จับตาธุรกิจ Ride-Sharing ใน SEA เมื่อ UBER จากไป ผ่านมุมมองของอดีตพนักงานคนแรกของ UBER ใน เอเชีย

Vidit Agrawal พนักงานคนแรกในเอเชียของ Uber และเป็นแกนนำสำคัญในการพาบริษัทให้มีชื่อเสียงในภูมิภาค ด้วยตำแหน่ง Head of Strategic Vehicle Partnerships APAC ปัจจุบันเขาเป็น COO ของบริษัท Carro ผู้ให้บริการรถมือสองจากสิงคโปร์ และเพราะว่ายังวนเวียนอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวกับรถยนต์อยู่มุมมองของเขาเกี่ยวกับภาพรวมและอนาคตของธุรกิจ Ride-Sharing ในวันที่ Uber ไม่อยู่ในเอเชียแล้ว จึงไม่ธรรมดาแน่นอน 

เมื่อ Uber ออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วคุณคิดอย่างไรกับภาพรวมของธุรกิจ ride-sharing ในภูมิภาคนี้?

การเข้าซื้อกิจการได้ส่งผลให้ Grab ไปสู่เส้นทางแห่งความสามารถในการทำกำไร พวกเขาอาจทำเงินในทุกตลาด (ยกเว้นอินโดนีเซีย) จากการให้บริการรถยนต์ ด้วยเหตุนี้ Go-Jek จึงตอบโต้ด้วยการประกาศเปิดตัวบริการต่างประเทศบ้างในเวียดนามและไทยและคาดว่าสิงคโปร์จะตามมาในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ประกอบการระดับโลกบางรายได้ประกาศเปิดตัวในตลาดอย่างสิงคโปร์ (เช่น Jugnoo ของอินเดีย) ดังนั้นนับจากนี้ตลาด ride-sharing น่าจะมีการผันผวนอย่างมากในระยะสั้น

คุณมองการผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่าง Grab กับ Go-Jek อย่างไร?

ทั้ง Grab และ Go-Jek เป็นบริษัทที่น่าเกรงขาม รายชื่อนักลงทุนของทั้ง 2 รายนี้มีแต่บริษัทชั้นนำผู้มั่งคั่งและนี่คือเหตุผลที่ผมไม่เห็นทางว่าบริษัทเหล่านี้จะหมดเงินในเร็วๆ นี้ แต่ขณะเดียวกันผมก็ยังเชื่อว่าพวกเขาจะยังคงต้องการการระดมเงินทุนมหาศาลในอนาคตอันใกล้นี้

พวกเขากำลังต่อสู้กันอย่างหนักในธุรกิจ ride-sharing แต่ fintech กำลังกลายเป็นอีกช่องทางที่มีการเติบโตเป็นอย่างมาก มีโอกาสครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นโดยเฉพาะกับระบบการชำระเงินและ e-wallet และทั้งสองบริษัทต่างก็ทุ่มทรัพยากรจำนวนมากลงในตลาดนี้

Bike-sharing/scooter-sharing เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจมากเช่นกัน Grab ได้ร่วมมือกับ oBike มาก่อน แต่เนื่องจากการปิดตัวของ oBike นั่นทำให้ Grab อาจจะกำลังมองหาพันธมิตรใหม่ บริษัทสกูตเตอร์เช่น LimeBike, Bird, Jump กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกาและผู้ประกอบการที่มีลักษณะคล้ายกันก็กำลังเปิดตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราคงต้องลองดูกันต่อว่า Grab และ Go-Jek จะตอบสนองต่อบริการลักษณะนี้อย่างไร

อีกหนึ่งสายธุรกิจคือการขนส่ง หลายบริษัทในธุรกิจแนวนี้มีเงินเป็นจำนวนมาก ดังนั้นผมแน่ใจว่านี่เป็นสิ่งที่ Grab และ Go-Jek น่าจะมองภาพของตัวเองในตลาดนี้เช่นกัน และดูเหมือนว่าเราสามารถจินตนาการได้ว่าพวกเขาจะขยายธุรกิจนี้ด้วย เพราะตอนนี้พวกเขารันธุรกิจ motorbike-sharing ไปแล้วในหลายตลาด

อีคอมเมิร์ซเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บริษัทเหล่านี้ยังไม่เคยสัมผัสและต้องการที่จะขยายออกไป ทั้งจากการสร้างผลิตภัณฑ์ภายในของตัวเองหรือการเป็นพันธมิตรกับผู้ค้าอีคอมเมิร์ซที่มีอยู่แล้วก็ตาม

คุณเห็นคู่แข่งรายอื่น ๆ ที่มาจากภูมิภาคนี้หรือไม่?

ในพื้นที่ของ ride-sharing มีอุปสรรคเป็น 0 ในการเข้ามา ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเป็น 0 ในการออกไป และความจงรักภักดีระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการก็เป็น 0 เช่นเดียวกัน ดังนั้นสิ่งเดียวที่เป็นอุปสรรคต่อคู่แข่งจากการเข้าสู่ตลาดคือเงินทุน เงินจำนวน 15 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 20 ล้านเหรียญสหรัฐจะไม่พาคุณไปไหนเลย คุณต้องมีอย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์เพื่อเริ่มต้นใช้งาน ผมไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้มีกองทุนหุ้นเอกชนซักกี่กองทุนที่พร้อมจะเขียนเช็คจ่ายเงินออกเพื่อเรื่องนี้

ลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้เข้าร่วมรายใหม่ แต่ผมไม่แน่ใจว่าตลาดจะเป็นอย่างไรสำหรับผู้เล่นรายเล็กๆ ที่เดินหน้าต่อ

คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า?

มันน่าตื่นเต้นมาก ก่อนอื่น Uber ทำมาแล้วหลากหลายรูปแบบในโหมดการขนส่งทุกประเภทในแอปพลิเคชันที่พวกเขาคิดว่าคนต้องการ (รถยนต์, จักรยานยนต์, สกู๊ตเตอร์, รถโดยสาร, รถไฟและแม้แต่รถบิน) ในขณะเดียวกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Grab และ Go-Jek ก็ได้ไปในแบบที่ WeChat ทำแล้ว พวกเขาต้องการที่จะเป็น “app ประจำวัน” สำหรับผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีบริการทุกประเภท

สุดท้ายผมเชื่อว่า Grab และ Go-Jek มีข้อจำกัดพอๆ กัน พวกเขาทำได้ดีมากในเมืองชั้นอันดับต้นๆ และเจาะตลาดเมืองรองได้ด้วยเช่นกัน แต่ประชากรส่วนใหญ่ในเมืองชั้นล่างยังไม่ได้รับการให้บริการ ซึ่ง  ride-sharing ก็อาจไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมสำหรับหมู่บ้านเล็กๆ แต่บริการกระเป๋าสตางค์หรือบริการให้ยืมน่าจะเหมาะ

ดังนั้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า บริษัทจะมุ่งเน้นที่ฐานลูกค้าของตนเองมากขึ้นในทุกภูมิภาค พวกเขาจะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งเราจะต้องพึ่งพาในการทำสิ่งต่างๆ มากมายที่เราต้องทำในๆ ทุกวัน

Source

แปลและเรียบเรียงโดย Prim NM