Home Brand Move !! เปิดวิสัยทัศน์ล่าสุดของ “เถ้าแก่น้อย” 10 ปีต่อจากนี้ จะเป็น “Innovation Food Company” ชูไข่เค็มเป็นนวัตกรรมแรก

เปิดวิสัยทัศน์ล่าสุดของ “เถ้าแก่น้อย” 10 ปีต่อจากนี้ จะเป็น “Innovation Food Company” ชูไข่เค็มเป็นนวัตกรรมแรก

ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็เห็นสินค้าที่มีรสชาติไข่เค็มเต็มไปหมด ตั้งแต่มันฝรั่งรสไข่เค็ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไข่เค็ม และล่าสุด Café Amazon ยังมีกาแฟและช็อกโกแลตโรยผงไข่เค็มอีก ตอกย้ำกระแสไข่เค็มที่ยังคงแรงไม่หยุด อดคิดไม่ได้ว่าคงมีกลุ่มคนที่ชื่นชอบรสชาติไข่เค็มอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าในบรรดาขนมรสชาติไข่เค็มที่เห็นกัน มีเถ้าแก่น้อย เป็นผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวรายแรกที่ซื้อสูตรลับไข่เค็มจากประเทศสิงคโปร์ ก่อนจะพัฒนาสินค้าป้อนตลาดเมืองไทย โดยเริ่มจากสินค้า สาหร่าย เทมปุระ ไข่เค็ม ล่าสุดเถ้าแก่น้อย ได้แตกไลน์สินค้าใหม่ กลุ่มปลาหมึก ในชื่อทินเท็น” (Tinten) ปลาหมึกไข่เค็ม โดยต้องการสร้างภาพจำใหม่ ผ่าน 6 สาว BNK48 ภายใต้การเปิดตัวสินค้าน้องใหม่นี้ TKN ยังได้เผยถึง Vision ล่าสุด ที่ต้องการไปสู่ “Innovation Food Company” ในช่วง 10 ปีต่อจากนี้

ทำความรู้จัก Innovation Food Company คืออะไร ?

คุณอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN เล่าว่า เดิมเถ้าแก่น้อยต้องการผลิตสินค้าเพื่อออกสู่ตลาดโลก แต่สิ่งที่จะเพิ่มเข้ามาต่อจากนี้ คือการเป็น Innovation Food Company โดยจะยังคงผลิตสินค้าเพื่อตลาดโลกอยู่ เพียงแต่ไม่จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มสแน็คอีกต่อไป

เราเริ่มสื่อสารเรื่องนี้ออกไปบ้างแล้ว แต่ยังอยู่ในช่วงของการวางแผนภาพรวมทั้งบริษัทให้ชัดเจนขึ้น และเมื่อแผนเสร็จจะต้องปรับองค์กรใหม่เพื่อให้มีความเหมาะสม โดยเราตั้งเป้าที่จะเป็น Innovations Food Company ในอีก 10 ปีข้างหน้า

แล้ว Innovation Food Company คืออะไร ส่วนนี้ คุณอิทธิพัทธ์ อธิบายว่า คำว่า Innovation Food จะมาจากการทำธุรกิจ 2 รูปแบบหลักๆ โดยอาจจะเป็นการนำ New Formula X Business Model หรือ New Formula X New Business Model ขึ้นอยู่ที่ว่าจะจับมาครีเอทร่วมกันอย่างไร นอกจากนี้ยังไม่จำกัดว่าจะต้องพัฒนาขึ้นมาเองทั้งหมด แต่อาจจะเข้าไปซื้อหรือร่วมมือกับบริษัทอื่น เพื่อให้แบรนด์ขยายตัวได้อย่างไร้ขีดจำกัด

อย่างที่เถ้าแก่น้อย ได้ซื้อสูตรลับไข่เค็มจากเจ้าอื่น มาพัฒนาอยู่ในผลิตภัณฑ์สาหร่ายและปลาหมึกของตัวเอง และในจะนำรสชาติไข่เค็มนี้ ไปสร้างสรรค์เชื่อมต่อในอีกหลากหลายผลิตภัณฑ์

กระแสไข่เค็มในเอเชียแรงแบบฉุดไม่อยู่

คุณอิทธิพัทธ์ บอกอีกว่า ไข่เค็ม เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตอนนี้ความนิยมกำลังขยายเข้าสู่ตลาดเอเชีย ผ่านประเทศจีน ที่จะได้จากมันฝรั่งแบรนด์ดังที่จีนก็มีรสไข่เค็มเช่นกัน

ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้นำเทรนด์ขนมรสชาติไข่เค็ม ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง มีการต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นอีกหลายผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมสูงถึง 500 ล้านบาทแล้ว

ทั้งนี้ในส่วนของเถ้าแก่น้อยเอง ได้ส่งสินค้าสาหร่าย เทมปุระ รสไข่เค็ม ไปวางจำหน่ายที่ประเทศจีนด้วยเช่นกัน เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายปี 2018 ได้วางจำหน่ายที่ฮ่องกง ซึ่งพบว่าได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจนถึงขนาดผลิตไม่ทันเลยทีเดียว

สร้างภาพจำที่แตกต่างให้ทินเท็น” 

ส่วนที่ตั้งชื่อแบรนด์น้องใหม่ว่าทินเท็นนั้น เพราะต้องการให้ เป็น Sub-Brand ของเถ้าแก่น้อย และเพื่อให้การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาผู้บริโภครู้จักแบรนด์เถ้าแก่น้อยจาก สาหร่าย ซึ่งมีไลน์สินค้าอยู่อีกเยอะมาก ตรงนี้อาจทำให้เกิดความสับสนได้

ดึง “6 สาว BNK48” นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ ทินเท็น เจาะกลุ่มแฟนบอย

ที่ผ่านมา สาหร่ายเถ้าแก่น้อย มีกลุ่มบอยแบนด์เกาหลี เป็นพรีเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น “GOT7” รวมถึงนิชคุณ หรเวชกุล จาก 2PM ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มไอดอลชาย มีฐานแฟนคลับส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหญิง

แต่ก็ยังมีกลุ่มวัยรุ่นชาย ที่ TKN ยังไม่ได้เข้าไปทำการตลาด ในการเปิดตัวทินเท็น จึงเลือก 6 สาว BNK48 ได้แก่ น้องวี , น้องจูเน่ น้องฟ้อนด์ , น้องมายู , น้องนิว และน้องมิวสิค มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อสื่อสารกับกลุ่มแฟนบอยโดยเฉพาะ

เหตุผลที่เลือกเพราะ BNK48 เพราะมีฐานแฟนคลับที่ค่อนข้างใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มโอตะ ซึ่งลูกค้ากลุ่มแฟนบอยนี้ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ TKN อยากจะเข้าไปทำการตลาด โดยปีนี้เราจะใช้งบการตลาด 25 ล้านบาท เพื่อทำการตลาดแบบ 360 องศา ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์โฆษณา TVC ชุด หมึกไข่เค็ม เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายคุณอิทธิพัทธ์ กล่าว

สำหรับทินเท็น เถ้าแก่น้อยตั้งเป้ามีส่วนแบ่งในตลาด 10% ภายใน 2 ปี ขณะที่ในปี 2018 ตลาดสแน็คประเภทปลาหมึกมีมูลค่าตลาดรวม 1,693 ล้านบาท มีการเติบโต 2.2%

เตรียมเปิดตัวอีก 2 โปรเจกต์ใหญ่ มีทำ Co-Brand ด้วย

ภาพรวมตลาดขนมขบเคี้ยวในปี 2018 มีมูลค่าตลาดรวม 37,236 ล้านบาท เติบโต 5.8% โดยเถ้าแก่น้อยมีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดที่ 10.9%

โดยกลุ่มขนมขบเคี้ยวที่มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มมันฝรั่ง โต 13% ตามด้วยกลุ่มปลา โตเท่ากัน คือ 13% และกลุ่มสาหร่าย โต 5.2%

ในปีนี้ TKN เตรียมที่จะเปิดตัวอีก 2 โปรเจ็กต์ใหญ่ รวมถึงทินเท็นจะมีรสชาติออกมาใหม่อีกในเร็วๆนี้ และในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ จะได้เห็น TKN จับมือกับแบรนด์อื่นทำผลิตภัณฑ์ร่วมกันในลักษณะ Co-Brand อีกด้วย

ตลาดจีนยังเป็นความท้าทาย ตั้งเป้า 5 ปี มียอดขายหมื่นล้าน

ส่วนการทำตลาดต่างประเทศ ในปีนี้ความท้าทายยังคงอยู่ที่ตลาดจีน เพราะแม้ว่าธุรกิจที่จีนจะไปได้ดี แต่คุณอิทธิพัทธ์ ยอมรับว่า ยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ซึ่งความยากในการทำตลาดจีนไม่ใช่เรื่องของการถูกก็อปปี้สินค้า แต่เป็นการเจาะตลาดเชิงลึกที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

ด้วยช่องทางจำหน่ายที่จำกัด สินค้าเถ้าแก่น้อยเองมีราคาค่อนข้างสูง ซึ่งถ้าจะเจาะตลาดให้ลึกก็ต้องลดราคาสินค้าลงมาเพื่อทำให้ Mass ขึ้น รวมไปถึงการสร้างการรับรู้แบรนด์ ที่ถ้าจะทำต้องทำให้ถึง คนไม่รู้จักก็ขายไม่ได้ ตรงนี้เราก็พยายามเร่งอยู่ แต่ก็ต้องอาศัยระยะเวลาในการสร้างการรับรู้ ให้คนรู้จักแบรนด์เถ้าแก่น้อย เพราะขนาดในไทยเรานานถึง 10 ปี ตลาดจีนเราเข้าไปทำได้เพียง 5 ปี แต่ในส่วนของยอดขายที่จีนจะใกล้เคียงกับไทย อยู่ที่ประมาณ 2,000 พันล้านบาท

คุณอิทธิพัทธ์ ยังบอกต่อว่า ปีนี้ TKN จะกลับมาโฟกัสเรื่องผลกำไรมากขึ้นด้วย หลังจากช่วงช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากเรื่องราคาต้นทุนวัตถุดิบค่อนข้างเยอะ ทำให้ยอดขายตกลง โดยปี 2018 มียอดขาย 5,700 ล้านบาท และหากยอดขายที่ตลาดจีนเติบโตขึ้น จะเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ยอดขายเพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาทได้ในปี 2024

You may also like

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณยอมรับในเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการ ตกลง อ่านเพิ่มเติม