“30 ปี เปรียบเหมือนคนหนุ่มไฟแรง” เปิดวิธีคิดแบบ Jaymart เดินหน้าขยายอาณาจักรต่อเนื่อง


จากธุรกิจห้องแถวขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน สู่ธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือเมื่อ 30 ปีก่อน วันนี้ “เจมาร์ท” ไม่ได้ขายแค่โทรศัพท์มือถืออีกต่อไป แต่ได้สร้างอาณาจักร “J” ขยายธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การติดตามหนี้ บริหารพื้นที่เช่า ไปจนถึงการลงทุนใน Fintech และสตาร์ทอัพ ด้วยกลยุทธ์ Synergy ที่ผสานจุดแข็งในแต่ละธุรกิจของเจมาร์ทเข้าด้วยกัน เสริมจุดยืนสำคัญที่ต้องการดูแลลูกค้าเหมือนเพื่อน และมอบสิทธิประโยชน์ที่แตกต่าง ให้แข็งแกร่งขึ้นแบบที่ไม่มีใครสามารถทำได้

เปิดธุรกิจเจมาร์ทยุคดิจิทัล

- Advertisement -

คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ Jaymart เล่าว่า ย้อนกลับไปช่วง 30 ก่อน เจมาร์ท ได้ผ่านช่วงเวลาที่เป็นอุปสรรคเช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ แต่หลังจากที่บริษัทขยาย Business Model และปรับกลยุทธ์ใหม่ ด้วยการจับกระแสเทคโนโลยีและบริการมานำเสนอให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกลุ่มเจมาร์ท มี 6 บริษัทในเครือ ประกอบด้วย

  • Jaymart mobile บริษัทจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทดีไวซ์
  • JMT Network Service ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการติดตามหนี้
  • Jas asset บริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารพื้นที่เช่าในส่วนของธุรกิจมือถือและศูนย์การค้าแบบคอมมูนิตี้มอลล์
  • J Fintech ธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการสินเชื่อลิสซิ่งและสินเชื่อรายย่อย
  • SINGER ธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายสินค้า ซิงเกอร์ เช่น จักรเย็บผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รวมถึงสินค้าอื่นๆ
  • J Venture บริษัทที่ลงทุนใน Fintech และสตาร์ทอัพเป็นหลัก

“วันนี้รายได้จากธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายได้รวมทั้งหมดเท่านั้น สำหรับเป้าหมายของในปี 2019 เจมาร์ทตั้งเป้ามีรายได้เพิ่มขึ้น 25% ในไตรมาสสองของปีนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสสองในปีที่ผ่านมา จากปีที่แล้วที่ทำได้ 2,000 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้รวมอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อนที่ทำได้ 9,500 ล้านบาท” คุณอดิศักดิ่กล่าว

ส่งไม้ต่อ “เจ เอกชัย” Gen 2 ดูแลอาณาจักร “J”

เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ คุณอดิศักดิ์ ฉายภาพถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้ โดยเปรียบช่วงเวลา 30 ปีของเจมาร์ท เป็นช่วงชีวิตของบุคคลวัย 30 ปี โดยมองว่าช่วงเวลานี้คือช่วงที่มีความแข็งแกร่งที่สุด เนื่องจากผ่านการเรียนรู้ เติบโต และมีศักยภาพพอที่จะเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแรง

หากคิดว่าจะเกษียณอายุตอน 60 ปี เรายังมีเวลาอีก 30 ปีต่อจากนี้ ที่ต้องดูว่าจะพัฒนาต่อไปอย่างไร วันนี้ลูกชาย (คุณเจ เอกชัย สุขุมวิทยา) ซึ่งเกิดมาพร้อมๆ กับการก่อตั้งเจมาร์ท จะมีอายุครบ 30 ปีเช่นกัน ซึ่งทิศทางธุรกิจของเจมาร์ทต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร จะพัฒนาและขยับขยายธุรกิจต่อไปในทิศทางไหน ก็ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยด้วย แต่เชื่อว่ากลุ่มเจมาร์ท ยังมีโอกาสที่จะขยายธุรกิจไปได้อีกมาก

คุณอดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า “สิ่งที่ผมบอกกับทีมผู้บริหารของบริษัท คือ วันนี้เราเดินทางมาแค่ 30% ซึ่งตัวเลขนี้จะเป็นตัวเลขที่สร้างให้เกิดภาพว่า เรายังเดินมาไม่ถึงครึ่งนะ ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงช่วงไหนของชีวิตก็ตาม ยังมีอีก 70% ให้เดินหน้าต่อ เพราะเรายังมีหลายสิ่งที่จะทำ เพื่อให้บริษัทในกลุ่มเจมาร์ทเติบโตเป็นครอบครัวใหญ่ ไปพร้อมกับทีมผู้บริหารที่แข็งแกร่ง และผมจะพูดประโยคนี้ไปอีก 3 ปี 5 ปี ว่า เรามาแค่ 30% เท่านั้น เรายังมีโอกาสในตลาดอีกมาก ซึ่งต้องขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจ

คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน)

คุณเอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเวนเจอร์ จำกัด บอกว่า ในฐานะเป็นเจเนอร์เรชั่นที่ 2 ที่จะมารับช่วงต่อ หลังจากถูกวางมือให้นั่งหลายตำแหน่งกับธุรกิจในหลายบริษัทฯ ประกอบกับได้เห็นการทำงานของพ่อแม่ จากนี้จะนำจุดแข็งของทั้งสองท่าน มาปรับเป็นแนวทางในการทำงานของตัวเอง รวมถึงพยายามมองทุกอย่างให้เป็นโอกาส และคิดเร็วทำเร็ว

ปรับโฉมหน้าร้าน สู่ Destination ด้าน Gadgets 

แม้ว่าการส่งมอบธุรกิจเจมาร์ท จากรุ่นพ่อไปสู่ลูกจะยังไม่มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนออกมา แต่สิ่งที่เจมาร์ทจะทำในปีนี้ คือการทำยอดขายแต่ละสาขาให้มากขึ้น โดยเจาะตลาดในกลุ่มสินค้า Wearable Device รวมถึงมีการปรับโฉมหน้าร้านใหม่ เพิ่มสินค้าในกลุ่ม Accessories เข้ามามากขึ้น เพื่อให้เป็น Destination ด้าน Gadgets

โดย คุณนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ ผู้อำนวยการบริหารสายงานการตลาด บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) เล่าว่าสำหรับทิศทางการปรับตัวของเจมาร์ทในปีนี้ อาจจะไม่ได้ไปในกลยุทธ์การขยายสาขามากนัก แต่เน้นไปที่การทำยอดขายในแต่ละสาขาให้มากขึ้นแทน โดยในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นสัญญาณตัวเลขการขายที่ดีขึ้นในกลุ่ม Wearable Device หลังจากที่เจมาร์ทได้บริหารสินค้ารุ่นแฟลกชิพแบรนด์ อยู่ใน Location Premium เช่น Huawei Shop ที่พารากอน ไอคอนสยาม รวมถึง Head Quarter ซึ่งอยู่ในพื้นที่มีกำลังซื้อสูงและเป็นเทรนด์ที่กำลังเข้ามา

นอกจากนี้เจมาร์ทจะปรับโฉมหน้าร้านใหม่ จำนวน 50 สาขา ให้มีภาพลักษณ์ที่ให้เข้าถึงง่ายมากขึ้น โดยจะใช้งบประมาณรวม 50 ล้านบาท เฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อสาขา

“จากการเรียนรู้ประสบการณ์ในการเข้ามาที่ร้านของลูกค้า การเปลี่ยนโฉมหน้าร้านใหม่ครั้งนี้ เราต้องการปรับหน้าร้านให้ดูเปิดกว้าง ต้อนรับลูกค้ามากขึ้น เปลี่ยนกล่องไฟเพื่อเพิ่มความสว่าง รวมไปถึงการเพิ่มสินค้ากลุ่ม Accessories และ Smart Device เพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้ามากขึ้น เพราะต้องบอกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ยังนึกถึงเจมาร์ทในเรื่องสมาร์ทโฟน เรื่องมือถือเรายังหวังยอดขายที่เติบโต แต่เราเพิ่มในส่วนของ Accessories เข้ามามากขึ้น เพื่อให้เป็น Destination ด้าน Gadgets ของลูกค้า”

ตลาดมือถือไม่โต โอเปอเรเตอร์โปรฯ แรง ต้องเอาใจลูกค้ามากกว่า

ด้านภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนไทยในปีนี้ คาดว่าจะมียอดขายแง่ของยูนิตอยู่ที่ 17 ล้านเครื่อง แต่ในแง่รายไดกลับคาดว่าจะลดลงกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 5% 

สำหรับสมาร์ทโฟนที่ขายดีในตอนนี้มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มราคา 5,000 – 10,000 บาท และกลุ่มราคา 2 หมื่นบาทขึ้นไป โดยเฉพาะรุ่นแฟลกชิพของแบรนด์จีนที่กระแสกำลังมาแรง โดยทั้งสองเซกเมนต์นี้คิดเป็น 50% ของตลาด

ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนไม่เติบโตนัก ขณะที่ฝั่งโอเปอเรเตอร์ 3 ค่าย ก็แข่งขันกันทำสงครามราคา มอบส่วนลดค่าเครื่องถือ ที่ถือว่าแรงและน่าสนใจ รวมทั้งเจออิทธิฤทธิ์การเติบโตของช่องทางการขายออนไลน์

ฝั่งร้านค้าอย่าง เจมาร์ท จึงต้องออกแรงสู้อย่างหนักเพื่อให้พ้นภาวะยอดขายลดลง!

กลยุทธ์ของ Jaymart จึงต้องผสานพลังทุกส่วนในเครือ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในแง่ของการบริการและความรู้สึกของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Jaymart Mobile, เจพี ประกันภัย และ J Venture ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลลูกค้า และมอบสิทธิประโยชน์ ในแบบที่โอเปอร์เรเตอร์ทำไม่ได้

โดยจากการสำรวจความต้องการของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสมาร์ทโฟนบน Social Listening พบปัญหาความต้องการในการเปลี่ยนเครื่องของลูกค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาที่มาจากทางผู้ผลิตเอง หรือจาก Customer Journey ของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น ซื้อมาแล้วไม่ชอบ แต่ไม่รู้ว่าจะเอาไปขายต่อที่ไหน เอาไปขายต่อแล้วโดนกดราคา ซื้อมาได้ไม่นานแล้วอยากเปลี่ยนรุ่นใหม่

“ก่อนที่ผู้บริโภคจะซื้อสมาร์ทโฟน เขาก็จะไปค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต จากนั้นเดินไปที่ร้านค้าเพื่อสัมผัสเครื่องจริง แน่นอนว่านั่นไม่ใช่การเอามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน ฉะนั้นเมื่อซื้อมาแล้วผู้บริโภคอาจจะรู้สึกว่า Body จับไม่ถนัดมือถือ กล้องยังไม่ได้เท่าที่ต้องการ และต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่” ดังนั้นแคมเปญใหญ่ แคมเปญแรกของปีนี้ เจมาร์ทจะใช้งบประมาณ 25 ล้านบาท ให้สิทธิ์ลูกค้าที่ซื้อสมาร์ทโฟนราคา 5 พันบาทขึ้นไปสามารถเปลี่ยนเครื่องได้ภายในเวลา 30 วันทั้งในกรณีเครื่องเสียหรือไม่พอใจครั้งละ 1 สิทธิ์” รวมทั้งประกันอุบัติเหตุอื่นๆ

ใช้ธุรกิจปัจจุบันต่อยอดธุรกิจอนาคต

นอกจากนี้ยังมี JFIN Coin ซึ่งเป็นนวัตกรรมอีกอย่างของ เจมาร์ท “ถามว่าวันนี้ลูกค้ารู้จัก Digital Token มากน้อยเพียงใด ก็ต้องบอกว่ายังน้อยอยู่ แต่เราก็ต้อง Educate ตลาด เพื่อสร้างให้เกิด Value ได้โดยการแลกรับของ เมื่อลูกค้าเรียนรู้จะนำไปสู่การประยุกต์ใช้เหรียญ และบอกต่อไปยังคนอื่นๆ ต่อไป” คุณนราธิปกล่าว