
แต่ก็มีปัจจัยบวกให้เห็นอยู่บ้าง เช่น ท่องเที่ยวยังเติบโตได้ การลงทุนยกระดับภาคอุตสาหกรรมใหม่อย่างพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน ระบบโลจิสติกส์ เพื่อเป็นฮับการผลิตใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การเกษตรรูปแบบใหม่ การใช้เทคโนโลยี AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
จากการประเมินของสถาบันการเงินต่างๆ ปี 2026 คาดการณ์ “จีดีพี” ไทยเติบโต 1.6-2.0% ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเศรษฐกิจทั่วโลกที่เติบโต 2.9-3.1% โดยกลุ่มประเทศอาเซียนเติบโตสูงสุดที่ 4.3-4.8% โดยไทยเติบโตอยู่ในอันดับท้ายๆ ของกลุ่มอาเซียน
โฆษณา 2026 โตต่ำ
คุณภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) ประเมินทิศทางอุตสาหกรรมโฆษณาปี 2026 อยู่ในภาวะ “โตต่ำ” แต่เม็ดเงินจริงอาจแตะ 1 แสนล้าน จากสื่อดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์
– สรุปเม็ดเงินโฆษณาปี 2025 จากเดิมคาดการณ์ตัวเลขเป็น “บวก” แต่ผ่านมา 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) เม็ดเงินอยู่ที่ 78,272 ล้านบาท “ติดลบ” 0.35% เพราะไตรมาสสุดท้ายมีแต่ปัจจัยลบ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วม กำลังซื้อซบเซา ส่งผลให้เม็ดเงินรายสื่อลดลง เช่น ทีวี ลดลง 6% วิทยุ ลดลง 11% หนังสือพิมพ์ ลดลง 51% ส่วนสื่อที่เติบโต อย่าง สื่อดิจิทัล เพิ่มขึ้น 4% (ต่ำกว่าคาดการณ์) สื่อนอกบ้าน (OOH) เติบโต 13% เป็นเพียงสื่อเดียวที่เพิ่มขึ้นสูง
– MI Group คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณา ปี 2025 มีมูลค่า 85,727 ล้านบาท ติดลบ 0.06% หรือไม่เติบโต (จากเดิมคาดการณ์เติบโต) มาจากปัจจัยลบ ไม่ว่าจะเป็น ภาษีทรัมป์ การเมือง ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา เหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ
– ปี 2026 คาดการณ์มูลค่าอยู่ที่ 88,271 ล้านบาท เติบโต 0.64% เนื่องจากยังมีปัจจัยลบเดิมและปัจจัยบวกยังมีไม่มาก โดย “สื่อดิจิทัล” ยังเติบโตต่อเนื่อง สัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40.3% ขณะที่ “ทีวี” มีสัดส่วน 33.6% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมโฆษณา สื่อนอกบ้าน (OOH) สัดส่วน 19.9%
อินฟลูเอนเซอร์เม็ดเงินสะพัด 2.4 หมื่นล้าน
สิ่งที่ต้องจับตามองในสื่อดิจิทัล คือ อินฟลูเอนเซอร์ ที่มีกว่า 9 ล้านคน กลุ่มที่เติบโตสูง คือ Nano และ Micro Influencer ที่มีจำนวนมาก จากการบริหารเม็ดเงินโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ พบว่ามีการใช้จ่ายงบโฆษณาในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์โดยตรงไม่ได้ผ่านเอเยนซี่ โดยเฉพาะโลคอลแบรนด์ SMEs ที่ทำการตลาดเอง จึงไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลเม็ดเงินโฆษณาได้
ดังนั้นในสื่อดิจิทัลจึงมีตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาอีกจำนวนมากที่ไม่ได้สำรวจ ทั้งการที่แบรนด์ใช้ผ่านแพลตฟอร์มโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น Meta YouTube TikTok และ Influencer Marketing
MI Group จึงประเมินว่าเฉพาะเม็ดเงินโฆษณาในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ที่ไม่ได้ถูกจัดเก็บข้อมูล ปี 2025 คาดว่าอยู่ที่ 23,100 ล้านบาท และปี 2026 อยู่ที่ 24,332 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อนำไปรวมกับมูลค่าโฆษณาสื่อดิจิทัล จะทำให้เม็ดเงินทั้งอุตสาหกรรมโฆษณา ปี 2025 อยู่ที่ 108,900 ล้านบาท และปี 2026 อยู่ที่ 110,603 ล้านบาท
อุตสหกรรมโฆษณาปี 2025 สื่อดิจิทัล มีสัดส่วน 51.7% (เกินครึ่งครั้งแรก) และปี 2026 สัดส่วนอยู่ที่ 53.4%
ขณะที่สัดส่วนในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปี 2021 อยู่ที่ 4.5% ปี 2025 อยู่ที่ 15.5% และปี 2026 อยู่ที่ 21.3% ปัจจุบันทุกอุตสาหกรรมใช้เม็ดเงินผ่าน Influencer Marketing บางแคมเปญใช้ 100% จึงเป็นกลุ่มที่ยังเติบโตได้ แต่ตัวเลขการเติบโตจะไม่สูงเหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะมูลค่าตลาดมีขนาดใหญ่มากแล้ว

คุณพศธร สุขอัมพร
เปิดตัว “The Balance Kit”
การเตรียมความพร้อมรับมือปี 2026 ผ่านโครงการแบ่งปันองค์ความรู้ MI GROUP Wisdom ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ปีนี้ได้นำเสนอคอนเซ็ปต์ “The Balance Kit” เครื่องมือประเมินสมดุลการทำการตลาด ที่ช่วยนักการตลาดและ SMEs ขับเคลื่อนยอดขาย ควบคู่กับการสร้างคุณค่าแบรนด์ระยะยาว เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ในยุคที่ผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วกว่าแผนการตลาด
คุณพศธร สุขอัมพร New Business Development – Director, MI GROUP กล่าวว่าโครงการแบ่งปันองค์ความรู้ MI GROUP Wisdom ปีนี้นำเสนอคอนเซ็ปต์ The Balance Kit – Tree of Growth เครื่องมือประเมิน “สมดุลการทำการตลาด” ที่ช่วยนักการตลาดและ SMEs ทบทวนการทำงานตลอดปีที่ผ่านมา ผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่
1. เลือก “ระยะการเติบโตของแบรนด์” จาก 4 ระยะ 1. แบรนด์ใหม่ 2. แบรน์ที่กำลังเติบโต 3. แบรนด์ผู้นำ และ 4. แบรนด์เฉพาะกลุ่ม
2. ประเมินกิจกรรมทางการตลาดในปีที่ผ่านมา ผ่านโมเดล APEC: Awareness – Perception – Engagement – Conversion เพื่อค้นหา “จุดแข็ง–จุดเสี่ยง” และแนวทางการเติบโตที่เหมาะสมในแต่ละช่วงของแบรนด์
3. ระบบคำนวณและสรุปผลประเมินสถานะของแบรนด์ในปัจจุบัน พร้อมข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์จากทีม MI Wisdom
“เราอยากให้ The Balance Kit เป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนเชิงกลยุทธ์ช่วงสิ้นปี และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักการตลาด และ SMEs วางแผนได้อย่างทันสถานการณ์ โดยตั้งใจออกแบบให้ใช้งานได้ในไม่กี่ขั้นตอนเพื่อสรุปภาพการทำงานตลอดปีที่ผ่านมา พร้อมข้อเสนอแนะที่นำไปต่อยอดเป็นแนวทางในการสร้างสมดุลในปี 2026 และยังตอบคำถามสำคัญว่าแบรนด์ของคุณกำลัง โตเร็วพอ และ ลึกพอ หรือไม่”
ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน การเติบโตของแบรนด์ไม่ใช่แค่ “เร็วพอ” แต่ต้อง “มั่นคงพอ” ไปพร้อมกัน MI GROUP จึงพัฒนา The Balance Kit – Tree of Growth เพื่อช่วยให้นักการตลาด และผู้ประกอบการได้ทบทวนว่า วันนี้การทำตลาดของแบรนด์กำลังเอนเอียงไปทางผลลัพธ์ระยะสั้นมากเกินไป หรือให้ความสำคัญกับการสร้างพลังระยะยาวมากพอแล้วหรือยัง เพราะเชื่อว่าการเติบโตที่แท้จริงต้องเกิดจากสมดุลระหว่าง Quick Impact ที่ขับเคลื่อนยอดขาย และการตัดสินใจได้ทันที กับ Lasting Strength ที่สร้างทิศทาง ความเชื่อมั่น และความแข็งแรงของแบรนด์ในระยะยาว
ผู้ที่สนใจสามารถร่วมทำแบบประเมิน The Balance Kit ได้ที่ https://balance.migroup.agency/
อ่านเพิ่มเติม







