ในอดีต “ข้าว” มักถูกมองเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่แข่งขันกันด้วยปริมาณ (Volume) และราคาตลาดโลกที่ผันผวน ส่งผลให้เกษตรกรไทยแบกรับความเสี่ยงและไม่ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับความเหนื่อยยาก แต่ในวันนี้ ภาครัฐและเอกชนกำลังผนึกกำลังกันผลักดันโมเดลเศรษฐกิจใหม่ “New Rice Economy” ที่มีเป้าหมายชัดเจนคือการเปลี่ยนผ่านจากการขายปริมาณไปสู่การขาย “คุณค่า” (Value) เพื่อให้ชาวนารู้สึกภาคภูมิใจและมีรายได้ที่เหมาะสมและยั่งยืน
กับดัก “Commodity” และทางออกด้วย “ข้าวประณีต”
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เริ่มต้นด้วยการฉายภาพให้เห็นว่า ในแต่ละปีประเทศไทยปลูกข้าวปีละประมาณ 72 ล้านไร่ แบ่งเป็น นาปี 62 ล้านไร่ และนาปรังบวกเพิ่มเข้ามาอีกราวๆ 10 ล้านไร่ ขณะที่ประเทศไทยมีพันธ์ุข้าวมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ หากแต่ประเทศไทยส่งออกข้าวด้วยสายพันธุ์เดิมๆ อยู่ไม่กี่ชนิดเพียง 5-6 สายพันธุ์ นั่นทำให้ราคาข้าวของไทยวนเวียนติดกับดัก กับการแข่งขันด้วย “ราคา” เป็นหลัก แทนที่จะนำเสนอความหลากหลายเพิ่มทางเลือกให้กับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศที่ปลูกข้าวได้ผลผลิตดีอย่างเช่น อินเดีย และเวียดนาม กลายเป็นคู่แข่งรายสำคัญของเราทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ
คุณศุภจี เล่าถึงการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเจรจาขายข้าวไทยในตลาดโลก รวมทั้งข้อมูลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ทำให้ทราบว่าแต่ละประเทศมีความนิยมข้าวไม่เหมือนกัน
“บางประเทศเขาชอบข้าวนุ่ม เพราะว่าเอาไปทำโจ๊ก ทำข้าวต้ม บางประเทศชอบข้าวแข็งหน่อย เพราะว่าเอาไปผัด บางประเทศก็ชอบข้าวที่มีเมล็ดเรียวยาว ถ้าเรานำเอาข้าวที่ตรงกับรสนิยมของเขาไปขายก็จะได้ราคาที่ดี มีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ทำให้ต้องแข่งขันด้วยราคาอย่างเดียว”
เพื่อสลัดปัญหาคลาสสิกของข้าวไทยคือการถูก “เหมารวม” ว่าเหมือนกันทั้งประเทศ ทำให้ไม่สามารถตั้งราคาตามคุณภาพที่แท้จริงได้ ทางออกของเรื่องนี้คือการสร้างเซกเมนต์ใหม่ที่เรียกว่า “ข้าวประณีต” (Khao Praneat) ทำหน้าที่เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะยกระดับข้าวไทยสู่สินค้า Premium Value โดยเน้นที่ 3 ปัจจัยหลัก:
- อัตลักษณ์ (Identity): ข้าวต้องมีตัวตน มีเรื่องราวของผู้ปลูก และแหล่งกำเนิดที่ชัดเจน
- ความเฉพาะทาง (Niche): ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ผลิตข้าวขาวทั่วไป แต่ต้องเป็นสายพันธุ์ที่มีความพิเศษ
- คุณภาพที่ตรวจสอบได้(Traceability): ต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่การปลูก วิจัย พัฒนา ไปจนถึงการทำ Branding บ่งบอกที่มา กระบวนการทั้งหมด เพื่อให้ตรวจสอบและถ่ายทอดเรื่องราวได้
ที่ผ่านมากลุ่ม RiceHub โดย คุณนพ ธรรมวานิช ผู้ร่วมก่อตั้ง ศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และการวิจัยข้าวของประเทศไทย ได้ชิมข้าวไปมากกว่า100 สายพันธุ์ เริ่มต้นรวบรวมและจัดทำ Thai Rice Flavor Atlas แผนที่รสชาติข้าวไทยและ Rice Flavor Wheel วงล้อรสชาติข้าว เพื่อสร้างมาตรฐาน “การชิมข้าว” เป็นฐานข้อมูล บันทึกเรื่องราวและภูมิประเทศของข้าวไทย เป็นเครื่องมือกลางให้ร้านอาหาร เกษตร วิสหากิจชุมชน ได้นำไปใช้กำหนดมาตรฐานร่วมกัน เช่นเดียวกับที่วงการไวน์ หรือกาแฟ ก็มีหน่วยงานและมาตรฐานกลางเพื่อกำหนดเรื่องรสชาติสินค้า เช่นเดียวกับสินค้าอย่าง “กาแฟ” ที่มี Specialty Coffee

คุณนพ ธรรมวานิช ผู้ร่วมก่อตั้ง ศูนย์กลางความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และการวิจัยข้าวของประเทศไทย
ทำความรู้จัก ข้าวประณีต (Khao Praneat) คืออะไร
จากความร่วมมือกันของ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ Rice Hub, สมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทย (TDeD) และผู้จัดงาน Thailand Rice Fest ได้พยายามผลักดัน ข้าวประณีต (Khao Praneat) เป็นหัวหอกสำคัญของการก้าวสู่ระบบใหม่ของอุตสาหกรรม จากสินค้าที่ถูกมองเหมือนกันทั้งประเทศ สู่สินค้าที่มี ตัวตน รสชาติ แหล่งปลูก และราคา ที่สะท้อนคุณค่าจริงของผู้ผลิตได้ โดยชื่อ ” ข้าวประณีต” ตั้งใจทำให้เป็นคำทับศัพท์เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงข้าวไทยที่มีการปลูกเฉพาะ และมีเรื่องราวที่สืบค้น แบ่งปันได้ คล้ายกับสตอรี่ของ “เนื้อวากิว” ที่เรียกด้วยชื่อภาษาญี่ปุ่นเลย แต่เมื่อได้รับความนิยมผู้คนก็ให้ความเชื่อถือและเป็นสมบัติของชาติที่สร้างรายได้และชื่อเสียงของประเทศ
คุณอัฐพล ไชยอนันต์ นายกสมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทย (TDeD) ยกตัวอย่างแนวทางการสร้างเรื่องราวและยกระดับ “ข้าวประณีต” เช่น มีการจับคู่กับเชฟร้านอาหาร หรือเชฟจากโรงแรมดัง Paring ข้าว อาหาร และสุราชุมชนที่เข้ากันเป็นอย่างดี เหล่านี้ก็จะทำให้ข้าวถูกชูรสชาติให้เหมาะสม ส่วนตัวเชฟเองก็จะสามารถรังสรรค์เมนูที่เหมาะสมออกมาได้หลากหลายกว่าเดิม เมื่อมี “ข้าวประณีต” เพิ่มทางเลือก

คุณอัฐพล ไชยอนันต์ นายกสมาคมดิจิทัลเพื่อการศึกษาไทย (TDeD)
“ข้าวประณีต” ถ้าดีจริงได้ราคา
คุณนพ เล่าถึงเคส “ข้าวเหนียวดำคณึงนิตย์” ซึ่งเคยมาร่วมงาน Thailand Rice Fest ในครั้งก่อนๆ และสร้างการจดจำ ในฐานะข้าวที่ขนมาขายหมดในระยะเวลาอันรวดเร็ว จนเกิดภาวะ “ขายใบจองข้าว” ว่า
“ปกติข้าวทั่วไปจะขายในราคา กิโลกรัมละ 20-30 บาท แต่สำหรับ ข้าวเหนียวดำคณึงนิตย์ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีทั้งความหอม ความเหนียว ขายได้ราคากิโกกรัมละ 250 บาท และนี่คือ ข้าวที่ชาวนาขายในราคาที่ชาวนาอยากขาย”
คุณช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ ผู้จัดงาน Thailand Rice Fest 2025 แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าไว้ด้วยกัน บอกว่า
“วัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้มี 4 เรื่อง 1. เริ่มจากต้องการสร้างโภชณปัญญาให้กับคนไทย หันมากินข้าวไทยเพื่อสุขภาพ 2. เป็นการสนับสนุนวัตถุดิบที่ยั่งยืน และสามเป็นเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบท้องถิ่น ส่วนสุดท้ายคือ การสร้าง Value ของอาหารไทยให้เป็นระดับโลก หรือ Food Global Vision ซึ่งภายในงานได้รวบรวมอาหารท้องถิ่นหากินยาก และอาหารที่คนเมืองคุ้นเคยมาประกบกับข้าวหลากหลายสายพันธุ์ พร้อมชวนมาร่วมกันสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน ตอกย้ำศักยภาพที่จะสร้างประโยชน์ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย”

คุณช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์
“Thailand Rice Fest ไม่ใช่แค่งานให้ความรู้ แต่คือสนามทดลองของระบบเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่ที่ทุกหมุดในห่วงโซ่ ผู้ปลูก นักวิจัย ผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ และผู้บริโภค ได้มาพบกันจริงๆ เราจัดมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว ปีนี้ทุกคนจะได้ ชิมเพื่อรู้จักข้าว อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ผ่านกิจกรรมมากมายในงาน ที่อยากส่งเสริมให้คนได้รู้จักกับอาหาร มีโภชณปัญญา และเชื่อมโยงอาหารท้องถิ่นกับภูมิปัญญาจากทั่วประเทศ”
ในปีนี้งาน Thailand Rice Fest 2025 จัดขึ้นในวันที่ 4–7 ธันวาคม 2568 เวลา 10:00-20:00 น. ณ IMPACT Exhibition Center Hall 11–12 โดยจัดขึ้นพร้อมๆ กับ Thailand Coffee Fest ‘Year End’ เชื่อมโยงโลกของ “กาแฟ-ข้าวไทย” รวมพลังผลักดันอาหารและเครื่องดื่มไทยไประดับโลก ภายในงานมีข้าวประณีตกว่า 50 สายพันธุ์ การจับคู่กับอาหารท้องถิ่นจากทั่วประเทศ และการเชื่อมต่อซื้อขายจริงระหว่างผู้ผลิต-ผู้ประกอบการในงานเดียว





