‘มันดีขึ้นจริงๆ นะ’ ศักยภาพการแข่งขันของไทยในระดับโลก คะแนนขยับเป็นบวก ส่วนสิงคโปร์คว่ำเมกา คว้าที่หนึ่งโลก

ถือว่าสร้าง Performance แบบท็อปฟอร์ม สำหรับภูมิภาคอาเซียน เมื่อเวที​ระดับโลกอย่าง World Economic Forum (WEF)​ เปรียบเทียบความสามารถทางการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประจำปี​ 2019 และพบว่าประเทศในภูมิภาคนี้ อย่างสิงคโปร์ สามารถครองตำแหน่งประเทศที่มีความสามารถด้านการแข่งขันสูงที่สุดในโลก ขณะที่เวียดนาม เป็นประเทศที่มีอันดับความสามารถทางการแข่งขันเติบโตได้แบบก้าวกระโดดมากที่สุดของโลกในปีนี้

ส่วนความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในปีนี้นั้น มีการปรับตัวเพิ่มมากขึ้นของดัชนี​ และรั้งตำแหน่งในอันดับ​ 40 ของโลก และอันดับ 6 ในกลุ่ม ASEAN+3 ซึ่งต้องถือว่า ประเทศไทยยังทำได้ไม่ดีนักในมิติของการพัฒนาเรื่องลดการทุจริตลง ปรับปรุงคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน และเร่งพัฒนาทักษะของคน ​รวมทั้งการมีนโยบายเพื่อลดช่องว่างในการแข่งขันของตลาดภายในประเทศ 

ทั้งนี้ ในปี 2019 ประเทศไทยมีดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ดีขึ้นจากปี 2018 จาก 67.5 คะแนน เป็น 68.1 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 40 ของโลก จากทั้งหมด 141 ประเทศ ที่ได้รับการจัดอันดับ และหากเปรียบเทียบประเทศไทยกับกลุ่มประเทศ ASEAN+3 จะพบว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 6 จาก 12 ประเทศ โดยเป็นรองสิงคโปร์ (อันดับ 1) ญี่ปุ่น (อันดับ 6) เกาหลีใต้ (อันดับ 13) มาเลเซีย (อันดับ 27) และจีน (อันดับ 28) และมีอันดับสูงกว่าประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย (อันดับ 50) บรูไน (อันดับ 56) ฟิลิปปินส์ (อันดับ 64) เวียดนาม (อันดับ 67) กัมพูชา (อันดับ 106) ลาว (อันดับ 113) โดยที่ประเทศพม่าไม่ได้รับการจัดอันดับ

สิงคโปร์เบียดสหรัฐ ขึ้นที่ 1 โลก

ขณะที่อันดับหนึ่งของโลกในปีนี้มีการล้มแชมป์เกิดขึ้น โดยประเทศสิงคโปร์ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งด้วยการล้มพี่เบิ้มแชมป์เก่าอย่าง สหรัฐอเมริกา ให้ตกลงไปเป็นอันดับสอง ขณะที่อันดับ 3-10 ไล่เรียงลำดับตามนี้ คือ ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก

และยังพบข้อสังเกตสำคัญในปีนี้ คือ ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดสูงที่สุดในโลก โดยมีค่าดัชนีเพิ่มขึ้นถึง 3.5 คะแนน ทำให้ อันดับในปีนี้ขยับเพิ่มขึ้นได้ถึง 10 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 67 ของโลก จากเมื่อปีที่ผ่านมา อยู่ในอันดับที่ 77 ของโลก

ผศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการหนึ่งเดียวจากประเทศไทยของ WEF​ ​องค์กรสำคัญในการวัดความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness) อธิบายถึงการคำนวณดัชนีความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลกจากการทำวิจัยครั้งนี้​ จะมีดัชนีชี้วัดทั้งสิ้น 4 มิติใหญ่ และแบ่งย่อยออกมาเป็น 12 เสาหลัก และเกิดเป็นดัชนีตัวชี้วัดทั้งหมด 103 ตัว ภายในคะแนนเต็ม 100 คะแนน ได้แก่

1. สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabling Environment) ประกอบไปด้วย สภาพแวดล้อมหน่วยงาน (Institutes) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Adoption) และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Stability)

2. ทรัพยากรมนุษย์ (Human Captial) ประกอบด้วย สาธารณสุข (Health) และทักษะ (Skills)

3. ตลาด (Markets) ประกอบไปด้วยการแข่งขันภายในประเทศ (Product Market) ตลาดแรงงาน (Labor Market) ระบบการเงิน (Financial System) และขนาดของตลาด (Market Size)

4. ระบบนิเวศของนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ประกอบไปด้วย การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ (Business Dynamism) และความสามารถทางนวัตกรรม (Innovation Capacity)

จากการวิเคราะห์ตัวชี้วัดทั้งหมดจากผลข้อมูลจากองค์กร WEF พบว่า หากมีการเร่งพัฒนาในเรื่องของการลดการทุจริต ปรับปรุงคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะของคนในประเทศ และมีนโยบายที่ช่วยลดช่องว่างในการแข่งขันของตลาดภายในประเทศ ซึ่งเป็นดัชนีที่มีค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักมาก แต่ประเทศไทยเรายังทำได้ไม่ดีนัก ก็จะสามารถทำให้ประเทศไทยมีอันดับการแข่งขันที่ดีขึ้นมากได้

ขณะที่การพัฒนาในเรื่องการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และการมีสุขภาพดีอายุที่ยืนยาวของคนในประเทศ ซึ่งเป็นดัชนีที่มีค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักมาก และประเทศไทยทำได้ดีอยู่แล้ว รวมทั้งสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไปได้ง่าย ก็จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดด และส่งผลต่อการพัฒนาประเทศให้อยู่ในอันดับที่สูงขึ้นต่อไปได้

“ตัวเลขดัชนีชี้วัดในปีนี้ เป็นผลสะท้อนมาจากการพัฒนาประเทศไทยในปีที่ผ่านมา แต่บทสรุปของดัชนีต่างๆ คงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขว่า เพิ่มขึ้นหรือน้อยลงเพียงเท่านั้น เนื่องจากความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากการพัฒนาประเทศตามลำพัง แต่เกิดจากความสามารถในเชิงเปรียบเทียบกับการพัฒนาของประเทศอื่นๆ อีกด้วย แม้ว่า ระดับความสามารถของประเทศเพิ่มขึ้น แต่บริบทของเศรษฐกิจโลกก้าวพัฒนาไปมากกว่า จึงต้องอาศัยกลยุทธ์การพัฒนาที่เหนือกว่าประเทศคู่แข่งขันเป็นสำคัญ”

เปิดคะแนนประเทศไทยเด่น-ด้อย จุดไหน

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของประเทศไทยในปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากทั้ง 4 มิติ และใน 12 เสาหลักดังกล่าว พบว่าประเทศไทยได้รับคะแนนในแต่ละมิติ ดังต่อไปนี้

1. สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabling Environment) ประเทศไทยได้คะแนน 273 คะแนน จากคะแนนเต็ม 400 คะแนน

– ด้านสภาพแวดล้อมหน่วยงาน (Institutions) ของไทยลดลง จาก 55.1 เป็น 54.8 โดยอันดับด้านนี้ลดลงจาก 60 เป็น 67 แต่ก็ยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

– ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) คะแนนของประเทศไทยลดลงจาก  69.7 เป็น 67.8 โดยอันดับตกจาก 60 เป็น 71 ซึ่งประเทศไทยทำได้ดีในเรื่องการเข้าถึงไฟฟ้าและการเชื่อมต่อของสนามบิน ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้อันดับของประเทศไทยทางด้านโครงสร้างพื้นฐานแย่ลงเกิดจากความหนาแน่นของระบบทางรถไฟ และความมีประสิทธิภาพของการให้บริการรถไฟ ทั้งที่ประเทศไทยได้คะแนนดีขึ้นในส่วนของอัตราการเกิดอาชญากรรมและข้อกำหนดเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Adoption) คะแนนดีขึ้นจาก 56.6 เป็น 60.1 อันดับขึ้นจาก 64 เป็น 62 โดยประเทศไทยได้คะแนนในระดับดีมากในด้านการใช้โทรศัพท์มือถือ

– ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Stability) คะแนนดีขึ้นเล็กน้อยจาก 89.9 เป็น 90 โดยอันดับขึ้นจาก 48 เป็น 43 เนื่องจากเราควบคุมระดับเงินเฟ้อได้ดี

2. ทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) ไทยได้คะแนน 151 คะแนน จากคะแนนเต็ม 200 คะแนน

– ด้านสาธารณสุข (Health) ซึ่งได้คะแนนดีขึ้นจาก 87.3 เป็น 88.9 โดยอันดับขึ้นจาก 42 เป็น 38

– ตัวชี้วัดด้านทักษะ (Skills) คะแนนลดลงจาก 63 เป็น 62.3 โดยอันดับลดลงจาก 66 เป็น 73 แต่ก็ยังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน สาเหตุหลักที่ทำให้อันดับของประเทศไทยทางด้านทักษะลดลงเกิดจากทักษะของผู้สำเร็จการศึกษาแย่ลง และการสอนให้คิดเชิงวิพากษ์ที่ยังทำได้ไม่ดีนัก

3. ตลาด (Markets) ไทยได้คะแนน 277 คะแนนจาก 400 คะแนน

– ด้านการแข่งขันภายในประเทศ (Product Market) ใช้เป็นตัวชี้วัดว่าในแต่ละประเทศมีการดำเนินนโยบายที่ทำให้การแข่งขันในตลาดมีความผิดเพี้ยนไปเพียงใดและเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใดหรือไม่นั้น ประเทศไทยมีคะแนนใกล้เคียงเดิม คือ จาก 53.4 เป็น 53.5 แต่อันดับดีขึ้นมากจาก 92 เป็น 84

– ด้านตลาดแรงงาน (Labor Market) มีคะแนนใกล้เคียงเดิมเช่นกัน คือ จาก 63.3 เป็น 63.4 และอันดับลดลงจาก 44 เป็น 46 แต่ในทางกลับกันกับประเทศเพื่อนบ้านที่กลายเป็นจุดเด่นของเวียดนาม ลาวและบรูไนที่มีการเติบโตสูงมากเมื่อเทียบกับปี 2018

– ด้านระบบการเงิน (Financial System) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 84.2 เป็น 85.1 โดยอันดับตกลงเล็กน้อยจาก 14 เป็น 16 แต่อย่างไรก็ต้องถือว่า ระบบตลาดเงินตลาดทุนของเรามีความพร้อมค่อนข้างมาก มีการพัฒนาที่ดีมาโดยตลอด และเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

– ด้านขนาดของตลาด (Market Size) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 74.9 เป็น 75.5 โดยเป็นอันดับที่ 18 คงที่จากปีที่แล้ว

4. ระบบนิเวศของนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ไทยได้คะแนน 116 คะแนน จาก 200 คะแนน

– การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ (Business Dynamism) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 71 เป็น 72 อันดับสูงขึ้น จาก 23 เป็น 21 เนื่องจากความคล่องตัวของธุรกิจในประเทศไทยดีขึ้นจากทั้งเงื่อนไขต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น และแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการที่มากขึ้น

– ด้านความสามารถทางนวัตกรรม (Innovation Capability) มีคะแนนสูงขึ้น คือ จาก 42.1 เป็น 43.9 อันดับสูงขึ้นจาก 51 เป็น 50 โดยความสามารถด้านนวัตกรรมดีขึ้นจากปัจจัยทุกด้าน ทั้งการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์