Shell แสดงจุดยืนเรื่องสิ่งแวดล้อม ประกาศยึดตามข้อตกลงปารีส จน Walk Out จากที่ประชุมผู้กลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ

Royal Dutch Shell Plc. หรือที่เรารู้จักการในแบรนด์ Shell ได้กลายมาเป็นบริษัทแรกในกลุ่มธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติที่ประกาศแผนในการออกจากที่ประชุมผู้กลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ จากความเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องของนโยบายทางภูมิอากาศ พร้อมทั้งประกาศจุดยืนยึดตามความตกลงปารีส

ในครั้งแรกของการพิจารณากับกลุ่มอุตสาหกรรมหลักทั้ง 19 กลุ่ม Shell พบความไม่สอดคล้องอย่างมีสาระสำคัญของนโยบายทางภูมิอากาศของ American Fuel & Petrochemical Manufacturers (AFPM) กับเป้าหมายของบริษัทที่ยึดมั่นตามความตกลงปารีส 2015(The Paris Agreement) และจะออกจากความเป็นสมาชิกที่ประชุมในปี 2020

การพิจารณาครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความต้องการของ Shell ในการเพิ่มความโปร่งใสและแสดงให้นักลงทุนเห็นว่า Shell ได้ปฏิบัติตามเป้าหมายของความตกลงปารีส 2015 ในการจำกัดสภาวะโลกร้อนโดยการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงให้เหลือ 0 ภายในปลายศตวรรษนี้

นี่ถือเป็นสัญญาณล่าสุดจากนักลงทุนที่กดดันบริษัทน้ำมัน โดยเฉพาะนักลงทุนจากยุโรป ในการเปลี่ยนเป็นผู้นำในเรื่องของสภาวะโลกร้อน ปีที่ผ่านมา Shell ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากผู้ถือหุ้นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ทำให้ Shell ต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมในการออกแผนการช่วยปัญหาโลกร้อน พร้อมทั้งยังนำเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนไปผูกกับค่าตอบแทนของผู้บริหารอีกด้วย

Ben van Beurden ซีอีโอของ Shell ได้ออกมาเตือนและเรียกร้องให้ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้เริ่มเคลื่อนไหวในการกู้สถานการณ์สภาวะโลกร้อนและมลภาวะ และ Shell ได้แสดงจุดยืนต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดร่วมกันมากกว่าเป็นผู้นำของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ

“AFPM ไม่ได้ประกาศเห็นด้วยกับความตกลงปารีส ซึ่ง Shell ได้ประกาศสนับสนุนเป้าหมายของความตกลงดังกล่าว และเรามีความจำเป็นอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน เพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศซึ่งนับวันจะมีความรุนแรงมากขึ้น นับตั้งแต่ที่มีการเซ็นความตกลงปารีสในปี 2015 ทำให้ความคาดหวังของสังคมเปลี่ยนไป และ มุมมองของ Shell ในเรื่องนี้ก็เริ่มพัฒนาขึ้นมากBen van Beurden กล่าวในการแสดงจุดยืนและประกาศการตัดสินใจของบริษัท

Shell ไม่เห็นด้วยกับ AFPM ในหลายประเด็นเกี่ยวกับเชื้อเพลิงทดแทน จุดยืนของ AFPM คือต่อต้านการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) ในน้ำมันและการให้เงินอุดหนุนโรงกลั่นที่ผลิตน้ำมันผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นการทำร้ายโรงกลั่นน้ำมันอิสระที่ไม่อาจแข่งขันได้ ในขณะที่ Shell และ บริษัทโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่งลงทุนในเทคโนโลยีเชื้อเพลิงที่สะอาดกว่ามาตรฐานของ AFPM โดยเฉพาะเชื้อเพลิงชีวภาพ

Total S.A. หนึ่งในเจ็ดของ “Supermajor” (หรือ Big Oil) ผู้ผลิตพลังงานและเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ของโลก ออกมาให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า ฉันทามติจากองค์กรอย่าง AFPM ไม่ได้สะท้อนจุดยืนขององค์กรเสมอไป ทำให้ Total เองต้องพิจรณาถึงจุดยืนของบริษัทว่าตรงกับองค์กรอย่าง AFPM หรือไม่

ในกรณีนี้ Total ใช้วิธี pro-active เพื่อให้อีกฝ่ายคล้อยตามด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปัญหาสภาพอากาศ เมื่อเกิดกรณีที่มีความเห็นไม่ตรงกัน Total จะประกาศจุดยืนของบริษัทต่อสาธารณะ และพร้อมที่จะพิจารณาความร่วมมือที่มีอยู่หากยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันนี่คือแถลงการณ์จากฝั่ง Total 

Adam Matthews ผู้บริหารฝ่ายจริยธรรมและความรับผิดชอบของ Church of England Pensions Board ซึ่งเป็นนักลงทุนของ Shell ให้ความเห็นกับสิ่งที่ Shell ทำว่านี่คือ อุตสาหกรรมเป็นผู้เริ่มดำเนินการก่อน สิ่งที่ Shell ทำถือว่าเป็นการตั้งเกณฑ์มาตรฐาน Best Practice สำหรับที่ประชุมภูมิอากาศ ไม่ใช่เพียงแค่อุตสาหกรรมน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซเท่านั้น แต่ยังเป็นมาตรฐานที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นสามารถนำไปใช้ได้ ความท้าทายต่อไปคือจะทำอย่างไรให้คนอื่นปฏิบัติตาม

Shell ยังพบความเห็นไม่ตรงกันกับหน่วยงานความร่วมมือทางการค้าอีก 9 แห่ง รวมทั้ง American Petroleum Institute (API) ซึ่งถือว่าเป็นที่ประชุมหลักของอุตสาหกรรมน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ แม้ว่าจะมีความเห็นที่ต่างกันในรายละเอียด แต่ Shell ให้ความเห็นว่า API ยังมีความพยายามแก้ปัญหาบางอย่างเช่น ความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซมีเทน โดย Shell กล่าวว่าจะยังคงอยู่ในที่ประชุมกับ API และกลุ่มอื่นต่อไปเพื่อที่จะแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและติดตามความสอดคล้องของเป้าหมายในการแก้ปัญหาต่อไป

ในเดือนที่ผ่านมา Shell เตือนรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีแผนเกี่ยวกับการลดหย่อนกฎเกณฑ์ในการควบคุมการปล่อยมีเทนและก๊าซเรือนกระจกอื่น แทนที่จะทำให้เข้มงวดมากขึ้น

ไม่ใช่เพียงแค่ AFPM แต่ยังมี American Legislative Exchange Council ที่ Shell ก้าวออกจากที่ประชุมจากความเห็นไม่ตรงกัน พร้อมกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมอย่าง Exxon และ BP ด้วย

Source