
นั่นทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ห้างล้น คนกระจุก” เมื่อศูนย์การค้าตั้งอยู่ในระยะติดๆ กัน ในย่านศูนย์กลางทางธุรกิจ จนเกิดปัญหาจราจร ผู้คนในสังคมขาดความหลากหลายในกิจกรรมและสถานที่
“ค้าปลีก” กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ
จากหนังสือเรื่อง Waimart in China ระบุถึงความสำคัญของธุรกิจค้าปลีกเอาไว้ว่า “Manufacturing system from being producer-driven to retailer driven” สะท้อนให้เห็นว่าจากเดิมที่ภาคการผลิตเป็นผู้ขับเคลื่อนหรือตัดสินใจในการผลิตสินค้า กลายเป็นว่าปัจจุบันนี้ด้วยข้อมูล (Data) ที่มีอยู่ในมือ “ค้าปลีก” กลับกลายเป็นผู้กำหนดดีมานด์หรืออาจรวมไปถึงกำหนดราคา ผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่มีส่วนกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการกระจายสินค้า
ยังไม่นับว่า ภาคค้าปลีกและบริการ มีจำนวน SME ที่เกี่ยวพันมากถึง 2.4 ล้านราย หรือคิดเป็น 80% ของ SME ในประเทศ นั่นทำให้ธุรกิจค้าปลีกมีการจ้างงานโดยตรงนับล้านอัตรา ความสำคัญของค้าปลีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ที่นอกเหนือจากจะสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวจากต่างชาติ รวมทั้งคนไทยเองก็ใช้เวลาในห้างสรรพสินค้าเพื่อการพักผ่อนด้วยเช่นกัน
เทรนด์การก่อสร้างอีกอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา 4-5 ปีหลังก็คือ โครงการมิกซ์ยูส (Mix-Used) ที่วางตำแหน่งห้างสรรพสินค้า อยู่บริเวณเดียวกับอาคารสำนักงาน เพื่อดึงดูดพนักงาน ให้ใช้ชีวิตในช่วงกลางวัน และหลังเลิกงานได้ง่าย ขณะเดียวกันก็ใช้จำนวนประชากรจากอาคารสำนักงานเป็นทราฟฟิกของห้างฯ รวมไปถึงพื้นที่อยู่อาศัย นั่นทำให้จำนวนผู้คนในบริเวณเดียวกันหนาแน่นยิ่งขึ้น
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้คำจำกัดความของ “กรุงทพฯ” เอาไว้ว่าเป็นเมือง “เอกนคร”ii (Primate City) หรือเมืองที่มีขนาดใหญ่กว่าเมืองอันดับสอง อย่างน้อย 2 เท่า ทั้งจำนวนประชากรและขนาดทางเศรษฐกิจ ทำให้กลายเป็นเป้าหมายของการย้ายถิ่น รวมทั้งต้นทุนด้านการเดินทางจากการขนส่งที่ใช้เครื่องยนต์และสิ่งแวดล้อม ขณะที่ชุมชนและร้านค้าดั้งเดิมก็หายไปจากการเติบโตและพรั่งพร้อมของห้างสรรพสินค้า คำถามก็คือการสร้างความสมดุลให้กับการเติบโตของห้าง – เมือง และ คนที่ก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน จะดำเนินไปได้อย่างไร ?
ชนชั้นกลางโต กำลังซื้อขยับ ปัจจัยดันห้างฯ ผุดไม่ยั้ง
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า รายได้ต่อหัวคนไทยในปี 2564 อยู่ที่ 232,160 บาทต่อคนต่อปี ส่วนรายได้ต่อหัวคนไทยในปี 2565 อยู่ที่ 252,928 บาทต่อคนต่อปี ถึงแม้ว่า ในปี 2566 รายได้ต่อหัวคนไทยจะเติบโตน้อยกว่าที่คาด อยู่ที่ 259,409.3 บาทต่อคนต่อปีiii จากเดิมที่เคยประเมินไว้ว่าจะอยู่ที่ 262,633.3 บาทต่อคนต่อปี แต่ก็นับว่าเติบโตขึ้น
ประกอบกับการตลาดในโลกปัจจุบันที่กระตุ้นให้ไลฟ์สไตล์ การกิน – ดื่ม -เที่ยว ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ Instagrammable สามารถโพสต์เรียกยอดไลก์ได้ทางโซเชียลมีเดีย การปรุงแต่งประสบการณ์ และการนําเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ บริหารพื้นที่ขาย หรือโชว์สินค้าเพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้าให้มาจับจ่าย ด้วยข้อมูลและองค์ความรู้ที่นำมาสร้างสรรค์การจัดเรียงสินค้า ล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ในประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเปิดตัวศูนย์การค้าด้วยแรงดึงดูดมหาศาล
Experience Marketing หัวใจความสำเร็จ ห้างฯ ไทย
จากการแข่งขันที่นอกจากจะต้องต่อสู้กันเองในกลุ่มผู้ประกอบการที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ระดับประเทศด้วยกันเองแล้ว ห้างสรรพสินค้าของไทยยังต้องเผชิญหน้ากับภาวะ Digital Disruption อย่างรุนแรง ผู้เล่นหน้าใหม่ไม่ได้ปรากฏตัวอยู่แค่ในรูปแบบ Physical Store แบบดั้งเดิม แต่กลายร่างไปอยู่ในโทรศัพท์มือถือ ทั้ง e-Market Place และ Social Commerce
จึงทำให้เจ้าตลาดห้างสรรพสินค้าในไทยทั้งหลายต้องขนฝีไม้ลายมือมาห่ำหั่นกัน ผ่าน “การสร้างประสบการณ์” (Experience Marketing) ที่กลายเป็นอาวุธเด็ดของห้างฯ ไทย ชนิดที่ว่า “ห้างนอกก็สู้ไม่ได้ ออนไลน์ก็อย่าหวัง” ชนิดที่ห้างสรรพสินค้าในประเทศไทยต้องมีพื้นที่ที่เป็นลานกว้าง เพื่อเอาไว้จัดกิจกรรมทั้งรองรับงานลูกค้าที่มาเช่าพื้นที่หรือไว้ทำกิจกรรมดึงดูดลูกค้าของตัวเอง ชนิดที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ต้องมีกิจกรรม “ทุกวัน” รวมทั้งการจัดสรรร้านค้าที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า ดังนั้นเราจึงเห็นการที่ร้านอาหารชื่อดังดั้งเดิมหลายแห่งแห่ “ขึ้นห้าง” เพื่อเรียกคนให้มาจับจ่าย
ผังเมือง ตัวกำหนดเกมการแข่งขัน?
เมื่อประชากรที่มีกำลังซื้ออยู่รวมตัวกัน ก็ยิ่งทำให้ห้างสรรพสินค้า ที่ต้องการให้ผู้บริโภค “เข้าถึงง่าย” ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน “สยามพารากอน” ที่พระราม 1 อยู่ห่างจาก “เอ็มสเฟียร์” ถนนสุขุมวิท ราว 3.8 กิโลเมตร และยิ่งใกล้ “สีลมเอจ” ยิ่งกว่าที่ 2.1 กิโลเมตร จากระยะดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการกระจุกตัวของ “ย่าน” ห้างสรรพสินค้า
การก่อสร้างที่ต้องใช้ “พื้นที่สีแดง-สีส้ม” ในผังเมือง ซึ่งกำหนดการใช้พื้นที่ รวมทั้งราคา สอดคล้องกับเรื่องของความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการจราจร ไปจนถึงความสวยงามของงานก่อสร้าง บ่งบอกว่าอาจจะไม่ใช่แนวทางที่เพียงพออีกต่อไป เมื่อเกิดภาวะ “ห้างล้น” จนประชากรหนาแน่น การจราจรในช่วงเทศกาล หรือหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน จนทำให้ค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางพุ่งสูง ตลอดจนทางเลือกในการใช้ชีวิต กิจกรรมลดลง หลากหลายอิเวนต์ล้วนต้องสร้างสรรค์โดยอิงกับในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า กลายเป็น “ชีวิตติดห้าง” ของคนกรุงเทพฯ
กระทั่งมีกระทู้หรือการตั้งคำถามในโซเชียลมีเดียบ่อยครั้งว่า “นอกจากห้างแล้ว ยังมีที่ไหนพาแฟนไปเดตได้บ้าง?”
ส่วน พื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงได้จริง กลายเป็นตัวเลือกที่จำกัดของกรุงเทพฯ จากข้อมูลของ Rocket Media Labiv ระบุว่า ปัจจุบันอัตราพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ คือ 7.49 ตร.ม./คน และคาดว่าจะถึง 9 ตร.ม./คน ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นตัวเลขตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างไรก็ตาม การจะนำอัตราขนาดพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากรมาเปรียบเทียบกับอัตราพื้นที่สวนสาธารณะที่เข้าถึงได้ต่อจำนวนประชากร อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว แต่ยังมีประเด็นเรื่อง “การเข้าถึงได้ในเชิงระยะทาง” อีกด้วย ซึ่งเมื่อนำเกณฑ์ดังกล่าวมาประกอบกับข้อมูลจุดที่ตั้งของสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้ทั้ง 133 แห่งจะพบว่าสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้และมีระยะการเข้าถึงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ชั้นในและพื้นที่เศรษฐกิจของกรุงเทพฯ เกือบทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันจากข้อมูลชุดนี้ก็ทำให้เราเห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า แม้ในเขตที่ไม่มีสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้เลยหรือมีน้อย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนา สัมพันธวงศ์ หรือบางรักที่มีเพียงแห่งเดียว
ปี ’67 ห้างใหม่อะไรจะเกิด
ในปี 2566 ค้าปลีกไทยเติบโตขึ้นถึงกว่า 10% ผลมาจากการฟื้นตัวหลังจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ผู้บริโภคกลับมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น อีกทั้งครึ่งแรกของปี 2566 สามารถเพิ่มยอดขายจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่นักท่องเที่ยวก็มาเยี่ยมเยือนกรุงเทพมากถึง 22.78 ล้านคน ครองอันดับเมืองอันดับ 1 แซงหน้าปารีส
จนทำให้ในปีที่ 2566 มีแหล่งช็อปปิงเกิดใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โครงการ ICS หรือไอคอนสยาม เฟส 2 ที่ประเดิมเปิดตัวตั้งแต่เดือนมกราคม เมื่อมาถึงช่วงใกล้เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง บิ๊กโปรเจ็กต์จาก 2 ค่ายใหญ่ อย่าง Central และ The Mall ก็เผยโฉมให้เห็น เริ่มจาก Central Westville และต่อด้วย The Emsphere ที่ทำให้อาณาจักร The EmDistrict ครบถ้วนทั้งสามตึก ยังไม่นับงานรีโนเวทที่ เดอะมอลล์ปรับปรุงห้างเดิมที่อยู่มานานานอย่าง บางกะปิ และ บางแคให้แปลงโฉมเป็น M Lifestyle Store ในส่วนของเซ็นทรัล ก็รีโนเวท เซ็นทรัล รามอินทรา ต้อนรับการเปิดตัวของ ‘น้องนมเย็น’ รถไฟฟ้าสายสีชมพู
ในปี 2567 เมกะโปรเจ็กต์อย่าง One Bangkok จะเปิดตัวเฟสแรกให้เห็นอย่างเป็นทางการ ขณะที่งานรีโนเวท เกษรพลาซ่า ก็จะเสร็จสิ้นลง ทำให้การแข่งขันในแยกราชประสงค์ดุเดือดขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า Luxury
บทสรุป
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ห้างสรรพสินค้า” เป็นหนึ่งในเสน่ห์ที่น่าหลงใหลของ “กรุงเทพฯ” ภาพการแข่งขันทำให้ผู้เล่นแต่ละรายในตลาดต่างก็ทุ่มเทสรรพกำลัง เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ และกิจกรรมภายในให้ดึงดูดผู้บริโภคมากที่สุด รวมทั้งพยายามส่งเสริมพื้นที่สีเขียวจากการใช้ประโยชน์ของสวนสาธารณะโดยรอบแล้วก็ตาม แต่การแข่งขันดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดการกระจุกตัวของพื้นที่ ราคาสินค้า และภาวะการจราจร ก่อให้เกิดภาวะ “คนจนเมือง” คุณภาพของผู้อยู่อาศัยและร้านค้าดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป
ภาครัฐในฐานะผู้กำหนดและใช้กฏหมาย ต้องเริ่มพิจารณาว่า การใช้ผังเมืองเป็นตัวกำหนดอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่คำตอบของใบอนุญาตให้ก่อสร้างห้างสรรพสินค้าอีกต่อไป หากแต่ต้องพิจารณาถึงมิติทางสังคมไปด้วย และโจทย์ใหญ่ยิ่งกว่าก็คือการกระจายความเจริญของเมือง และเศรษฐกิจออกนอกรอบให้มากขึ้น โดยตัวภาคประชาสังคมในเขตพื้นที่ต้องเข้มแข็งใส่ใจกับกระบวนการ EIA ให้มากขึ้น
ในขณะที่ภาคเอกชนเอง ก็ต้องดำเนินการอย่างจริงใจทั้งเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ การรณรงค์ภายใน การออกแบบที่แบ่งปันพื้นที่สาธารณะให้กับชุมชนโดยรอบ ไปจนถึงการคำนึงถึงผลประโยชน์ระหว่างเจ้าของพื้นที่ ลูกค้า ตลอดจนตัวพนักงานที่เป็นหนึ่งใน stakeholder สำคัญที่ต้องเดินทางมาให้บริการทุกวัน การกระจายตัวเศรษฐกิจและห้างออกไปเพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตใกล้บ้าน อาจจะเป็นคำตอบ ของทั้ง “คนเดิน” และ “คนให้บริการ”
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ivhttps://rocketmedialab.co/bkk-park/





