รื้อตำนาน Emoji ไอคอนสื่อแทนอารมณ์ ให้มาในรูปแบบ Analog 

Emoji (อีโมจิ) กลายเป็นส่วนสำคัญในการติดต่อสื่อสาร ในฐานะที่ทำหน้าที่บางอย่างที่เครื่องหมายวรรคตอนและตัวหนังสือธรรมดาไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการสื่อสารผ่านข้อความสามารถทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันได้ง่ายอย่างที่หลายคนก็น่าจะเคยเจอมาแล้ว กราฟิกเหล่านี้จึงนำความชัดเจนมาสู่การสนทนาและช่วยให้เรารู้โทนเสียงในการสื่อสารผ่านข้อความ ไม่ว่าจะเป็นการหยอกเย้า หรือด่าจริง

เนื่องจากมันกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั้งโลกใช้ จึงไม่แปลกที่หลายคนจะลืมไปว่าภาษาอีโมจิเป็นภาษาสากลที่เกิดขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น ในปี 1999 Shigetaka Kurita ผู้ริเริ่มในวัย 25 ปีได้ออกแบบและเผยแพร่ 176 ไอคอนสำหรับบริษัทโทรคมนาคม NTT DOCOMO โดยไม่รู้เลยว่ามันจกลายเป็นเทรนด์ที่คนใช้กันทั่วโลกในอีก 12 ปีต่อมา

Kurita กล่าวว่า “สิ่งต่างๆ มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึก หนึ่งคือรูปสัญลักษณ์ Pictograms ซึ่งถูกใช้เป็นสัญญาณตามสถานที่ต่างๆ ในญี่ปุ่น เช่นสถานีรถไฟและสถานที่สาธารณะ สองคือศิลปะมังงะของญี่ปุ่น ซึ่งใช้ลายเส้นกราฟิกเพื่อแสดงอารมณ์ และท้ายสุดก็คือนิตยสารญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้จัดระเบียบความคิดและสื่อสารข้อมูลมารวมกัน เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอีโมจิขึ้นมา”

ในปี 2016 Museum of Modern Art (MoMA) ได้รับชุดต้นฉบับ ซึ่งประกอบด้วยใบหน้า วัตถุและสถานที่ต่างๆ ที่วาดบนตารางพิกเซลขนาด 12 x 12 พิกเซล ปัจจุบันมีลูกหลานของอิโมจินับพันจากเซ็ตแรกเพียง 176 ตัว

และตอนนี้กับโปรเจคล่าสุด ครั้งแรกของการมารวมตัวกันของหนังสือปกแข็งและคีย์บอร์ดสมาร์ทโฟนของครอบครัวอีโมจิที่เก่าแก่ที่สุด ผลงานจาก Standards Manual

หนังสือ Emoji ที่ว่านี้มีชื่อง่ายๆ ว่า Emoji หนังสือเล่มนี้พาเราไปสัมผัสสีสันและวิวัฒนาการที่ไม่เหมือนใครบนความน่ารักของอีโมติคอน รวมไปถึงวิธีการที่พวกเขากลายมาเป็นภาษาที่คนหลายพันล้านใช้แสดงความรู้สึกกันในทุกวันนี้

นอกจากหนังสือแล้วยังมีแอปพลิเคชันคีย์บอร์ดที่สร้างขึ้นโดยบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ W&Co ในนิวยอร์ก ช่วยให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนในโลกตะวันตกสามารถใช้อีโมจิแบบออริจินอลได้เป็นครั้งแรก จะแจกจ่ายให้กับผู้สนับสนุนหนังสือโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและจะเป็นแอปเสียเงินเมื่อถูกปล่อยใช้ทั่วไป

ด้านล่างเป็นตัวอย่างสมุดน่ารักๆ ที่ใช้วิธีเล่าเรื่องแบบพิเซล ให้กลายเป็นอิโมจิแสดงอารมณ์ต่างๆ และได้ถูกนำไปใช้กับคีย์บอร์ดบนสมาร์ทโฟนในรูปแบบเดียวกัน

Source

แปลและเรียบเรียงโดย Prim NM