HomeBrand Move !!เจาะกลยุทธ์ “VetSynova” ในตลาดสัตว์เลี้ยง 6 ปีทำรายได้ทะลุ 420 ล้าน ปี 69 ลุยตลาดนอก มุ่งสู่แบรนด์ระดับโลกใน 3 ปี

เจาะกลยุทธ์ “VetSynova” ในตลาดสัตว์เลี้ยง 6 ปีทำรายได้ทะลุ 420 ล้าน ปี 69 ลุยตลาดนอก มุ่งสู่แบรนด์ระดับโลกใน 3 ปี

แชร์ :

แม้ในช่วงหลายปีมานี้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่ “ตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยง” ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมีการเติบโตเฉลี่ย 10% ทุกปี ทั้งในแง่จำนวนสัตว์และมูลค่าตลาด เนื่องมาจากความนิยมในการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ทำให้มีหลายแบรนด์เข้ามาบุกตลาดกันอย่างคึกคัก หนึ่งในนั้นคือ “บริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด” หรือ “VetSynova” ที่เข้ามาทำตลาดได้เพียง 6 ปี แต่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ ด้วยรายได้รวม 420 ล้านบาทในปี 2568 แถมยังส่งออกไปต่างประเทศถึง 7 ประเทศแล้ว และภายใน 3 ปีต้องการพาแบรนด์อาหารสัตว์ไทยก้าวสู่ระดับโลกให้ได้

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

VetSynova มีวิธีทำตลาดสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างไร? ท่ามกลางคู่แข่งนับร้อยในตลาด ตาม Brand Buffet มาถอดความสำเร็จตลอด 6 ปีที่ผ่านมา พร้อมเจาะลึกยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแบรนด์อาหารสัตว์ไทยสู่แบรนด์โลก

สู้ด้วยความต่างทุกมิติ

เส้นทางเริ่มต้นของ VetSynova มาจาก น.สพ.มนัยพร เสรีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด อยู่ในวงการสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว กระทั่งเห็นโอกาสจากการที่ผู้คนหันมาเลี้ยงสัตว์เป็นเสมือนสมาชิกครอบครัวมากขึ้น ทำให้ตลาดสัตว์เลี้ยงขยายตัวอย่างรวดเร็ว น.สพ.มนัยพร และเพื่อนๆ จึงต้องการนำองค์ความรู้ทางสัตวแพทย์มาต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมอาหารสัตว์

แต่ยอมรับว่าการจะปั้นแบรนด์ขึ้นมาสักแบรนด์ ท่ามกลางแบรนด์จำนวนมากที่ทำตลาดมาก่อนนั้น ก็ท้าทาย  VetSynova จึงเลือกจะสร้างความแตกต่างตั้งแต่แรกของการเปิดตัวสู่ตลาด ด้วยการเป็น Pet Lifestyle Innovation for Family นั่นคือ นวัตกรรมสัตวแพทย์เพื่อครอบครัว โดยใช้พื้นฐานความรู้ทางด้านสัตวแพทย์ มาทำการวิจัยร่วมกับคณะสัตวแพทย์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำ จนออกมาเป็นสูตรอาหารเสริมในรูปแบบแมวเลียและสุนัขเลีย แบรนด์ “VFCore” เพื่อแก้ Pain Point สัตว์เลี้ยงที่ไม่ชอบกินอาหารเสริมแบบเม็ด จากนั้นได้ขยายโปรดักต์ไลน์มาสู่อาหารประกอบการรักษาโรคและอาหารเพื่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง แบรนด์ “DeliCsi” จนปัจจุบันครอบคลุมโปรดักต์ที่เกี่ยวกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงครบวงจร

สร้างแบรนด์ผ่านพรีเซนเตอร์

นอกจากการปักธงเป็นนวัตกรรมสัตวแพทย์เพื่อครอบครัวแล้ว มิติด้านการตลาด VetSynova ยังสร้างความแตกต่าง โดยวางตำแหน่งเป็น Premium Mass รวมทั้งเน้นช่องทางการจำหน่ายแบบ B2B ผ่านโรงพยาบาลสัตว์ คลินิก และ Pet Shop ขณะเดียวกันยังสื่อสารการตลาดต่อเนื่อง เพื่อดึงให้ผู้บริโภครู้จักและนำไปสู่การทดลองใช้ ผ่านอีเวนต์ต่างๆ พร้อมกับใช้พระเอกหนุ่ม “นนกุล-ชานน สันตินธรกุล” และล่าสุดคือ “โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

จึงทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำและเติบโตมาถึงทุกวันนี้ โดยในปี 2568 บริษัทมียอดขาย 420 ล้านบาท เติบโต 67% จากปี 2567 โดย VFCore เป็นแบรนด์วิตามินแมวเลียอันดับ 1 ในตลาด

ขยายตลาด USA ตั้งเป้า 3 ปีสู่ Global Brand

นอกจากความสำเร็จในตลาดไทย VetSynova ยังลุยตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านดิสทริบิวเตอร์และการเปิดบริษัทในต่างประเทศเพื่อทำตลาดเอง จนปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายใน 7 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และลาว โดยสร้างรายได้ให้บริษัทประมาณ 3-5%

แต่ถ้ามองในแง่รายได้ น.สพ.มนัยธร ยอมรับว่า อาจยังไม่มาก หากต้องการก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก จึงต้องบุกตลาดมากขึ้น โดสเตปต่อไป บริษัทวางแผนขยายตลาดเพิ่มอีก 4 ประเทศ ทั้งอินเดีย ปานามา ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย รวมถึงรุกตลาดสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น เพราะตลาดอาหารสัตว์ของที่นี่ใหญ่กว่าไทยเป็น 10 เท่า

สำหรับการบุกตลาดสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาบริษัทใช้วิธีการเข้าไปออกบูธเท่านั้น ซึ่งผู้บริโภคให้ความสนใจและซื้อสินค้าอย่างมาก ปีนี้จึงวางแผนบุกตลาดเพิ่ม โดยจะใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ชทำตลาด ตอนนี้เริ่มเข้าไปจำหน่ายผ่านอเมซอนแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างเซ็นสัญญากับ Pet Shop เพื่อนำผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายด้วย

“หากการทำตลาดในสหรัฐอเมริกาไปได้ดี จะส่งผลให้ยอดขายในต่างประเทศเติบโตขึ้น โดยปีนี้สัดส่วนอาจขยับขึ้นเป็น 10% และภายใน 3 ปีนับจากนี้จะได้เห็นแบรนด์อาหารสัตว์ไทยก้าวสู่ระดับโลกแน่นอน” น.สพ.มนัยพร ย้ำด้วยความมั่นใจ

เทรนด์เลี้ยงสัตว์ยังโต แต่คนเน้นจ่ายคุ้มค่าเงิน

สำหรับตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยปีนี้ จากข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย พบว่ายังเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าปีนี้จะแตะ 100,000 ล้านบาท จากปี 2567 มีมูลค่า 69,800 ล้านบาท โดยหมวดอาหารสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนมากสุด 55% ตามด้วยบริการรักษาสัตว์เลี้ยง 22% ขนม 10% และอาหารเสริม 1.35%

จึงทำให้มีแบรนด์เข้ามาทำตลาดมากขึ้น จากเดิมที่มีเกือบ 100 แบรนด์ ปัจจุบันเพิ่มเป็น 400 แบรนด์ และที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าสัตว์เลี้ยงของผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับ “ราคาที่สมเหตุสมผล” มากขึ้นถึง 90% ต่างจากสมัยก่อนที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” มาก่อนราคา ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา จึงส่งผลให้แบรนด์ที่ตั้งราคาสูง อาจขายได้ยากขึ้น ทั้งยังพบว่า 70% ของเจ้าของสัตว์ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน และ 25% อยู่ด้วยกันตลอดทั้ง

ติดตามพวกเราได้ที่ LINE

 


แชร์ :

You may also like