ตลาดรถยนต์ไทยอยู่ในโหมดหดตัวมาตลอดนับตั้งแต่วิกฤตโควิด โดยในปี 2567 ยอดซื้อรถใหม่ลดลง 26% จากปี 2566 สวนทางกับ “ธุรกิจ Fast Fit” หรือ “ศูนย์ซ่อมรถยนต์แบบเร่งเด่น” ที่ขยายตัวต่อเนื่อง เพราะยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี คนก็เปลี่ยนรถใหม่น้อยลง และหันมาใช้รถเดิมนานขึ้น จึงมีความต้องการบำรุงรักษารถเพิ่มขึ้น จนมีผู้เข้าเล่นในตลาดนี้เพิ่มมากขึ้นด้วย
สำหรับ “ค็อกพิท” (Cockpit) เป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาด Fast Fit ไทยมากว่า 34 ปี ภายใต้การบริหารของ บริษัท บริดสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีสาขามากที่สุดในตลาดกว่า 263 แห่ง แต่ที่ผ่านมาอาจจะสื่อสารกับผู้บริโภคน้อย จึงทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักอยู่ในกลุ่มลูกค้าเก่า นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญให้ค็อกพิทต้องขยับตัวเอง เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะ Gen Z ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดค็อทพิทจะใช้หมัดเด็ดอะไรมามัดใจคนรุ่นใหม่ให้อยู่หมัด ตามมาค้นคำตอบไปพร้อมกัน
“Gen Z ไม่รู้จักแบรนด์” ทำลูกค้าลังเล โจทย์ใหญ่ค็อกพิท
โมเดลธุรกิจของตลาด Fast Fit ในไทยหลักๆ นั้นมี 2 รูปแบบคือ บริษัทบริหารเอง และแฟรนไชส์ สำหรับค็อกพิทเป็นแบรนด์เดียวในตลาดที่มีทั้งสาขาที่บริษัทบริหารเอง 83 แห่ง และสาขาแฟรนไชส์ 180 แห่ง โดย คุณนิรัตติศัย หงษ์ดิลกกุล Retail Marketing Section บริษัท บริดสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า จุดแข็งที่แตกต่างของค็อกพิท คือ ช่างผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ (Local Expert) ด้วยการให้คำแนะนำที่มากกว่ามาตรฐาน และมีบริการหลากหลาย จึงทำให้ค็อกพิทมีฐานลูกค้าประจำเหนียวแน่นมาถึงทุกวันนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen X และ Gen Y และบริการที่ลูกค้าใช้บริการมากที่สุดคือ เปลี่ยนยาง

คุณนิรัตติศัย หงษ์ดิลกกุล Retail Marketing Section บริษัท บริดสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
แต่โจทย์ใหญ่ของค็อกพิทเวลานี้คือ ลูกค้า Gen Z ไม่ค่อยรู้จักแบรนด์ บวกกับการแข่งขันจากแบรนด์ Fast Fit รายใหม่ๆ ที่เข้ามามากขึ้น ค็อกพิทจึงต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้า Gen Z ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นการปรับวิธีการสื่อสารใหม่ รวมถึงแคมเปญการตลาดจากค็อกพิทเพื่อสร้างการรับรู้กับคนรุ่นใหม่มากขึ้น เริ่มจากการดึง “เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ” มาเป็นตัวแทนเพื่อสะท้อนตัวตนของแบรนด์ให้ชัด ถัดมาอีก 2 ปีก็ดึง “ลุค อิชิคาวา” มาถ่ายทอดความคุ้มครบไว อุ่นใจที่ค็อกพิท ผ่านหนังโฆษณา
และล่าสุดกับการเปิดเกมรุกครั้งใหม่ ด้วยการส่งหนังโฆษณาชุดใหม่ออกมา 5 เรื่อง ที่ได้ผู้กำกับอย่าง “คุณแก๊ปโบ้” สิระ สิมมี จาก บริษัท อะไรเอ่ย จำกัด (Any Remark) และยังเป็นหนึ่งในนักแสดงตัวตึง จากบทบาทไรเดอร์ในซีรีส์ “สงครามส่งด่วน” มาช่วยดูแล ซึ่งนอกจากจะหยิบจุดแข็งของแบรนด์มาเล่าเรื่องได้อย่างสนุกในสไตล์แก๊ปโบ้แล้ว ยังช่วยทลายความลังเลของผู้บริโภครุ่นใหม่ได้มากขึ้นด้วย
เปลี่ยนความลังเล เป็นความมั่นใจ ด้วยวิธีเล่าที่ตรงไปตรงมา แฝงความสนุก
สำหรับ “คุณแก็ปโบ้” มองว่า หนังโฆษณาค็อกพิท เป็นงานครีเอทีฟเพื่อแก้ปัญหาให้แบรนด์เข้าไปใกล้คนมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ยังไม่เคยมาใช้บริการ ทั้งคนรุ่นใหม่และผู้หญิง ซึ่งตอนคิดงานก็ยังสงสัยเพราะส่วนตัวมีความผูกพันกับแบรนด์เป็นอย่างดี จึงลองถามคนรอบข้างอย่างแฟนของเขา ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้จัก ดังนั้น เพื่อที่จะส่ง Message ได้ตรงที่สุด ก็ต้องทำให้คนที่ไม่เคยใช้บริการได้เห็นบริการจริงๆ ของค็อกพิทว่าเป็นอย่างไร

“คุณแก๊ปโบ้” สิระ สิมมี จาก บริษัท อะไรเอ่ย จำกัด (Any Remark)
คุณแก็ปโบ้ จึงเลือกใช้วิธีเล่าแบบตรงไปตรงมาไปเลย พร้อมสอดแทรกความสนุก ผ่านการนำสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวันมาสื่อสารเพื่อให้ Relate กับคนได้ง่าย โดยหนังเรื่องที่ 1 “จะเข้าไม่เข้า” เป็นการหยิบอินไซต์คนที่ไม่เคยใช้บริการมาก่อน จึงมีความกังวลใจว่าจะเข้ามาใช้บริการดีไหม มาทำให้เห็นภาพยิ่งขึ้น ผ่านการเล่าเรื่องในแบบง่ายๆ โดยเปรียบเทียบกับการยิงประตูฟุตบอลที่ต้องลุ้นว่าจะยิงเข้าหรือไม่ จนเริ่มเปิดใจเข้ามาใช้บริการ ก็จะพบกับความใส่ใจที่อบอุ่น
เมื่อคนเริ่มเปิดใจ จึงต่อด้วยหนังเรื่องที่ 2 “ไม่รู้เรื่องรถต้องดู” ซึ่งเป็นการนำอินไซต์ของลูกค้าที่ไม่มีความรู้เรื่องรถ และกลัวว่าจะถูกยัดเยียดขายสินค้าที่ไม่จำเป็นมาถ่ายทอดในโทนที่จริงใจ ตรงไปตรงมา เพื่อให้คนมั่นใจ ก่อนจะต่อด้วยหนังเรื่องที่ 3 “ติดช่าง” ที่นำจุดแข็งด้านการบริการอย่างดีจากช่างและสามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้เสมอ จนทำให้ลูกค้าติดใจและกลายมาเป็นลูกค้าต่อเนื่อง ส่วนหนังโฆษณาเรื่องที่ 4 “รวมมิตร” จะนำหนังทั้ง 3 เรื่องมารวมกัน เพื่อ Remind คนให้จดจำแบรนด์
ปัจจุบันค็อกพิทได้ปล่อยหนัง 2 เรื่องแรกออกมาแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่วนหนังเรื่องที่ 3 จะปล่อยต้นเดือนตุลาคม และเรื่องที่ 4 จะปล่อยในเดือนพฤศจิกายน ส่วนหนังเรื่องที่ 5 ต้องการสื่อสารให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความปลอดภัยในการขับขี่รถบนท้องถนน ด้วยการตรวจสภาพรถเป็นประจำ เนื่องจากเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ โดยจะปล่อยในช่วงเทศกาลปีใหม่
อัดโปร มัดใจลูกค้ายุคประหยัด
นอกจากหนังโฆษณาแล้ว คุณนิรัตติศัย บอกว่า ค็อกพิทยังใช้พลังของ Influencers มาสื่อสารจุดแข็งของแบรนด์ลงบนโซเชี่ยลด้วย รวมถึงมีการทำแคมเปญโปรโมชั่นออกมาต่อเนื่อง เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคในยุคที่ระวังค่าใช้จ่ายในการดูแลรถมากขึ้น ขณะเดียวกันยังวางแผนขยายสาขาเพิ่ม โดยในปีหน้าจะเปิดเพิ่มอีก 10-20 สาขา แบ่งเป็นบริษัทลงทุนเอง และแฟรนไชส์ในสัดส่วนเท่ากัน
ต้องบอกว่า ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่สนุกของคุณแก๊ปโบ้ และเน้นสื่อสารแบบจริงใจ ตรงไปตรงมา จึงกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้หนังโฆษณาของค็อกพิทโดดเด่น และโดนใจคนรุ่นใหม่ แม้จะปล่อยในช่องทางออนไลน์ได้ไม่นาน และตั้งเป้าจะเพิ่มฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นด้วย จากปัจจุบันยังมีสัดส่วนไม่ถึง 20% ทำให้หลังจากนี้ ค็อกพิทจึงต้องรุกตลาดหนักขึ้น เพื่อให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจคนรุ่นใหม่ และสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE






