HomePR Newsมินเทลเผยแนวโน้มผู้บริโภคทั่วโลก พลิกเกมตลาดปี 2026

มินเทลเผยแนวโน้มผู้บริโภคทั่วโลก พลิกเกมตลาดปี 2026

แชร์ :

มินเทล (Mintel) ผู้นำระดับโลกด้านข้อมูลเชิงลึกทางการตลาด เปิดเผยแนวโน้มผู้บริโภคทั่วโลกปี 2026 (Mintel 2026 Global Consumer Predictions) ซึ่งสะท้อนทิศทางพฤติกรรมผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2030 และต่อเนื่องไปในอนาคต
จากแนวคิดเรื่อง “การปรับตัวใหม่ได้ทุกช่วงวัย” “ความต้องการความรักและความผูกพันในทุกรูปแบบ” ไปจนถึง “พลังของความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่แท้จริง” — แนวโน้มสำคัญ 3 ประการที่มินเทลระบุไว้ ได้แก่:

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

The New Young (คนรุ่นใหม่ในความหมายใหม่): เมื่อขอบเขตของช่วงชีวิตตามแบบเดิมเริ่มพร่าเลือน ผู้บริโภคกำลังนิยามคำว่า “ความเป็นหนุ่มสาว” ขึ้นใหม่ พร้อมวิธีการใช้ชีวิตที่เติมเต็มมากขึ้นในช่วงกลางชีวิตที่ยาวนาน แบรนด์จำเป็นต้องคิดใหม่ว่านวัตกรรมของตนจะตอบโจทย์อย่างไรเพื่อให้ยังคงมีความเกี่ยวข้อง

The Affection Deficit (ภาวะขาดความผูกพัน): เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกลายเป็นเชิงธุรกรรมและห่างเหิน กลยุทธ์แบรนด์ต้องก้าวข้ามจากแค่ “การมองเห็น” หรือ “การมีส่วนร่วม” ไปสู่การสร้าง “สายสัมพันธ์ทางอารมณ์” และ “คุณค่าทางวัฒนธรรม”

Anti-Algorithm (ต่อต้านอัลกอริทึม): เมื่อผู้บริโภคเริ่มต่อต้านอิทธิพลของอัลกอริทึมและแสวงหาประสบการณ์ที่มีความเป็นมนุษย์และอาศัยสัญชาตญาณมากขึ้น แบรนด์ต้องตั้งคำถามใหม่ว่า “คุณค่าที่แท้จริง” ที่ตนมอบให้คืออะไร

ความเห็นจากแมทธิว แครบบ์ (Matthew Crabbe) รองประธานฝ่ายเทรนด์ มินเทล ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) “ทุกปีนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ AI กำลังเขียนนิยามใหม่ของความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญของผู้บริโภค และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนบริบทการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ ภายในปี 2026 และต่อจากนั้น ผู้บริโภคทั่วโลกจะเบลอเส้นแบ่งระหว่างช่วงอายุและบทบาทชีวิต ค้นหาความสมดุลระหว่างการควบคุมและความคิดสร้างสรรค์ และแสวงหาความเชื่อมโยงที่แท้จริงในโลกที่มีระบบอัตโนมัติมากขึ้น”

The New Young (คนรุ่นใหม่ในความหมายใหม่) “เมื่ออายุขัยของมนุษย์ยืนยาวขึ้น และหมุดหมายของชีวิตแบบเดิมเริ่มเปลี่ยนแปลง เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘ช่วงกลางชีวิต’ ขยายกว้างขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม ผู้คนไม่ได้ถูกจำกัดด้วยความคาดหวังตามอายุอีกต่อไป ภายในปี 2030 การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรจะเห็นได้อย่างชัดเจน และจะส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ตั้งแต่การศึกษา การวางแผนการเงิน ไปจนถึงรูปแบบการทำงาน ทำให้ชีวิตไม่ถูกแบ่งเป็นช่วง ๆ อย่างชัดเจนอีกต่อไป แต่เป็นการดำเนินชีวิตที่ต่อเนื่องและปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา”

“ผู้บริโภคจะเต็มใจใช้จ่ายกับประสบการณ์ในปัจจุบันมากขึ้น ขณะที่ยังมีพลังและเวลาในการเพลิดเพลินกับมัน แบรนด์ที่เน้นการเติมเต็มเฉพาะช่วงวัยหนุ่มสาวหรือรอให้ถึงวัยเกษียณจะพลาดโอกาสใหญ่ใน ‘ช่วงกลางชีวิตที่ยืดออก’ นี้”

“เราจะได้เห็นคนอายุ 30–60 ปีเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง — ย้ายประเทศ เปลี่ยนอาชีพ กลับเข้าสู่โลกของการออกเดต หรือทำตามความฝันที่เคยพักไว้ แบรนด์ที่มองการณ์ไกลสามารถตอบโจทย์ด้วยเครื่องมือ บริการ และเรื่องราวที่ทำให้การเริ่มต้นใหม่เป็นสิ่งที่จับต้องได้และน่าตื่นเต้น ตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ บาริสตาสูงวัยในเกาหลีใต้ อินฟลูเอนเซอร์ Lolo Drip อายุ 71 ปีในฟิลิปปินส์ และผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในประเทศไทยที่วางแผนรับสมัครพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 400,000 คนภายในปี 2030”

The Affection Deficit (ภาวะขาดความผูกพัน) “การใช้ชีวิตออนไลน์อย่างต่อเนื่องได้เปลี่ยนรูปแบบการเข้าสังคมไปตลอดกาล ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกโดดเดี่ยวและขาดการเชื่อมโยงทางอารมณ์ ภายในปี 2030 ช่องว่างระหว่าง ‘การถูกเห็น’ กับ ‘การถูกเข้าใจ’ จะยิ่งขยายออกไป ความรักและความเอาใจใส่กำลังถูกมองในมุมของ ‘ความคุ้มค่า’ มากขึ้น — การสื่อสารออนไลน์ที่รวดเร็วและง่ายดายกลายเป็นทางเลือกแทนความสัมพันธ์จริงที่ต้องใช้เวลาและความพยายาม”

“แบรนด์มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางของความเชื่อมโยงที่แท้จริง หากต้องการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ในโลกจริง แบรนด์ต้องช่วยลด ‘ต้นทุนของความผูกพัน’ (affection cost) ให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น”

“ผู้บริโภคกำลังมองหาวิธีการแสดงความรักและความห่วงใยในวงกว้างขึ้น เช่น ความสัมพันธ์ที่เลือกเอง (chosen affection) การดูแลซึ่งกันและกันในชุมชน การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง และการรักตนเอง ทั้งหมดนี้มอบความมั่นคงทางอารมณ์นอกเหนือจากความสัมพันธ์แบบดั้งเดิม”

“ในเอเชียแปซิฟิก แบรนด์ต่าง ๆ กำลังสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยนิยามพื้นที่ชุมชนรูปแบบใหม่ เช่น ศูนย์รวมหลายเจเนอเรชัน (intergenerational hubs) ศูนย์สุขภาพ และแอปพลิเคชันที่สนับสนุนการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ เช่น ในจีนและญี่ปุ่นมีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้มากขึ้น ขณะที่ในอินเดีย แนวโน้มด้านการดูแลตนเองและสุขภาวะชุมชนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

“ความต้องการในการ ‘ดูแล’ ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่เคยหายไป แต่สังคมต้องปรับมุมมองใหม่ให้ครอบคลุมมากขึ้น — การดูแลไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ยังรวมถึงการดูแลผ่านอาหาร การบริโภค และประสบการณ์ เพื่อรักษาแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์”

Anti-Algorithm (ต่อต้านอัลกอริทึม) “สิ่งที่เริ่มต้นจากเครื่องมือแนะนำที่สะดวกและชาญฉลาด กำลังทำให้ผู้บริโภคตั้งคำถามว่าอัลกอริทึมช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจริงหรือกลับซับซ้อนกว่าเดิม ภายในปี 2030 ด้านมืดของ ‘การปรับให้เหมาะที่สุด’ (optimization) จะทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างความสะดวกกับอำนาจในการตัดสินใจ เทคโนโลยีที่ขาดความโปร่งใสจะถูกลดความนิยมลง เมื่อผู้บริโภคต้องการควบคุมข้อมูลและอัตลักษณ์ทางดิจิทัลของตนมากขึ้น”

“ผู้บริโภคจะมองหาแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เข้าใจ แก้ไข หรือแม้แต่ร่วมสร้างอัลกอริทึมที่มีผลต่อชีวิตประจำวันของตนเอง กระแสนี้เริ่มเกิดขึ้นแล้วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตัวอย่างเช่น แบรนด์ The Whole Truth ในอินเดียที่ถอนตัวจากโซเชียลมีเดียชั่วคราวเพื่อลด ‘ความเหนื่อยล้าอัลกอริทึม’ (algorithm fatigue) ก่อนกลับมาด้วยแนวทางที่เน้นการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ขณะที่ในจีน บริษัทอย่าง Meituan กำลังปรับสมดุลระหว่างประสิทธิภาพจากอัลกอริทึมและแนวปฏิบัติที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์มากขึ้น”

“เมื่อแบรนด์ใช้พลังของอัลกอริทึมเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่แท้จริง แทนที่จะไล่ตามกระแสเพียงอย่างเดียว จะสามารถสร้าง ‘ชัยชนะร่วมกัน’ ระหว่างกระแสความนิยมและความภักดีระยะยาว ผู้บริโภคจะกำหนดมาตรฐานใหม่ของความไว้วางใจจากประสบการณ์ดิจิทัล แต่สุดท้าย ‘หัวใจและจิตใจ’ ยังเป็นผู้ตัดสินว่าความสัมพันธ์ใดรู้สึกถูกต้อง ไม่ใช่แค่สิ่งที่ทำงานได้ตามระบบ”

“ในโลกที่การให้อำนาจ ความไว้วางใจ และความคิดสร้างสรรค์มีค่ามากกว่าที่เคย แบรนด์ต้องค้นหาบทบาทของตน และสร้างกลยุทธ์ที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงต่อผู้บริโภคยุคใหม่”


แชร์ :

You may also like