“บิ๊กโคล่า” Think Big กว่าที่เคย คราวนี้ขอท้า “Asia’s Got Talent”

Jorge-Lopez-Doriga-lowres

จากประโยคที่ บิ๊กโคล่าพยายามสื่อสารมาตลอดว่า ถ้าคุณมีความฝัน คุณก็สามารถทำให้มันเป็นจริงได้” (Think Big) โดยที่ผ่านมาจับมือทำแคมเปญร่วมกับภาพยนตร์เรื่องสไปเดอร์แมน หรือเข้าเป็นผู้สนับสนุนทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ หน้าร้อนปีนี้ บิ๊กโคล่า คิดใหญ่ระดับเอเชีย เข้าเป็นสปอนเซอร์รายการ “Asia’s Got Talent” โดยเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับบิ๊กดีลครั้งนี้ รวมทั้งเรื่องราวอัพเดทต่างๆ ของศึกน้ำดำประจำหน้าร้อนของไทย มีดังนี้

1. ฆอเก้ โลเปซ ดอริกา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท อาเจ กรุ๊ป เล่าถึงกลยุทธ์หลักของแบรนด์ บิ๊กโคล่า ว่ามี 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1. Flavor รสชาติ ที่ถูกใจผู้บริโภค 2. Affordable Price ราคาที่กลุ่มเป้าหมาย คนรุ่นใหม่ อายุ 12-25 ปี เข้าถึงได้ 3. Partnership เพื่อช่วยสร้างการรับรู้ ทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นผ่านทางกีฬา, ดนตรี เรื่องบันเทิงที่อยู่ในความสนใจของผู้บริโภค และมีแนวคิดเรื่องของความกล้าคิดกล้าทำคล้ายคลึงกัน เมื่อเข้าไปเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ใดก็จะมีความสัมพันธ์ระยะยาว ก่อให้เกิด Emotional Link กับฐานแฟนคลับของพาร์ตเนอร์นั้นๆ

2. รายการ Asia’s Got Talent เป็นรายการของช่อง AXN ฉายใน 13 ประเทศ มีกรรมการ 4 คน ประกอบไปด้วย โปรดิวเซอร์ชื่อดัง David Foster, อดีตนักร้องวงสไปซเกิร์ล Melanie C นักร้องเพลงร็อคจากอินโดนีเซีย Anggun และคนที่คนไทยก็น่าจะคุ้นหน้ากันดี Van Ness Wu สมาชิกวง F4 ไต้หวัน ในประเทศไทยจะนำมาฉายทางช่อง 3 เริ่มต้นออกอากาศช่วงเดือนมีนาคม

3. บิ๊กโคล่าเองก็ทำตลาดในเอเชียเช่นกัน โดยตอนนี้วางจำหน่ายแล้ว 6 ประเทศ มีอินโดนีเซียและประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญเป็น 2 อันดับแรก ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว นอกจากนี้ยังคงมองหาโอกาสในการบุกตลาดประเทศอื่นๆ ต่อไป เพราะว่าที่เอเชียน่าจะเป็นตลาดที่เติบโตได้อีกมาก

4.ประโยชน์ที่บิ๊กโคล่าจะได้จากดีลนี้ก็คือ การเป็นสปอนเซอร์เครื่องดื่มในห้องแต่งตัว และบนโต๊ะกรรมการ ส่วนแคมเปญเพื่อส่งเสริมการกิจกรรมนี้ก็มีการกระตุ้นให้ลูกค้าคนไทยส่งคลิปเข้าประกวด และโพสต์คลิปผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียของแบรนด์ ผู้ที่ได้รับรางวัลจะได้บินตรงไปชมรายการที่สิงคโปร์

Bigcola-Gottalent

5. เหตุผลที่บิ๊กโคล่าให้ความสำคัญในตลาดเอเชียมาก ก็เพราะว่าอัตราการบริโภคน้ำอัดลมในแถบนี้ยังเติบโตได้อีกมาก โดย ผู้บริโภคไทยดื่มเครื่องดื่มน้ำอัดลม 40 ลิตร/ คน/ ปี ส่วนที่อินโดนีเซีย บริโภค 4-5 ลิตร/ คน/ ปี ขณะที่ยุโรปกับสหรัฐอเมริกา 160 ลิตร/ คน/ ปี

6. ปัจจุบันที่เมืองไทย บิ๊กโคล่ามีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 10-12% (ตัวเลขเฉพาะการจำหน่ายผ่านรีเทล) ขณะที่อินโดนีเซียมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 40% ทั้งๆ ที่เพิ่งเริ่มเมื่อ 3 ปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเริ่มต้นที่ดีกว่า โดยทำตลาดผ่านทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและหนังต่างประเทศเลย ทำให้ภาพลักษณ์ของความเป็นอินเตอร์แบรนด์ชัดเจนกว่าตลาดไทย ที่ในช่วงแรกบุกไปที่ต่างจังหวัดและเล่นเรื่องราคา ทำให้ต้องใช้เวลาในการปรับภาพลักษณ์