HomeMediaปี 2026 โฆษณา “โตต่ำ” จับตาเม็ดเงินอินฟลูเอนเซอร์สะพัด 2.4 หมื่นล้าน    

ปี 2026 โฆษณา “โตต่ำ” จับตาเม็ดเงินอินฟลูเอนเซอร์สะพัด 2.4 หมื่นล้าน    

แชร์ :

เศรษฐกิจประเทศไทยปี 2026 ยังคงเจอความท้าทาย จากความไม่แน่นอนต่างๆ ทั้งการเมือง ข้อพิพาทชายแดน ภาษีทรัมป์  รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ล้วนส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

แต่ก็มีปัจจัยบวกให้เห็นอยู่บ้าง เช่น ท่องเที่ยวยังเติบโตได้ การลงทุนยกระดับภาคอุตสาหกรรมใหม่อย่างพลังงานสะอาด  พลังงานทดแทน ระบบโลจิสติกส์ เพื่อเป็นฮับการผลิตใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การเกษตรรูปแบบใหม่ การใช้เทคโนโลยี AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

จากการประเมินของสถาบันการเงินต่างๆ ปี 2026 คาดการณ์ “จีดีพี” ไทยเติบโต 1.6-2.0%  ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเศรษฐกิจทั่วโลกที่เติบโต 2.9-3.1% โดยกลุ่มประเทศอาเซียนเติบโตสูงสุดที่ 4.3-4.8% โดยไทยเติบโตอยู่ในอันดับท้ายๆ ของกลุ่มอาเซียน

โฆษณา 2026 โตต่ำ 

คุณภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมโฆษณาปี 2026  อยู่ในภาวะ “โตต่ำ” แต่เม็ดเงินจริงอาจแตะ 1 แสนล้าน จากสื่อดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์

– สรุปเม็ดเงินโฆษณาปี 2025 จากเดิมคาดการณ์ตัวเลขเป็น “บวก” แต่ผ่านมา 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) เม็ดเงินอยู่ที่ 78,272  ล้านบาท  “ติดลบ” 0.35% เพราะไตรมาสสุดท้ายมีแต่ปัจจัยลบ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วม กำลังซื้อซบเซา ส่งผลให้เม็ดเงินรายสื่อลดลง เช่น ทีวี ลดลง 6%  วิทยุ ลดลง 11% หนังสือพิมพ์ ลดลง 51%   ส่วนสื่อที่เติบโต อย่าง สื่อดิจิทัล เพิ่มขึ้น 4% (ต่ำกว่าคาดการณ์)  สื่อนอกบ้าน (OOH) เติบโต 13% เป็นเพียงสื่อเดียวที่เพิ่มขึ้นสูง

–  MI Group คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณา ปี 2025 มีมูลค่า 85,727 ล้านบาท ติดลบ 0.06% หรือไม่เติบโต  (จากเดิมคาดการณ์เติบโต) มาจากปัจจัยลบ ไม่ว่าจะเป็น ภาษีทรัมป์ การเมือง  ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา เหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ

–  ปี 2026 คาดการณ์มูลค่าอยู่ที่ 88,271 ล้านบาท เติบโต 0.64% เนื่องจากยังมีปัจจัยลบเดิมและปัจจัยบวกยังมีไม่มาก โดย “สื่อดิจิทัล” ยังเติบโตต่อเนื่อง สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40.3% ขณะที่ “ทีวี” มีสัดส่วน 33.6%  หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมโฆษณา  สื่อนอกบ้าน (OOH) สัดส่วน 19.9%

อินฟลูเอนเซอร์เม็ดเงินสะพัด 2.4 หมื่นล้าน

สิ่งที่ต้องจับตามองในสื่อดิจิทัล คือ อินฟลูเอนเซอร์ ที่มีกว่า 9 ล้านคน กลุ่มที่เติบโตสูง คือ Nano และ Micro Influencer  ที่มีจำนวนมาก จากการบริหารเม็ดเงินโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ พบว่ามีการใช้จ่ายงบโฆษณาในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์โดยตรงไม่ได้ผ่านเอเยนซี่ โดยเฉพาะโลคอลแบรนด์  SMEs ที่ทำการตลาดเอง จึงไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลเม็ดเงินโฆษณาได้

ดังนั้นในสื่อดิจิทัลจึงมีตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาอีกจำนวนมากที่ไม่ได้สำรวจ ทั้งการที่แบรนด์ใช้ผ่านแพลตฟอร์มโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น Meta YouTube TikTok  และ Influencer Marketing

MI Group จึงประเมินว่าเฉพาะเม็ดเงินโฆษณาในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ที่ไม่ได้ถูกจัดเก็บข้อมูล ปี 2025  คาดว่าอยู่ที่ 23,100 ล้านบาท  และปี 2026 อยู่ที่ 24,332 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อนำไปรวมกับมูลค่าโฆษณาสื่อดิจิทัล จะทำให้เม็ดเงินทั้งอุตสาหกรรมโฆษณา ปี 2025 อยู่ที่ 108,900 ล้านบาท และปี 2026 อยู่ที่ 110,603 ล้านบาท

อุตสหกรรมโฆษณาปี 2025 สื่อดิจิทัล มีสัดส่วน 51.7% (เกินครึ่งครั้งแรก) และปี 2026 สัดส่วนอยู่ที่ 53.4%

ขณะที่สัดส่วนในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปี 2021 อยู่ที่ 4.5%  ปี 2025 อยู่ที่ 15.5%  และปี 2026  อยู่ที่ 21.3%  ปัจจุบันทุกอุตสาหกรรมใช้เม็ดเงินผ่าน Influencer Marketing  บางแคมเปญใช้ 100% จึงเป็นกลุ่มที่ยังเติบโตได้ แต่ตัวเลขการเติบโตจะไม่สูงเหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะมูลค่าตลาดมีขนาดใหญ่มากแล้ว

คุณพศธร สุขอัมพร

 

เปิดตัว “The Balance Kit”

การเตรียมความพร้อมรับมือปี 2026 ผ่านโครงการแบ่งปันองค์ความรู้ MI GROUP Wisdom ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5  ปีนี้ได้นำเสนอคอนเซ็ปต์ “The Balance Kit” เครื่องมือประเมินสมดุลการทำการตลาด ที่ช่วยนักการตลาดและ SMEs ขับเคลื่อนยอดขาย ควบคู่กับการสร้างคุณค่าแบรนด์ระยะยาว เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ในยุคที่ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วกว่าแผนการตลาด

คุณพศธร สุขอัมพร New Business Development – Director, MI GROUP กล่าวว่าโครงการแบ่งปันองค์ความรู้ MI GROUP Wisdom ปีนี้นำเสนอคอนเซ็ปต์ The Balance Kit – Tree of Growth เครื่องมือประเมิน “สมดุลการทำการตลาด” ที่ช่วยนักการตลาดและ SMEs ทบทวนการทำงานตลอดปีที่ผ่านมา ผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่

1. เลือก “ระยะการเติบโตของแบรนด์” จาก 4 ระยะ 1. แบรนด์ใหม่ 2. แบรน์ที่กำลังเติบโต 3. แบรนด์ผู้นำ และ 4. แบรนด์เฉพาะกลุ่ม

2. ประเมินกิจกรรมทางการตลาดในปีที่ผ่านมา ผ่านโมเดล APEC: Awareness – Perception – Engagement – Conversion เพื่อค้นหา “จุดแข็ง–จุดเสี่ยง” และแนวทางการเติบโตที่เหมาะสมในแต่ละช่วงของแบรนด์

3. ระบบคำนวณและสรุปผลประเมินสถานะของแบรนด์ในปัจจุบัน พร้อมข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์จากทีม MI Wisdom

“เราอยากให้ The Balance Kit เป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนเชิงกลยุทธ์ช่วงสิ้นปี และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักการตลาด และ SMEs วางแผนได้อย่างทันสถานการณ์  โดยตั้งใจออกแบบให้ใช้งานได้ในไม่กี่ขั้นตอนเพื่อสรุปภาพการทำงานตลอดปีที่ผ่านมา พร้อมข้อเสนอแนะที่นำไปต่อยอดเป็นแนวทางในการสร้างสมดุลในปี 2026 และยังตอบคำถามสำคัญว่าแบรนด์ของคุณกำลัง โตเร็วพอ และ ลึกพอ หรือไม่”

ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน การเติบโตของแบรนด์ไม่ใช่แค่ “เร็วพอ” แต่ต้อง “มั่นคงพอ” ไปพร้อมกัน  MI GROUP จึงพัฒนา The Balance Kit – Tree of Growth เพื่อช่วยให้นักการตลาด และผู้ประกอบการได้ทบทวนว่า วันนี้การทำตลาดของแบรนด์กำลังเอนเอียงไปทางผลลัพธ์ระยะสั้นมากเกินไป หรือให้ความสำคัญกับการสร้างพลังระยะยาวมากพอแล้วหรือยัง  เพราะเชื่อว่าการเติบโตที่แท้จริงต้องเกิดจากสมดุลระหว่าง Quick Impact ที่ขับเคลื่อนยอดขาย และการตัดสินใจได้ทันที กับ Lasting Strength ที่สร้างทิศทาง ความเชื่อมั่น และความแข็งแรงของแบรนด์ในระยะยาว

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมทำแบบประเมิน The Balance Kit ได้ที่ https://balance.migroup.agency/

อ่านเพิ่มเติม


แชร์ :

You may also like