HomeBrand Move !!7 ปีเคลียร์ปมกงสี ‘ปุ้มปุ้ย’ บทสรุปศาลปิดคดีตระกูล ‘โตทับเที่ยง’ แบ่งทรัพย์สินเท่ากัน พี่น้องย้ำทุกคนชนะไม่มีใครแพ้

7 ปีเคลียร์ปมกงสี ‘ปุ้มปุ้ย’ บทสรุปศาลปิดคดีตระกูล ‘โตทับเที่ยง’ แบ่งทรัพย์สินเท่ากัน พี่น้องย้ำทุกคนชนะไม่มีใครแพ้

แชร์ :

pompui family 2022

ปิดฉากคดีตระกูล “โตทับเที่ยง” หลังศาลฎีกาพิพากษายุติปมขัดแย้ง “พี่น้อง” 10 คน ฟ้องคดีธุรกิจกงสี สรุปให้แบ่ง “หุ้นบริษัท-ที่ดิน” เท่ากัน “สุธรรม” พี่คนโตย้ำทุกคนชนะไม่มีใครแพ้ จากนี้รุ่น 1 และ รุ่น 2 จับมือขยายธุรกิจ “ปุ้มปุ้ย”

BMW Class Of The Future

Santos Or Jaune

ตระกูล “โตทับเที่ยง” ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารทะเลกระป๋องจากจังหวัดตรัง มีพี่น้อง 10 คน พี่คนโต คุณสุธรรม โตทับเที่ยง และน้องสาวคนที่ 2 คุณสุภัทรา สินสุข (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เริ่มต้นธุรกิจ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด ผลิตปลากระป๋องแบรนด์ “ปุ้มปุ้ย” และ “ปลายิ้ม” ในปี 2522 จากนั้นได้มีพี่น้องเข้ามาร่วมบริหารกิจการ รวมทั้ง คุณสุรินทร์ โตทับเที่ยง โดยนำบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เดือนธันวาคม 2537

ธุรกิจหลักๆ ของตระกูลโตทับเที่ยง คือ อาหารกระป๋องแบรนด์ “ปุ้มปุ้ย” โรงแรมธรรมรินทร์ 120 ห้อง และโรงแรมธรรมรินทร์ธนา 280 ห้อง อยู่ในจังหวัดตรัง และมีที่ดินหลายแปลงพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ ทั้งหมดอยู่ภายใต้บริษัทกงสี คือ บริษัท กว้างโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นของพี่น้องทุกคน

POMPUI suthum

คุณสุธรรม โตทับเที่ยง

ปมขัดแย้งตระกูลโตทับเที่ยงและบทสรุปศาลฎีกา

– วันที่ 21 มิถุนายน 2558 พี่น้องตระกูลโตทับเที่ยง 9 คน นำโดย คุณสุธรรม จัดแถลงข่าวไม่ให้ “คุณสุรินทร์” ใช้นามสกุลโตทับเที่ยง หลังจากคุณสุรินทร์ ได้ปลดพี่น้องในตระกูลทุกคนออกจากการเป็นกรรมการของ บริษัท กว้างโฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทกงสีของพี่น้อง และถือหุ้นใน บมจ.ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล อีกทั้งได้สั่งปลดและเลิกจ้างพี่สาว, น้องสาว, น้องสะใภ้ และหลานๆ ที่เป็นผู้บริหารเดิม

– วันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 พี่น้องตระกูลโตทับเที่ยง 9 คน เป็นโจทย์ยื่นฟ้องคุณสุรินทร์ โตทับเที่ยง กับพวกอีก 6 คน เป็นจำเลย ที่ศาลแพ่งธนบุรี ข้อหา กรรมสิทธิ์รวม เรียกทรัพย์คืน ขอแบ่งทรัพย์ (กงสี)

– วันที่ 20 มีนาคม 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณสุรินทร์ และจำเลยทั้ง 6 คน ที่ถือกรรมสิทธิ์ในหุ้นของบริษัททั้ง 19 บริษัท ไว้แทนกงสี ให้โอนหุ้นให้แก่ พี่น้องทั้ง 9 คน โดยแบ่งหุ้นออกเป็น 10 ส่วนตามจำนวนพี่น้องตระกูลโตทับเที่ยง และแบ่งให้พี่น้องทุกคน คนละ 1 ส่วน รวมทั้งคุณสุรินทร์ ได้ 1 ส่วนเช่นเดียวกับคนอื่น  โดยทั้ง 19 บริษัทมีดังนี้

1. บริษัท กว้างไพศาล จำกัด
2. บริษัท กว้างโฮลดิ้ง จำกัด
3. บริษัท เอส.ตรัง คอมเพล็กซ์ จำกัด
4. บริษัท เอส.ตรัง ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
5. บริษัท เอส.ตรัง เอ็นเตอร์ไพร้ส์ จำกัด
6. บริษัท ตรังแคนเนอรี่ จำกัด
7. บริษัท โรงแรมธรรมรินทร์ จำกัด
8. บริษัท อะเมซิ่ง ไอเดีย จำกัด
9. บริษัท ตรัง กว้างไพศาล จำกัด
10. บริษัท กว้างไพศาล โฮลดิ้ง จำกัด
11. บริษัท โตโฮลดิ้ง จำกัด
12. บริษัท ตรังโฮลดิ้ง จำกัด
13. บริษัท ไกรตะวัน จำกัด
14. บริษัท ตรังชัวร์ จำกัด
15. บริษัท ดิสทริค ดิเวอลอปเม้นท์ 2000 จำกัด
16. บริษัท ล้านรอยยิ้ม จำกัด
17. บริษัท คอนสแตนท์ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด
18. บริษัท ตรังทราเวิล แอนด์ อะเมซิ่ง ทราเวิล จำกัด
19. บริษัท เอส.ที.แมเนจเม้นท์(2013) จำกัด

– วันที่ 24 เมษายน 2562 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนี้

1. ให้คุณสุรินทร์ และจำเลยทั้ง 6 คน โอนหุ้นทั้ง 19 บริษัทธุรกิจกงสี ให้พี่น้อง 9 คน โดยแบ่งหุ้นออกเป็น 10 ส่วน ให้กับพี่น้องทุกคน รวมทั้งคุณสุรินทร์ ได้คนละ 1 ส่วนเท่ากัน “โดยไม่มีการชำระเงินแทนหุ้น”

2. กรณีทรัพย์สินที่ดิน ซึ่งใช้เงินกงสีมาซื้อ แต่ฝ่ายคุณสุรินทร์ และพวก ใส่ชื่อแทนกงสี ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนให้ พี่น้อง และนำมาแบ่ง 10 ส่วน ให้คนละ 1 เท่ากัน

– วันที่ 7 ธันวาคม 2564 คำพิพากษาศาลฎีกา (อ่านวันที่ 25 เมษายน 2565) ดังนี้

1. ให้ส่วนของหุ้นในบริษัทกงสีทั้ง 19 บริษัท เป็นไปตามศาลชั้นต้น คือให้คืนพี่น้องทั้ง 9 คน และนำมาแบ่งเป็น 10 ส่วนให้ทุกคน (รวมทั้งคุณสุรินทร์) คนละส่วนเท่ากัน

2. ที่ดินให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คือ ให้คืนพี่น้องทั้ง 9 คน และนำมาแบ่งเป็น 10 ส่วนให้ทุกคน (รวมทั้งคุณสุรินทร์) คนละส่วนเท่ากัน

บทสรุปผลคำพิพากษาทั้ง 3 ศาลในคดีศึกสายเลือด “โตทับเที่ยง” จบลงที่ทรัพย์สินทั้งหุ้น 19 บริษัท ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด เป็นกรรมสิทธิ์รวมของธุรกิจครอบครัวหรือกงสีตระกูลโตทับเที่ยงของพี่น้องทั้ง 10 คน

suthum pompui 2022

ปิดคดีกงสีพี่น้องย้ำทุกคนชนะ ไม่มีใครแพ้

– หลังศาลฎีกามีคำพิพากษา จะต้องบังคับคดีภายใน 30 วัน จากปมขัดแย้งตลอดเวลา 7 ปีที่สู้กันมาของตระกูลโตทับเที่ยง จากนี้ไม่ต้องการมีความขัดแย้งกันอีก โดยฝ่ายทนายโจทย์จะทำหนังสือเชิญคุณสุรินทร์ มาคุยแนวทางปฏิบัติตามคำพิพากษา ที่กำหนดให้แบ่งทรัพย์สินเท่ากัน

คุณสุธรรม โตทับเที่ยง ในฐานะพี่คนโตของตระกูล ย้ำว่า “ความขัดแย้งยุติแล้วและพร้อมรับฟังความเห็นของคุณสุรินทร์ ซึ่งมี 1 เสียงของกงสี เพื่อให้ธุรกิจครอบครัวโตทับเที่ยงยังดำเนินอยู่ต่อไป เป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอดธุรกิจกงสี และไม่เพิ่มความขัดแย้งกันอีกต่อไป”

วันนี้ศาลได้พิพากษาสรุปจบเรื่องของตระกูลโตทับเที่ยงแล้ว โดยไม่มีใครแพ้ ทุกคนชนะหมด เพราะได้รับความเป็นธรรมทุกคน ไม่มีใครเสีย แต่ได้ในสิ่งที่ควรจะได้ และสิ่งที่ไม่ใช่ก็ไม่ได้ สิ่งไหนที่ใช่ก็ได้คืนมา จบลงแบบ win win ทุกคน

pompui fish can

โตทับเที่ยง 2รุ่น เดินหน้าธุรกิจปุ้มปุ้ย

– ในด้านการบริหารธุรกิจ บมจ.ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 คณะกรรมการและผู้บริหารบริษัทฯ เดิมได้ลาออกหมดทุกตำแหน่งและมีบางส่วนครบวาระการทำงาน

– จากนั้นเดือนพฤศจิกายน 2564 พี่น้องตระกูลโตทับเที่ยง ทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 (ลูกหลาน) ราว 20 คน นำโดยคุณสุธรรม โตทับเที่ยง ได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการและผู้บริหารบริษัทฯ (เดิมคนในตระกูลโตทับเที่ยงทั้งรุ่น 1 ละ รุ่น 2 เป็นผู้บริหารอยู่แล้ว แต่ต้องหยุดไป 7 ปี จากความขัดแย้งของตระกูล) ปัจจุบันได้กลับมาบริหารบริษัทร่วมกับมืออาชีพ

– ตลอด 7 ปี ของปมขัดแย้งในตระกูลโตทับเที่ยง ต้องยอมรับว่าเกิดความเสียหายในภาพลักษณ์ธุรกิจ แต่ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่วางไว้ตั้งแต่ต้นและธุรกิจหลักอาหารกระป๋อง “ปุ้มปุ้ย” แม้ไม่ได้เป็นธุรกิจสมัยใหม่ แต่ต้องเรียกว่าเป็น “ดาวค้างฟ้า” อยู่มาได้กว่า 40 ปี และยังเป็นธุรกิจที่อยู่คู่กับผู้บริโภคต่อไป จะมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาทำตลาดต่อเนื่อง จากนี้ “ปุ้มปุ้ย” จะไปให้ไกลกว่าเดิม

– บมจ.ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล หรือ POMPUI เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดฯ ที่ยังอยู่ระหว่างฟื้นฟูการดำเนินงาน (REHABCO) และยังถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย SP (ห้ามซื้อขายชั่วคราว) โดยวันที่ 30 เมษายนนี้ จะมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อรับรองงบการเงินปี 2564 และจะยื่นขอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯปลด SP ต่อไป เพื่อกลับมาเทรดอีกครั้งหลังหุ้นหยุดซื้อขายไปนานกว่า 10 ปี

surin pompui

คุณสุรินทร์ โตทับเที่ยง

“สุรินทร์” ออกแถลงการณ์ปมคดีคลาดเคลื่อน

หลังกลุ่มคุณสุธรรม โตทับเที่ยง จัดแถลงข่าวปิดคดีธุรกิจกงสี  ฝั่งคุณสุรินทร์ โตทับเที่ยง ก็ได้ออกแถลงการณ์ตามมาทันที ดังนี้

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 เวลา 10.00 น. กลุ่มนายสุธรรม โตทับเที่ยง ได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ณ โรงแรมอีสตินแกรนด์สาทร

คุณสุรินทร์  ระบุว่ามีความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง ทําให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง จึงมีความจําเป็นที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้สื่อมวลชนและสังคมได้รับทราบข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ดังนี้

1. คดีกรรมสิทธิ์รวมหรือธุรกิจครอบครัวตระกูลโตทับเที่ยง ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยพิพากษาให้กลุ่มข้าพเจ้า (คุณสุรินทร์) และกลุ่มนายสุธรรมฯ โอนหุ้นที่แต่ละคนถืออยู่ในบริษัทต่าง ๆ จํานวน 19 บริษัท โดยนําหุ้นมารวมกันแล้วแบ่งหุ้นคนละ 1 ส่วนใน 10 ส่วน สำหรับบริษัท จำนวน 19 บริษัทน้ัน เกือบทั้งหมดปัจจุบัน ไม่ได้ประกอบการ หรือหยุดประกอบการแล้ว ดังน้ันจึงไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างใด ๆ ต่อข้าพเจ้า และครอบครัว

2. ศาลฎีกาไม่ได้มีคำพิพากษาว่าหุ้นใน บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) หรือ POMPUI ที่ข้าพเจ้าและครอบครัวมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นเป็นกงสีที่ต้องโอนคืนให้แก่นายสุธรรมฯ กับพวกที่เป็นโจทก์ ดังนั้น ข้าพเจ้าและครอบครัวจึงยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จํากัด (มหาชน)

3. สำหรับที่ดินตามฟ้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จังหวัดตรังและที่กรุงเทพมหานคร ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้ยกคำขอที่นายสุธรรมฯ กับพวก ขอให้นายสุรินทร์ฯ กับพวก จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด และเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคาพิพากษาศาล อุทธรณ์จึงเป็นผลให้ที่ดินตามฟ้องไม่ใช่ที่ดินกงสีที่นายสุธรรมฯกับพวกที่เป็นโจทก์จะใช้สิทธิอ้างความเป็นเจ้าของได้ ดังนั้นเนื้อหาจาการแถลงข่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามคําพิพากษาศาลฎีกา

4. จุดเริ่มต้นของข้อพิพาทเกิดจากการที่ข้าพเจ้าและผู้บริหารบริษัทไม่ยินยอมให้บุคคลกลุ่มหนึ่ง แสวงหาประโยชน์จากบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้มีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาให้บุคคลและนิติบุคคลที่ร่วมกันแสวงหาประโยชน์ดังกล่าวชดใช้เงินให้แก่บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ซึ่งข้าพเจ้าและผู้ถือหุ้นยังคงติดตามว่าคณะกรรมการของบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ชุดปัจจุบัน จะรักษาผลประโยชน์ของบริษัท โดยดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่

5. ตลอดระยะเวลาที่มีข้อพิพาท แม้จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นคุณกับข้าพเจ้าและครอบครัวหลายคดีข้าพเจ้าไม่เคยแถลงข่าวให้ร้ายบุคคลในสกุลโตทับเที่ยง ตลอดชีวิตการทำงานของข้าพเจ้า มีความตั้งใจ ทำคุณประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่นจังหวัดตรัง ดังที่สื่อมวลชนทุกท่านได้ทราบเป็นอย่างดีแล้ว

การให้ข่าวของข้าพเจ้าในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งประสงค์ที่จะตอบโต้นายสุธรรมฯ กับพวก แต่ต้องการให้สื่อมวลชนได้รับทราบข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาถูกต้องครบถ้วน


แชร์ :

You may also like

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณยอมรับในเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการตกลงอ่านเพิ่มเติม