การแข่งขันวันที่ 4 ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าครั้งที่ 30 จัดพิธีสวนสนามทางทะเล แสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร [PR]

Royal Thai Navy. Phuket King's Cup 2016.
Royal Thai Navy. Phuket King’s Cup 2016.

การแข่งขันวันที่ 4 ของศึกเรือใบชิงถ้วยพระราชทานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้าครั้งที่ 30 เริ่มต้นวันด้วยพิธีสวนสนามทางทะเลก่อนการแข่งขันบริเวณอ่าวกะตะ หน้าเกาะปู เพื่อเป็นการถวายความเคารพและเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 โดยทีมเรือใบซึ่งเข้าร่วมในการแข่งขันทั้งประเภทเรือใบใหญ่และเรือใบเล็ก ได้บังคับเรือตั้งขบวนและแล่นผ่านเรือรบของกองทัพเรือเพื่อทำการถวายความเคารพ ซึ่งเรือประธานในการสวนสนามคือเรือหลวงแกลง ต่อด้วยเรือ ต.113 และ เรือ ต.221 หลังจากนั้นเรือใบทุกลำจึงเดินทางเข้าสู่สนามแข่ง เพื่อเริ่มการแข่งขันในวันที่ 4 ต่อไป

การแข่งขันวันที่ 4 เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพลมจากเมื่อวันก่อนอย่างมากทำให้กลุ่มผู้นำจากวันก่อนๆ เกิดการพลิกโผในแทบทุกรุ่น โดยในช่วงที่ลมเบาสุดเหลือราว 4 น๊อตเท่านั้น ทำให้ทีมเรือใบใหญ่ทุกรุ่นต้องงัดเทคนิคทุกกระบวนท่ามาใช้เพื่อให้เกมเข้าทางเรือมากที่สุด โดยการแข่งขันวันนี้กำหนดแข่งขัน 1 รอบและเป็นคอร์สทางไกล ทำให้ทีมเรือใบต้องลุ้นกันเหนื่อยเป็นเวลานาน

นาวาเอกพรพรหม สกุลเต็ม รองผู้อำนวยการกองกำลังพล ทัพเรือภาคที่ 3 ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันเรือใบชิงถ้วยพระราชทานภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า ครั้งที่ 30 เล่าว่า “แม้สภาพลมวันนี้จะเบามาก แต่กลับเป็นการทดสอบทักษะของทีมเรือที่ท้าทายที่สุด เรียกว่าเรือทุกทีมต้องอาศัยการบริหารงานบนเรือแบบ ‘งานละเอียด’ จริงๆ เนื่องจากในสภาพลมเบาแบบนี้ การจัดสรรน้ำหนักหรือการทริมเรือเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมากจนส่งผลถึงชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ได้เลยทีเดียว”

สภาพอากาศที่แตกต่างจากการแข่งขันวันก่อนอย่างมากนี้ ทำให้กลุ่มผู้นำเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบยกชุดในแทบทุกรุ่น เหลือเพียงหนึ่งความหวังของทีมเรือไทยที่ยังยึดตำแหน่งผู้นำเหนียวแน่นแบบไม่ยอมใครตามทัน คือทีมเรือราชนาวี 1 โดยพันจ่าเอกวิวัฒน์ พูนพัฒน์ ในรุ่นปลาทูวันดีไซน์ ที่ยังคงโชว์ฟอร์มเด็ดขาด คว้าที่ 1 ของวันไปแบบสบายๆ และค่อนข้างแน่นอนว่าจะได้แชมป์อีกสมัยในปีนี้

ฝ่ายเรือไพน์แปซิฟิกของกัปตันอิทธินัย ยิ่งศิริ ทำคะแนนเป็นอันดับ 3 ของวัน แม้จะอยู่ในกลุ่มผู้นำ แต่กัปตันแห่งเรือไพน์แปซิฟิกกล่าวว่ายังประมาทไม่ได้ “การแข่งขันช่วงเช้าใน 2 ชั่วโมงแรกยังมีลมแรง 15-18 น๊อต แต่หลังจากนั้นลมดร็อปลงเหลือเพียง 6-7 น๊อต ทำให้เราเล่นลำบากมาก โดยเฉพาะในช่วงแล่นอ้อมทุ่นเหนือลม กำลังลมลดลงเหลือ 3 น๊อต ทำให้เราต้องคุมระดับของเรือให้ดี ซึ่งถือว่าผลงานได้แบบไม่น่าผิดหวังนัก โดยเรือผู้นำในวันนี้คือเรือซูฮาลของกองทัพเรือมาเลเซีย เป็นเรือที่เบามากและได้เปรียบมากในสภาพลมเบา สำหรับการแข่งขันพรุ่งนี้ เราหวังว่าสภาพอากาศจะเป็นใจและยังคงมีความหวังในการคว้าแชมป์สมัยที่ 4  ในปีนี้”

สำหรับทีมเรือทีเอชเอ 72 ของกัปตันเควิน วิทคราฟท์ ในรุ่นไออาร์ซี 0คว้าอันดับ 2 ของวัน แต่ทำคะแนนตามหลังเรือที่หนึ่งของกัปตันเรย์ โรเบิร์ตส์ ไม่ห่าง ส่วนรุ่นไออาร์ซี 1 และ ไออาร์ซี 2 ผู้นำของวันจกเป็นของเรือคาราซูของกัปตันยาซูโอะ นานาโมริ จากญี่ปุ่น และ เรือฟีนิกซ์ กัปตันนีลส์ เยนโคล จากเดนมาร์ก ตามลำดับ  ส่วนเรือซีฮับ กัปตันศุภกิจ ด้วงเงิน ในรุ่นครูซิ่ง ทำผลงานได้ไม่ดีนัก ตกมาเป็นที่ 5 ของวัน แต่คะแนนยังมีลุ้นในวันสุดท้าย

สำหรับการแข่งขันเรือใบเล็ก อินเตอร์เนชั่นแนล ดิงกี้ คลาส ปิดฉากการแข่งขันลงอย่างสวยงามในวันนี้ โดยผู้ชนะในรุ่นเลเซอร์ล้วนเป็นทีมตัวเก็งดาวรุ่งทีมชาติตามคาด โดยกีรติ  บัวลง คว้าแชมป์รุ่นเลเซอร์ สแตนดาร์ด และ อภิวัฒน์  ศรีงาม ในรุ่นเลเซอร์ เรเดียล โดยรุ่นเลเซอร์ 4.7 แชมป์ตกเป็นของดาวรุ่งหน้าใหม่อย่าง อธิษฐ์  โรมานิค สำหรับรุ่น 420 และ 470 คู่หูดูโอที่ครองแชมป์ในแต่ละรุ่นได้แก่คู่ของสุธน แย้มพินิจ และ นพพร บุญเชิด และคู่ของนาวี ธรรมสุนทร และ ณัฐ บุตร-มารศรี ตามลำดับ ส่วนออพติมิสต์ในปีนี้ ครอบครัว “พูนพัฒน์” คว้าแชมป์ไปทั้งประเภทเยาวชนชายและเยาวชนหญิง นั่นคือ ศรัณวงค์ พูนพัฒน์ และ ปาลิกา พูนพัฒน์ ตามลำดับ