ AI เกิดการล้มเหลวเป็นกรณีพิเศษและต้องใช้สัญชาตญาณมนุษย์เข้ามาช่วย
“เพื่อป้องกันการสูญเสียความรู้และความสามารถขององค์กรไปเรื่อย ๆ องค์กรควรระบุว่าการตัดสินใจและงานที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์นั้นมีความจำเป็นในด้านใด และออกแบบโซลูชัน AI เพื่อเสริม ไม่ใช่มาแทนที่ทักษะเหล่านี้” อรุณกล่าว
การผูกติดกับระบบนิเวศและทำงานกับผู้ให้บริการเดียว (Ecosystem Lock-In and Interoperability)
องค์กรที่มุ่งมั่นนำศักยภาพ GenAI มาใช้ประโยชน์ในวงกว้าง มักเลือกผู้ให้บริการเพียงรายเดียวเพื่อความรวดเร็วและความง่าย ซึ่งการพึ่งพาเชิงลึกนี้ส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวทางเทคนิคและอำนาจในการต่อรองเจรจาเกี่ยวกับด้านราคา เงื่อนไข หรือระดับการให้บริการในอนาคต
ผู้บริหาร CIO จำนวนมากมักประเมินความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูล โมเดล หรือเวิร์กโฟลว์การทำงานต่ำไป และยึดติดกับ API ที่ออกแบบมาเฉพาะจากผู้ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล และเครื่องมือที่มีบนแพลตฟอร์ม (Platform Tools)
“การจัดลำดับความสำคัญของมาตรฐานเปิด API และสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์เพื่อออกแบบชุดเทคโนโลยี AI จะช่วยให้องค์กรสามารถหลีกเลี่ยงการผูกติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมากจนเกินไป นอกจากนี้ผู้บริหาร CIO ต้องสร้างมาตรฐานการทำงานร่วมกันในโครงการนำร่อง GenAI และมีการประเมินผล” อรุณกล่าวสรุป




