“บีจีซี” ตอกย้ำความสำเร็จ ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 เดินหน้าเจาะกลุ่มธุรกิจแตกต่าง พร้อมโชว์เทคโนโลยีการผลิตสุดล้ำ [PR]

“บีจีซี” ตอกย้ำความเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ใหญ่ที่สุดแห่งภูมิภาคเอเชีย โตต่อเนื่องครองอันดับ 1 คิดเป็น 39% ด้วยกำลังการผลิต 3,335 ตันต่อวัน หรือประมาณ 4,500 ล้านขวดต่อปี พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตที่คิดค้นเองสุดล้ำ นับเป็นเจ้าแรกที่ใช้การขึ้นรูป Mock up ของบรรจุภัณฑ์และฝาขวดด้วยเครื่อง 3D Printer ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เดินหน้าเต็มสูบด้วยกลยุทธ์เจาะกลุ่มธุรกิจที่แตกต่างทั่วภูมิภาคเอเชีย ตั้งเป้ายอดขายปี 60 ที่ 9.2 แสน ตันต่อปี

ภายในงาน PROPAK ASIA 2017” ณ บูธหมายเลข CB29 พาวิเลี่ยน ฮอลล์ 105 ศูนย์แสดงนิทรรศการ และการประชุมไบเทค บางนา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด ในเครือ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาขน) ได้ออกบูธทางการตลาด โดย นายศุภสิน ลีลาฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานพาณิชย์ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ได้มีการพัฒนาศักยภาพการเติบโตในธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยประสบการณ์ที่มีมายาวนานกว่า 40 ปี ประกอบกับการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างไม่หยุดนิ่ง สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้อย่างหลากหลาย

“ปีที่ผ่านมาบางกอกกล๊าสได้ยืนยันเจตนารมณ์ในการก้าวขึ้นสู่ความเป็น TOTAL GLASS  SOLUTIONS  ในปี พ.ศ. 2559 จึงได้ทำการจดทะเบียน บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (BGC) เพิ่ม เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วโดยเฉพาะ ภายใต้วิสัยทัศน์ของการเป็นผู้มอบประสบการณ์ดีๆ ในเรื่องผลิตภัณฑ์แก้วแบบครบวงจร และสร้างความพึงพอใจผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ใหม่ๆ โดยตอบโจทย์ในเรื่องการประหยัดพลังงาน ประโยชน์ใช้สอย ความสวยงาม และราคา”

นายศุภสิน เล่าให้ฟังถึงภาพรวมและสถานการณ์ของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครึ่งปีที่ผ่านมาว่า อุตสาหกรรมแก้วของประเทศไทยในปัจจุบัน มีเปอร์เซนต์การเติบโตอยู่ที่ 4-5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จากเดิมเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีเปอร์เซ็นต์การเติบโตสูงถึง 12-13 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์แก้วอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี  แม้ว่าปัญหาหลักของการเติบโตมาจากการลดปริมาณการผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้ว มีแนวโน้มการหันไปใช้ ขวด PET ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบางประเภทเพิ่มสูงขึ้น

“อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารและยา ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วก็ยังคงเป็นตลาดหลักที่มั่นคงจากความได้เปรียบในด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์แก้วในการสัมผัสอาหารและภาพลักษณ์ที่เป็นพรีเมียม”

 พร้อมกันนี้ นายศุภสิน ยังได้เปิดเผยถึงข้อมูลด้านการผลิตและยอดขาย ของ BGC ว่า “ปัจจุบัน เรามีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง อยู่ที่ประมาณ 39% และมีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยและในอาเซียน ด้วยกำลังการผลิต 3,335 ตันต่อวัน หรือประมาณ 4,500 ล้านขวดต่อปี มีสัดส่วนยอดขายมาจากบรรจุภัณฑ์ประเภท เบียร์ 39%  โซดาและน้ำอัดลม 38% อื่นๆ 19%  และส่งออก 4% โดยประเทศที่ส่งออกมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ พม่า เวียดนาม และออสเตรเลีย”

สำหรับกลยุทธ์การตลาดและความท้าทายของ BGC ในช่วงครึ่งปีหลัง นายศุภสินมองว่า วงการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์แก้วในประเทศไทยมีคู่แข่งค่อนข้างน้อย จึงได้วางยุทธศาสตร์เจาะกลุ่มธุรกิจที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องยอมรับว่าบีจีเองยังคงวางให้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วเป็นธุรกิจหลักของบริษัท โดยกลุ่มลูกค้าหลักเป็น กลุ่มอาหาร เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และยา ซึ่งปัจจุบันบีจีซีผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วให้กับบริษัทแม่ 50 % และอีก 50 % คือลูกค้าอื่นๆ

“ในมุมของการเพิ่มการเติบโตของธุรกิจไปอีกระดับนั้น เรายังมองที่การส่งออกไปยังตลาดอาเซียน เพราะถือเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจ เนื่องจากจำนวนประชากรที่มาก ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทจะเข้าไปเปิดการตลาดในรูปแบบใหม่ๆ โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 2560 อยู่ที่ 920,000 ตันต่อปี” นายศุภสิน กล่าวทิ้งท้าย

ภายในงาน คณะผู้บริหารยังได้นำคณะสื่อมวลชนไปชมนวัตกรรมการผลิตชิ้นส่วนฝาจีบซึ่งนับเป็นเจ้าแรกในวงการอุตสาหกรรมแก้ว ที่ขึ้นรูป Mock up ของบรรจุภัณฑ์และฝาจีบด้วยเครื่อง 3D Printer และเครื่องวัดปริมาตรขวดที่คิดค้นและผลิตเอง