Galaxy J8 X BNK 48 เสิร์ฟความฟินให้ “โอตะ-Gen J” ผ่าน Entertainment Smart Phone

สมรภูมิการแข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟน  ต้องยอมรับว่าดุเดือดและเข้มข้น  เพราะโทรศัพท์มือแต่ละค่ายต่างก็มีการพัฒนานวัตกรรมที่นำเอามาเป็นจุดขายในการทำตลาดกันสารพัด  โดยเฉพาะในเทคโนโลยีเรื่องการถ่ายภาพ  ที่ใส่กันมาแบบจัดเต็มไม่ว่าจะภาพนิ่งหรือวิดีโอ  เพราะเรื่องการถ่ายภาพได้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันไปแล้ว ที่จะต้องเก็บเรื่องราวและแชร์ผ่านโลกโซเชียล

ขณะที่กลวิธีทางการตลาด นอกจากการนำเสนอในเรื่องของฟีเจอร์  เทคโนโลยี และราคา  มาเป็นจุดขายทางการตลาดแล้ว และการแข่งขันกันแล้ว การใช้ Presenter หรือ Brand Ambassador ก็เป็นแนวทางการทำตลาดที่ใช้บรรดาศิลปินที่มีชื่อเสียงมาเป็น “แม่เหล็ก” ทางการตลาด  เพื่อสร้างภาพจำในตัวสินค้าผ่าน Presenter หรือ Brand Ambassador และใช้ฐานความชื่นชอบของเหล่าบรรดาแฟนคลับ หรือ FC ที่มีต่อ Presenter หรือ Brand Ambassador เป็นฐานที่ก้าวมาสู่ความชื่นชอบในสินค้า และส่งต่อมาถึงยอดขายที่พุ่งสูงด้วย

ล่าสุด Samsung ได้ดึง BNK 48 เข้ามาเป็น Brand Ambassador ให้กับโทรศัพท์ SAMSUNG Galaxy J8 น้องเล็กในตระกูล Samsung  ด้วยการ Collaboration ทางการตลาดร่วมกัน ทั้งการจัดทำภาพยนตร์โฆษณา  การทำกิจกรรมโรดโชว์  การนำเอา BNK 48 มาช่วยสื่อสารแบรนด์​ การนำภาพและ Content รูปแบบต่างๆ มาไว้บนโทรศัพท์  ทั้ง Case ,Wallpaper, Ring tone,Theme เสียงเปิดเครื่อง และของพรีเมียมที่แจกให้กับสาวก “โอตะ” ที่ชื่นชอบ

คุณวิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิกส์ จำกัด กล่าวว่า  จุดเริ่มต้นของการนำเอาวง BNK 48 มาเป็น Brand Ambassador เกิดจากการพัฒนาโทรศัพท์มือถือ  ที่มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป  และมีความต้องการที่มากขึ้นในเรื่องของความบันเทิง  โดยเฉพาะกลุ่มคน Generation J ที่บริษัทมองว่าเป็นกลุ่มคน  ที่วิถีชีวิตยึดติดอยู่กับ Entertainment   ซัมซุงจึงได้พัฒนาโทรศัพท์ Galaxy J8 ที่เน้นตอบโจทย์ดังกล่าว  โดยมีคุณสมบัติครบในเรื่องของความบันเทิงต่างๆ ทั้งกล้อง ลำโพง หรือหน้าจอ

เมื่อได้ Product ที่ดีแล้ว  กลวิธีการเล่าเรื่องจึงต้องน่าสนใจ  และดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เกิดความต้องการในสินค้าด้วย  จึงเป็นที่มาของการนำเอา BNK 48 มาเป็น Brand Ambassador ที่ไม่ใช่แค่การเป็น Presenter มาถือสินค้าหรือถ่ายภาพยนตร์โฆษณาเท่านั้น  แต่รวมถึงการทำตลาดร่วมกัน  โดยเฉพาะด้านความบันเทิงต่างๆ  ที่จะถูกใส่เข้ามาในโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง  ตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกัน

“สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ถูกพัฒนาให้เป็น Camera Smart Phone แต่จากการไปคุยกับเด็ก Generation J พบว่า เขาไม่ได้ต้องการโทรศัพท์แค่ถ่ายรูป  เขาต้องการอะไรที่สนุกสนาน เป็นเรื่องของ Multi-tainment เป็นเรื่องความสนุกสานาน เรื่องมูฟวี่ ช้อปปิ้ง ฟู้ดส์  ชีวิตเขามีมากกว่าการถ่ายรูป ไม่ใช่แค่ออก Product ใหม่มาแล้วจะ win ในตอนนี้งานการตลาดต้องแข่งขันและทำงานกันหนักมากขึ้น  ซึ่งโทรศัพท์ J8 รุ่นนี้จะเป็นรุ่นแรกที่จะเห็น Full Marketing และเรากำลังจะเป็นตัวอย่างแรก ของ Entertainment Smart Phone  ซึ่งเราได้ก้าวข้ามจุดที่เป็นแค่คำว่า Camera Phone ไปแล้ว”คุณวิชัย เล่าถึงที่มาของการพัฒนาสินค้า

ขณะที่ทาง BNK 48 ไม่ใช่ว่าจะไปร่วมงานกับใครก็ได้  จะต้องมีการพิจารณาแนวทางที่มองไปในแบบเดียวกัน  ว่าจะสามารถ Collaboration แล้วเกิดประโยชน์ให้กับผู้บริโภคหรือแฟนของเขาได้จริงๆ เพราะ BNK 48 ถือว่าเป็นกลุ่มศิลปินที่มีฐานแฟนคลับที่แข็งแรง  และมีทรัพย์สินซึ่งเป็น Content ต่างๆ ที่มีลิขสิทธิ์  สามารถนำไปใช้ให้เกิดมูลค่าได้เพิ่มขึ้นมากมาย  การจะนำเอาทรัพย์สินเหล่านั้นมาใช้จึงต้องดูแลให้ดี  และสิ่งสำคัญที่ BNK 48 เลือก Samsung เพราะเมีเทคโนโลยี Knox ที่ปกป้อง Property ของเขา ปกป้องลิขสิทธิ์ของเขา ที่ไม่สามารถนำเอาออกจากเครื่องโทรศัพท์ได้  วันนี้ SAMSUNG Galaxy J8  กำลังไปสู่ความเป็น Entertainment Phone เต็มรูปแบบ

“ทุกวันนี้เราไม่ได้ขายมือถือแล้ว เรามาขาย Total Solution กรณีของ BNK 48 เป็นหนึ่งอย่าง แล้วจะมีอย่างอื่นตามมาอีกมาก เราคุยกับ BNK 48 เป็นโปรเจ็กต์ระยะยาว และลูกค้า Gen J  ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ  เพราะว่าตอนนี้ตลาดการแข่งขันมันเยอะอยู่แล้ว  มันเป็นการก้าวข้ามตรงนั้นไปได้ เป็นการทำการตลาดและแข่งขันด้วย Innovation  และสิ่งที่เราลงทุนไปในหลายๆ ปี อาทิ Samsung Play ,Samsung Gift และยังมีเซอร์วิสต่างๆ ที่นำเอาออกมาใช้กับลูกค้า  และทำการตลาดให้มันชัดเจน”

ปัจจุบัน Samsung มีโทรศัพท์หลายรุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นที่ออกมามีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ  ซึ่งเพื่อให้เข้าใจง่ายและเหมาะกับการทำตลาดที่ปัจจุบันต้องเป็น Segment Marketing  ปัจจุบันุมี 4 กลุ่ม กลุ่ม J  เป็นกลุ่มน้องเล็กสุด และเริ่มต้นก่อน  กลุ่มนี้ Samsung นิยามเขาว่า Multi-tainment Lover ที่มีอายุ 10-20 ปี  มีรายได้ระดับหนึ่ง ชีวิตประจำวันอยู่กับ Entertainment  ยังไม่ได้อยู่ในวัยทำงาน ไม่ค่อยมีความเครียด  มือถือสำหรับเขาจะไม่ซับซ้อน  แต่รู้จักวิธีการใช้งานในเชิงลึก จึงเป็นแนวทางการทำตลาดด้วยการ Collaboration  ซึ่งต่อไปก็จะมีการทำตลาดกับกลุ่ม A, S และ M  ซึ่งแนวทางการทำตลาดจะชัดเจนขึ้น  และผู้บริโภคจะเข้าใจชัดเจนว่าเขาควรจะซื้อกลุ่มไหน ระดับราคาเท่าไร ที่เหมาะกับเขา

เมื่อ SAMSUNG X BNK 48  นี่คือ 4 เรื่องอย่างน้อย ที่จะเกิดขึ้นแล้ว  และเป็นสิ่งที่จะทำให้ “โอตะ” ได้ฟินกับ BNK 48  

1.โทรศัพท์ SAMSUNG Galaxy J8 ในรูปแบบ Box Set ที่จำกัดจำนวนเพียง 20,000 ชุดเท่านั้น  ภายในเซ็ทจะประกอบด้วย โทรศัพท์ SAMSUNG Galaxy J8 1 เครื่อง ที่มาพร้อม Cas 3 ชิ้นลวดลาย BNK 48 ,Wallpaper 9 รูปแบบ  Ring tone 4 เสียง  Theme และรูปภาพของ BNK 48 จำนวน 3 รูปภาพ ที่แต่ละเซ็ทจะแตกต่างกันไป  บางเซ็ทอาจจะมีรูปภาพพร้อมลายเซ็น  บางเซ็ทอาจจะไม่มี  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการ Random จากโรงงาน  และกล่องบรรจุโทรศัพท์จะมีความแตกต่างกันถึง 8 แบบ  ด้านข้างกล่องจะมี QR Code สำหรับการแสกนเพื่อรับรูปภาพของ BNK 48 ซึ่งแต่ละกล่องก็จะไม่รู้ว่าเป็นรูปของใคร  โดยราคา Box Set จำหน่ายในราคา 12,900 บาท คาดว่าจะเริ่มขายช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้  ส่วนโทรศัพท์รุ่นปกติ สิ่งที่จะได้รับคือ Wallpaper 1 แบบ Ring tone 1 เสียงTheme 1 แบบ และเสียงเปิดเครื่องของ BNK 48 จำหน่ายในราคาเครื่องละ 9,490 บาท ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมเป็นต้นไป

2.การนำเอาวง BNK 48 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ภาพยนตร์โฆษณา ที่ออกอากาศผ่านสื่อทีวีและโลกออนไลน์​ ซึ่งเป็นเพียงเรื่องแรก อนาคตอาจจะมีเรื่องที่ 2 เรื่องที่ 3 ตามมา

3.BNK 48 Application ที่ติดตั้งมาพร้อมกับโทรศัพท์ SAMSUNG Galaxy J8 ซึ่งเป็นแหล่งรวม Content ของ BNK 48 ที่บรรดา “โอตะ” สามารสั่งซื้อได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ Wallpaper Ring tone Theme หรือ Content อื่นๆ แต่ไม่สามารถจะนำเอา Content เหล่านั้นออกจากโทรศัพท์  หรือแชร์ออกผ่านโซเชียลมีเดียได้  เนื่องจากมีระบบการป้องกัน ภายใต้เทคโนโลยี  Samsung Knox เช่นเดียวกับที่ใช้ใน Samsung play  ทำให้มีเฉพาะผู้ใช้ SAMSUNG Galaxy J8 เท่านั้นที่มี Content เหล่านั้น

4.อีเวนต์และกิจกรรมการตลาดแบบครบวงจร ที่ BNK 48 จะมีส่วนร่วมผ่านสื่อต่างๆ อาทิ เอาท์ดอร์​ สื่อ ณ จุดขาย การทำกิจกรรมร่วมกับร้านค้าทั่วประเทศไทย  การทำกิจกรรมโรดโชว์  การทำ Mass Marketing Content Marketing และ Digital Marketing  เป็นต้น  ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีแรก  โดยจะต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี

“ตลาดสมาร์ทโฟน เป็นหนึ่งดีไวท์ที่แอคทีฟตลอดเวลา ดีไวน์ ที่อยู่กับเราเริ่มขยายขอบเขตหน้าที่มากขึ้น  สมาร์ทโฟนปัจจุบันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับชีวิต ไม่มีอะไรที่ไม่อยู่ในสมาร์ท  ไม่ว่าจะเป็น Banking, Transportation, Smart home,  Smart City   สมาร์ทโฟนเป็นเซ็นเตอร์ของทุกอย่าง และอยู่กับเรา 24 ชั่วโมง  ซึ่งซัมซุงมองกว่า สมาร์ทโฟนจะเริ่มเติมชีวิตเรามากขึ้น สิ่งต้องแข่งกัน คือ ใครจะเอานวัตกรรมออกมาใช้ได้มากที่สุด  เราจะต้องพัฒนาเอานวัตกรรมที่ดีที่สุดมาใช้บนสมาร์ทโฟนของเรา นี่คือการแข่งขันของสมาร์ทโฟน หน้าที่ของเราคือลีดเดอร์ ทำหน้าที่ลีดเดอร์ให้ดีที่สุด ทำอย่างไรให้นวัตกรรมเติมเต็มชีวิตคนได้มากที่สุด ยอดขายก็คือเรื่องหนึ่ง” คุณวิชัย กล่าวในตอนท้าย