จิวเวลรี่เจนวาย ชูจุดขายด้วยงานฝีมือไทย [PR]

0

jeweryงานศิลปะหัตกรรมของไทย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของคนไทย ที่ต่างสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมานักต่อนัก แล้วจะแปลกอะไรหากลีลาความอ่อนช้อยงดงามของความเป็นไทยเหล่านี้จะถูกนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ นำคุณค่ามาใส่ไว้ในเครื่องประดับ เหมือนดังเช่นเหล่านักออกแบบกลุ่มนี้ที่ต่างคัดสรรผลงานสุดอลังการงานสร้างมาแสดงไว้ในคูหา “Thai Jewelry Brands Showcase 2016”

ภายในงาน บางกอก เจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ แฟร์ ครั้งที่ 58 (The 58th Bangkok Gems and Jewelry Fair) ที่ผ่านมา ซึ่งบางส่วนนั้นยังเป็นผู้ที่เข้าร่วมโครงการ “พัฒนาผู้ประกอบการสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย 2559 เพื่อเจาะตลาดสหรัฐอเมริกา โดยสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ด้วย

นางสาวนันทนุช ตั้งอุทัยศักดิ์ วิลาสศักดานนท์ เจ้าของแบรนด์ อัญญเลอรี่ (ANYALLERIE) กล่าวว่า “เดิมทีเราจะเป็นผู้ผลิตให้กับแบรนด์จิลเวลรี่รายใหญ่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวทำให้เราเห็นว่าฝีมือการออกแบบและการผลิตของเราก็ไม่ด้อยไปกว่าชาติอื่นๆ จึงได้คิดมาทำแบรนด์ของตัวเอง ภายใต้ชื่อ อัญญเลอรี่ โดยเอกลักษณ์ของแบรนด์จะนำลักษณะเด่นของธรรมชาติทั้ง ดอกไม้ ผีเสื้อ และอื่นๆ เข้ามาสร้างสรรค์เป็นผลงานจิลเวลรี่ ไม่ว่าจะเป็น เข็มกลัด แหวน เป็นต้น เพราะด้วยโครงสร้างของธรรมชาตินั้นมีความอ่อนช้อยเหมาะกับสุภาพสตรี ในการสวมใส่

เสน่ห์ของแบรนด์จะอยู่ที่การออกแบบและการผลิตแบบแฮนด์เมดโดยช่างฝีมือของประเทศไทย ประกอบกับการใช้เทคนิคงานไร้หนามและงานจิกไข่ปลา เพื่อสร้างความสวยงามให้แก่เครื่องประดับ ซึ่งเทคนิคดังกล่าวต้องอาศัยความชำนาญและความประณีตเป็นอย่างมาก เพราะเครื่องประดับแต่ละชิ้นจะเน้นการเจียรไนอัญมณีในรูปทรงต่างๆ ทีละเม็ดให้เข้ากับโครงแบบที่วางไว้ รวมไปถึงการที่เราคัดสรรอัญมณีจากแหล่งกำเนิด อาทิ ทับทิมจากประเทศพม่า หรือบูลแซฟไฟร์จากประเทศศรีลังกา ซึ่งความงามของอัญมณีจากแหล่งเหล่านี้ ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเครื่องประดับมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันแบรนด์ อัญญเลอรี่ มีการจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ อย่างแถบเอเชีย และยุโรป”

แบรนด์ ศรัณย์ (SARRAN) เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก ด้วยเทคนิคการสร้างสรรค์ที่ร้อยเรียงความเป็นไทยเข้าไปได้อย่างลบลงตัว นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ นายศรัณย์ อยู่คงดี กล่าวว่า “เอกลักษณ์หรือจุดเด่นของแบรนด์ คือ “Thai Emotion” เน้นความเป็นไทยในแง่มุมใหม่ที่ไม่ได้หยิบแค่ศิลปวัฒนธรรมมาเล่าเรื่องแต่เป็นการตีความหมายใหม่ ด้วยการสร้างสรรค์งานศิลปะให้สามารถอยู่ร่วมกับวิถีชีวิตในปัจจุบันได้อย่างลงตัว ดังนั้นคอนเซ็ปต์หลักของแบรนด์จึงเป็นเรื่องของ Art to wear หรือ ศิลปะที่สวมใส่ได้ ทำให้คำจำกัดความคำว่า จิลเวลรี่ ในความหมายของแบรนด์ศรัณย์ จึงไม่ได้ผูกติดกับอัญมณีที่มีค่าเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการนำสิ่งของที่คนมองไม่เห็นค่ามาสร้างมูลค่าให้เทียบเท่ากับอัญมณี โดยใช้เทคนิคหัตถกรรมการประดิษฐ์ดอกไม้ในวังหลวงมาประยุกต์ ตั้งแต่การขึ้นรูป ตอกงาน ไปจนถึงการย้อมสี เป็นดอกไม้ชนิดต่างๆ ของไทย ซึ่งสาเหตุที่เลือกดอกไม้สร้างเป็นแนวคิดหลักของแบรนด์เพราะคนไทยมีความผูกพันกับดอกไม้มาตั้งแต่เกิดกระทั่งหมดลมหายใจ

สำหรับคอเล็คชั่นหลักของแบรนด์จะใช้วัตถุดิบหลักที่เป็นผ้า โดยนำเศษผ้าเหลือใช้จากโรงงานมาผ่านกระบวนการทางความร้อน ทำให้เกิดเป็นวัตถุดิบใหม่ขึ้นมา สามารถเก็บกลิ่น และทนต่อการใช้งาน จากนั้นจะอาศัยฝีมือด้านหัตกรรมของช่างไทยในการแกะลวดลายให้เป็นดอกไม้ชนิดต่างๆ ซึ่งบางผลงานอาจไม่ได้นำเสนอ เรื่องดอกไม่ตรงๆ แต่จะเป็นการนำมุมบางส่วนของดอกไม้มาตีความหมายใหม่ นอกจากนี้อีกหนึ่งเอกลักษณ์เด่นของแบรนด์คือการใช้เทคนิค “อบร่ำ” คือการอบกลิ่นหอมของไทยในสมัยก่อน อาทิ การอบผ้าสไบด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ หรือการอบขนมจากควันเทียน เป็นต้น มาใช้ในการอบเครื่องประดับเพื่อให้เกิดกลิ่นหอม ทั้งนี้ ยังมีการนำงานไม้และงานทองเหลืองมาช่วยเสริมให้ผลงานดูมีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นด้วย”

ด้าน นางสาวศิริรัตน์ เจียมพจมาน เจ้าของแบรนด์ คาโซ (CASO) เล่าว่า “แบรนด์คาโซ เป็นแบรนด์จิลเวลรี่ที่คงคอนเซ็ปต์การออกแบบให้เป็น “งานศิลปะขนาดเล็ก” สามารถสวมใสได้ในชีวิตประจำวัน มีความเรียบง่ายในสไตล์มินิมอล (Minimal) อีกทั้งยังแฝงไปด้วยเอกลักษณ์ต่างๆ ที่สะท้อนถึงบุคลิกและไลฟ์สไตล์ของผู้สวมได้อย่างชัดเจน

เอกลักษณ์เด่นของผลงาน คือการนำรูปแบบของศิลปะแนว Sculpture หรืองานประติมากรรม มาใช้ในการออกแบบ โดยใช้เส้นสายมาสร้างเป็นโครงเรือนเครื่องประดับเพื่อให้เกิดรูปทรงหรือมิติของเครื่องประดับแบบใหม่ขึ้นมา และอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่สำคัญของแบรนด์คือพื้นผิวของจิลเวลรี่เหล่านี้จะใช้เทคนิคที่อยู่ตรงกลางระหว่างความเงาและความด้าน รวมไปถึงเทคนิคการเล่นสี เพื่อให้เกิดสัมผัสที่แตกต่างและเพิ่มความสวยงาม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากคือ แหวน”

จะเห็นได้ว่านักออกแบบจิลเวลรี่ไทยเจนวายเหล่านี้ เป็นกลุ่มผู้นำทางความคิดที่มิได้ยึดติดในกรอบเดิมๆ ขณะเดียวกันก็มีความเพียรในการหาความรู้และเปิดรับมุมมองใหม่ๆ เข้ามาใช้กับผลงาน โดยเฉพาะงานช่างฝีมือไทยหรือศิลปหัตถกรรมไทย ที่นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เครื่องประดับธรรมดากลายเป็นผลงานชิ้นสำคัญ เตะตาต้องใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ยังคงหลงใหลในเสน่ห์ของความเป็นไทยไม่เสื่อมคลาย