ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำความแข็งแกร่งของระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ กางแผน 5 มาตรการเชิงรุก รับมือความเสี่ยงสถานการณ์น้ำท่วม ชูศักยภาพเครือข่าย 4 ศูนย์กระจายสินค้าหลัก ดึงเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติคุมเข้มการกระจายสินค้า สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค “สินค้าจำเป็นไม่ขาดชั้นวางและไม่ต้องกักตุน”
คุณธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากภัยธรรมชาติ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท็อปส์เล็งเห็นว่าการบริหาร Supply Chain เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจค้าปลีก และรักษาความต่อเนื่องในการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน
“เราให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ผ่านการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและการพัฒนาระบบที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลา”
จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ท็อปส์ได้นำแนวทางดังกล่าวมาใช้บริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสำรองสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็นล่วงหน้ามากกว่า 20 วัน พร้อมกันนี้ ยังได้นำเทคโนโลยีระบบเติมสต็อกสินค้าอัตโนมัติ (Auto-Replenishment System) มาประมวลผลความต้องการจริงหน้าร้าน
ทำให้สามารถสั่งเติมสินค้าได้ตรงตามพฤติกรรมการซื้อจริงของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างแม่นยำ ตลอดจนการเพิ่มกำลังรถขนส่งจากปกติ 30–50% เพื่อเพิ่มความถี่ในการเติมสินค้า พร้อมนำข้อมูลระดับน้ำและสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์มาปรับแผนเส้นทางขนส่ง ควบคู่กับการจัดทีมคลังสินค้าและทีมจัดส่งปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยเพิ่มชั่วโมงทำงานพิเศษ (OT) และดึงพนักงาน Outsource เข้ามาเสริมทัพในช่วงเวลาเร่งด่วนและคับขัน เพื่อให้การรับ-จัด-ส่งสินค้าลื่นไหลที่สุด
โดยมีศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าหลักทั้ง 4 แห่งเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถรักษาความต่อเนื่องในการกระจายสินค้าและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที
เจาะ 5 มาตรการเชิงรุก สู้ภัยน้ำท่วม–รับมือวิกฤต
- ล็อกสต็อกสินค้าจำเป็น 10 หมวดนานกว่า 20 วัน : เพิ่มปริมาณสินค้าสำรอง (Buffer Stock) ในกลุ่มที่มีความต้องการสูงได้แก่ เนื้อสัตว์, ไข่ไก่, อาหารพร้อมทาน, ข้าวสาร, ปลากระป๋อง, น้ำดื่ม, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, น้ำมันพืช, กระดาษทิชชูและนม UHT พร้อมจับมือคู่ค้าลดระยะเวลาส่งมอบสินค้า
- เพิ่มฟลีตรถขนส่ง 30–50% พร้อมปรับเส้นทางเรียลไทม์ :เพิ่มความถี่ในการจัดส่งโดยเฉพาะสาขาในพื้นที่เสี่ยงพร้อมนำข้อมูลน้ำท่วมและสภาพจราจรแบบเรียลไทม์มาปรับเส้นทางขนส่งทันที
- เสริมกำลังคน 24 ชั่วโมงดึง Outsource เสริมทัพ : เพิ่มพนักงานหยิบสินค้า (Pickers) อีก 30–40% จัดกะทำงาน 24 ชั่วโมงพร้อมเพิ่มชั่วโมง OT และพนักงานเสริมเพื่อให้กระบวนการรับ-จัด-ส่งสินค้าไหลลื่นที่สุด
- ดึง Smart Tech & AI เติมสต็อกและจัดเส้นทางอัจฉริยะ : ใช้ระบบ Dynamic Auto-Replenishment ประมวลผลความต้องการจริงหน้าร้านเพื่อสั่งเติมของได้ตรงจุด ควบคู่กับ AI Transportation Routing วางแผนเลี่ยงเส้นทางน้ำท่วม
- วางแผนรับมือวิกฤตระยะยาว (BCP) : ถอดบทเรียนน้ำท่วมพัฒนาแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจรองรับทั้งปัญหาเส้นทางปิดกำลังคนและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากนี้ยังผนึกกำลัง 4 ดีซีใหญ่ ส่งสินค้าไม่สะดุดทุกช่องทาง เดินหน้าขับเคลื่อนการกระจายสินค้าผ่าน 4 ฮับหลักที่เปิดทำการ 24 ชั่วโมง
- ดีซีบางบัวทอง (พื้นที่กว่า 4.3 หมื่นตร.ม.) : ดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปของ TOPS และ TOPS FOOD HALL
- ดีซีมหาชัย : ฮับหลักสำหรับอาหารสดและสินค้าควบคุมอุณหภูมิ
- คลังสินค้าพระราม 3 : ขุมพลังรองรับคำสั่งซื้อช่องทางออนไลน์
- ดีซีบางนา : ศูนย์กระจายสินค้าสำหรับ TOPS Daily
โดย ศูนย์กระจายสินค้าท็อปส์ บางบัวทอง เป็นหนึ่งในศูนย์กระจายสินค้าหลักของท็อปส์ โดยเปิดดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 มีพื้นที่คลังสินค้ารวม 43,242 ตารางเมตร รองรับสินค้ากว่า 26,000 รายการ และดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับกระบวนการรับสินค้า จัดเก็บ หยิบสินค้า ตรวจสอบ และจัดส่งไปยังสาขา
ในปี 2568 ปริมาณสินค้าขาออกจากศูนย์กระจายสินค้าเติบโตถึง 7.3% จากปีก่อน ขณะเดียวกัน ศูนย์ฯ ได้นำเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ มาช่วยในเพิ่มประสิทธิภาพในการหยิบและตรวจสอบสินค้า รวมถึงความรวดเร็วในกระบวนการจัดส่ง ซึ่งมีส่วนช่วยให้ การเติมสินค้าไปยังสาขาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ยังคงเปิดดำเนินงานได้ตามปกติ และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายกระจายสินค้าที่ช่วยให้ท็อปส์สามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง”








