จากกระแสความกังวลในสังคมต่อประเด็นการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ว่าอาจส่งผลกระทบกับการปลูกและการบริโภคกะเพรา หรือเกษตรกรต้องถูกบังคับซื้อเมล็ดพันธุ์จากเอกชนนั้น ซีพีแรม(CPRAM) ได้ออกมาชี้แจงเพื่อคลายข้อสงสัย พร้อมยืนยันชัดเจนว่า กะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่คนไทยปลูกและบริโภคอยู่ทั่วไป ยังคงปลูก กิน และซื้อขายได้ตามปกติทุกประการ
คุณวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยว่าการพัฒนาพันธุ์พืชเป็นเรื่องปกติในประเทศที่มีเทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ หรือจีน ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับการวิจัยพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยสามารถช่วยให้ได้พืชที่ให้ผลผลิตดีขึ้น ต้านทานโรค ทนต่อสภาพอากาศ มีคุณภาพสม่ำเสมอ และเหมาะกับความต้องการของตลาด ซึ่งสอดคล้องกับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นครัวของโลก

คุณวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู
สรุป 5 ประเด็นสำคัญ: สิทธิกะเพราพันธุ์ใหม่ vs กะเพราดั้งเดิม
1. คนไทยยังปลูก กิน และขายกะเพราทั่วไปได้ตามปกติ การจดทะเบียนคุ้มครองมีผลเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่เดิมกว่า 300 สายพันธุ์ในไทย พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และร้านอาหารยังคงนำกะเพราทั่วไปมาประกอบอาหารและจำหน่ายได้ตามปกติ บริษัทไม่ได้มีสิทธิเหนือใบกะเพราหรือเมนูผัดกะเพราของประชาชน
2. วิจัย 4 สายพันธุ์ใหม่เพื่อทำอาหารพร้อมทาน ไม่ได้ทำธุรกิจขายเมล็ดพันธุ์ กะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ แก้วจุรี 01, 02, 03 และ 04 เป็นผลงานที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารพร้อมรับประทานของซีพีแรมเท่านั้น โดยปลูกผ่านแปลงต้นแบบและเครือข่ายเกษตรกรพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อส่งตรงเข้าโรงงาน บริษัทไม่มีการวางขายเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าในตลาดทั่วไป
ปัจจุบันบริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือกะเพราพันธุ์ดังกล่าวในตลาดทั่วไป และไม่มีการวางขายตามแผงค้าทั่วไป เป้าหมายของการพัฒนาคือการมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณลักษณะเหมาะกับอาหารของบริษัท ขณะที่ปริมาณการผลิตยังต้องรองรับความต้องการใช้ภายในห่วงโซ่อุปทาน
การเพาะปลูกประกอบด้วยแปลงต้นแบบของบริษัทและการทำงานร่วมกับเครือข่าย “เกษตรกรคู่ชีวิต” ซึ่งเกษตรกรจะได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องพันธุ์และวิธีเพาะปลูก ก่อนส่งผลผลิตกลับเข้าสู่โรงงาน โดยการมีแหล่งปลูกรายรอบโรงงานช่วยให้สามารถส่งกะเพราสดเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว
“ที่เรียกว่าคู่ชีวิตก็คือ เราอยู่ได้ด้วยเขา เขาอยู่ได้ด้วยเรา เราก็ไปด้วยกัน” คุณวิเศษกล่าว
3. เกสรปลิวผสมข้ามแปลง ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ กรณีความกังวลว่าละอองเกสรจากแปลงปลูกอาจปลิวไปผสมกับกะเพราพื้นที่อื่น ทางซีพีแรมชี้แจงว่า หากเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ตามธรรมชาติ เมล็ดที่ได้จะเกิดการกลายพันธุ์ หากเกษตรกรนำไปปลูกต่อ ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ตามกฎหมายแต่อย่างใด
4. พัฒนามากว่า 10 ปี เพื่อแก้โจทย์ทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร ซีพีแรมร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน วิจัยและพัฒนานานกว่า 10 ปี จนได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองเมื่อปี 2567:
– ด้านผู้บริโภค: ได้กะเพราที่มีกลิ่นและรสชาติชัดเจน ขนาดใบพอเหมาะ ไม่หดตัวจนลีบแบนเมื่อโดนความร้อนจากการผัด
– ด้านเกษตรกร: ได้ผลผลิตต่อแปลงสูงขึ้น โดยระบบแปลงของเครือข่ายสามารถตัดเก็บผลผลิตได้ถึงประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง (จากเดิมที่เก็บได้ราว 8–9 ครั้ง) ช่วยสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
5.เกษตรกรร่วมสร้างความรู้ ตั้งแต่พันธุ์จนถึงวิธีเก็บเกี่ยว งานวิจัยไม่ได้สิ้นสุดเมื่อได้พันธุ์ใหม่ แต่ต้องพัฒนาวิธีปลูกและการจัดการแปลงควบคู่กัน โดยเกษตรกรมีบทบาทเป็นผู้ร่วมเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้จากบริษัท
“หลาย ๆ ครั้งที่เราไปในแปลงปลูก อาจารย์ของเราคือเกษตรกรด้วยกัน” คุณวิเศษอธิบายต่อว่า เกษตรกรแต่ละพื้นที่มีบทเรียนและองค์ความรู้ที่นำมาแลกเปลี่ยนกันได้ และบริษัทก็เรียนรู้จากเครือข่ายดังกล่าวด้วย
การวิจัยต้องใช้บุคลากร งบประมาณ เวลา และความเชี่ยวชาญ การมีระบบคุ้มครองผลงานจึงเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้ผู้พัฒนาได้รับการยอมรับและมีแรงจูงใจลงทุนต่อเนื่อง รวมถึงช่วยดูแลประโยชน์จากผลงานของนักวิจัยไทย อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองมีเงื่อนไข ขอบเขต และระยะเวลา ไม่ได้เป็นสิทธิที่ครอบคลุมทุกพันธุ์โดยไม่จำกัด
การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ยังเป็นกลไกที่ใช้กับพืชอีกหลายชนิด เช่น ผลไม้และปาล์ม ไม่ได้มีเฉพาะกะเพรา และมีทั้งหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชนที่พัฒนาพันธุ์ใหม่ โดยคุณวิเศษกล่าวถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งมีการจดทะเบียนพันธุ์กะเพราของมหาวิทยาลัยด้วย
ขณะเดียวกัน เขาเห็นว่าความสมดุลต้องเริ่มจากการตั้งโจทย์ให้งานวิจัยสร้างประโยชน์ต่อประเทศ ผู้บริโภค เกษตรกร และชุมชน ไม่กระทบความเป็นอยู่หรือทำลายคุณค่าดั้งเดิมของผู้คน และไม่จำกัดผลประโยชน์ไว้กับผู้วิจัยเพียงฝ่ายเดียว
คุณวิเศษระบุว่า ประเทศไทยมีนักวิจัยที่มีความสามารถและมีความหลากหลายทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่ม ประเทศอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน เป็นตัวอย่างที่สะท้อนบทบาทของการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม
สำหรับซีพีแรม นอกจากความร่วมมือด้านกะเพรากับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว บริษัทยังมีความร่วมมือด้านวิจัยกับหน่วยงานอื่น ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. และมหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนพันธมิตรภาครัฐและเอกชน โดยแต่ละความร่วมมือมีโจทย์และขอบเขตแตกต่างกัน







